Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ทีมนักวิจัยจากอังกฤษ เผยแพร่รายงานก่อนเปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 เตือนว่ามหกรรมที่ขยายจาก 32 เป็น 48 ทีม เพิ่มนัดขึ้น 47% และกระจายข้ามทวีปอเมริกาเหนือ กำลังจะกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเท่าที่กีฬาใดเคยก่อขึ้น โดยชี้ว่าต้นตอไม่ได้อยู่ที่การเดินทางของแฟนบอล แต่อยู่ที่การขยายตัวเชิงพาณิชย์ที่ไร้ขีดจำกัดและความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่าง FIFA กับทุนพลังงานฟอสซิล โดยมี Aramco เป็นสปอนเซอร์หลัก

  • นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษเตือนว่าฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งขยายจาก 32 เป็น 48 ทีมและเพิ่มนัดขึ้น 47% กระจายข้ามทวีปอเมริกาเหนือ อาจกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ก่อมลพิษมากที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาทุกชนิด โดยระบุว่าการขยายตัวถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางพาณิชย์มากกว่าการพัฒนาฟุตบอลจริง
  • รายงานชี้ว่า FIFA กำลังเปิดให้ทุนพลังงานฟอสซิลใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือฟอกภาพลักษณ์ด้วยกีฬา โดย Aramco เป็นสปอนเซอร์หลัก Qatar Airways เป็นพันธมิตร และซาอุดีอาระเบียได้สิทธิ์เจ้าภาพปี 2034 ท่ามกลางบริบทที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ถอนตัวจากความตกลงปารีสเป็นครั้งที่ 2
  • นักวิจัยเสนอให้แบนโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล จำกัดการถือครองสโมสรโดยทุนพลังงานฟอสซิล ตั้งกองทุนช่วยเหลือฟุตบอลรากหญ้า และเน้นว่าข้อเสนอเร่งด่วนที่สุดคือหยุดขยายจำนวนเกมและทีมเข้าร่วมการแข่งขัน


ภาพจาก: Loughborough University

FIFA วางภาพฟุตบอลโลก 2026 ไว้เป็นมหกรรมแห่งการเติบโตมากขึ้น ทั้งจำนวนทีม จำนวนนัด และจำนวนแฟนบอลที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทว่าในห้วงเวลาเดียวกัน รายงานวิชาการชิ้นใหม่กลับฉายภาพอีกด้านของความยิ่งใหญ่นั้น เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลัฟโบโรห์ (Loughborough University) มหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) และมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) ออกมาเตือนว่า มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ กำลังจะกลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหนักที่สุดเท่าที่การแข่งขันกีฬาใด ๆ เคยก่อขึ้น

รายงานชื่อ "Football and Climate Change: A Preview of the 2026 FIFA World Cup" โต้แย้งความเข้าใจที่ว่ารอยเท้าคาร์บอนของฟุตบอลเป็นเพียงผลพลอยได้จากการที่แฟนบอลเดินทางไปชมเกมหรือจากสนามที่ใช้พลังงานมหาศาล ในทางตรงกันข้าม คณะผู้เขียนเสนอว่าการปล่อยมลพิษเหล่านี้คือผลผลิตของกระบวนการโลกาภิวัตน์ การทำให้เป็นการค้า และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างองค์กรปกครองฟุตบอลกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง รายงานยังย้ำว่าผลกระทบเหล่านี้ "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" แต่ถูก "ผลิตขึ้นทางการเมือง"

แม้ในเชิงเม็ดเงิน ฟุตบอลจะไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ใหญ่นัก โดยองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ประเมินในปี 2022 ว่าฟุตบอลสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกราว 200 พันล้านดอลลาร์ หรือเพียง 0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลกที่ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินไว้ที่ 101.77 ล้านล้านดอลลาร์ แต่อิทธิพลทางวัฒนธรรมของมันกลับมหาศาลเกินกว่าตัวเลขเหล่านั้น FIFA เองประเมินว่ามีแฟนบอลทั่วโลกถึง 5 พันล้านคน ทำให้ฟุตบอลกลายเป็นเวทีทางวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และด้วยเหตุนี้เองจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของ "ทุนพลังงานฟอสซิล"

เมื่อการขยายตัวของกีฬาฟุตบอลกลายเป็นต้นทุนด้านสภาพภูมิอากาศ

หัวใจของคำเตือนในรายงานอยู่ที่ "การเติบโตที่ไม่มีหยุดยั้ง" ของกีฬาฟุตบอล ฟุตบอลโลก 2026 ขยายจำนวนชาติที่เข้าร่วมจาก 32 เป็น 48 ทีม ส่งผลให้จำนวนนัดเพิ่มจาก 80 เป็น 104 นัด หรือเพิ่มขึ้น 47% นับเป็นการเปลี่ยนรูปแบบครั้งแรกตั้งแต่ปี 1998 ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ฟุตบอลโลก 2022 จัดอยู่ในกาตาร์ซึ่งมีขนาดไม่ต่างจากเมืองใหญ่เพียงเมืองเดียว ครั้งนี้กลับกระจายการแข่งขันข้ามทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ระยะทางที่ทีมและแฟนบอลต้องเดินทาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเดินทางทางอากาศ จึงกลายเป็นต้นทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

รายงานชี้ว่าการขยายตัวเช่นนี้สามารถมองได้ 2 มุม มุมแรกเป็นของ FIFA ที่อ้างว่าการเพิ่มจำนวนทีมจะเปิดโอกาสให้ชาติหน้าใหม่ และผลประโยชน์ทางการเงินจะถูกนำกลับไปลงทุนพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก ส่วนอีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นมุมวิพากษ์ของคณะผู้เขียน มองว่าการขยายตัวถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการสะสมทุนเป็นหลัก เพราะการเพิ่มชาติอย่างเฮติหรือเคปเวิร์ดเข้ามา แทบไม่มีผลต่อผู้ชนะสุดท้ายที่มักวนเวียนอยู่ในกลุ่มเดิม เช่น อาร์เจนตินา บราซิล ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือสเปน รายชื่อผู้สนับสนุนของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Aramco, Hyundai-Kia, McDonald's, Mengniu Dairy, Qatar Airways และ Visa จึงสะท้อนแรงจูงใจเบื้องหลังการขยายตัวได้ชัดเจน

ปรากฏการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดในระดับสโมสร ยูฟาแชมเปียนส์ลีกถูกขยายจาก 32 เป็น 36 ทีม ทำให้แต่ละสโมสรต้องลงเล่นเพิ่มอีก 2 นัด ขณะที่หลายสโมสรในยุโรปต่างทุ่มสร้างสนามแห่งใหม่ เช่น สนามของ Tottenham Hotspur และสนาม Metropolitano ของ Atletico Madrid ส่วนซาอุดีอาระเบียก็เตรียมสร้างสนามถึง 11 แห่งเพื่อรองรับฟุตบอลโลก 2034 รายงานสรุปว่าการก่อสร้างเหล่านี้ "ไม่เพียงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่เคย"

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือเสียงสะท้อนจากผู้จัดการด้านความยั่งยืนภายในสโมสรยุโรป ซึ่งบรรยายถึงความขัดแย้งที่เกิดซ้ำ ๆ ระหว่างความตั้งใจด้านสิ่งแวดล้อมกับความเป็นจริงเชิงพาณิชย์ พวกเขาเล่าว่าโครงการสีเขียวมักถูกลดความสำคัญทันทีที่เสี่ยงจะกระทบตารางถ่ายทอดสด ความได้เปรียบในการแข่งขัน หรือรายได้ ความยั่งยืนถูกมองว่าต้องดำเนิน "โดยไม่ทำให้สินค้าหลักเสียหาย" นั่นคือการถ่ายทอดเกมสู่ผู้ชมในและต่างประเทศ และมักถูกตั้งคำถามหนักขึ้นเสมอ "หากต้องใช้เงินเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น"

"ฟอกภาพลักษณ์ด้วยกีฬา" และ "ทุนพลังงานฟอสซิลที่ฝังรากลึก"

แต่สำหรับคณะผู้เขียน แง่มุมที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ฟุตบอลในฐานะอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ หากแต่อยู่ที่ฟุตบอลในฐานะวัฒนธรรม "ฟุตบอลคือกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และน่าจะเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบนโลกใบนี้" มาร์ก ดอยจ์ (Mark Doidge) อาจารย์ด้านสังคมวิทยาการกีฬาจากมหาวิทยาลัยลัฟโบโรห์ หนึ่งในคณะผู้เขียน ระบุ พร้อมเสริมว่าด้วยเหตุนี้เอง องค์กรปกครองฟุตบอลจึงยังคงใช้ประโยชน์จากมันเพื่อผลกำไร แต่ฟุตบอลก็มีพลังที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงในทางบวกได้เช่นกัน

รายงานอธิบายว่าในโลกที่เศรษฐกิจการเมืองถูกครอบงำด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมนี้ย่อมให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมฟุตบอลในฐานะพื้นที่รักษาสถานะการนำของตน เมื่อความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิลขยับเข้าใกล้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทุนฟอสซิลจึงต้องหากลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาอิทธิพล หนึ่งในนั้นคือการทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกมองว่าเป็น "ความชั่วร้ายที่จำเป็น" สิ่งที่เรารับรู้ว่าก่อปัญหา แต่ฝังลึกในชีวิตจนนึกภาพโลกที่ปราศจากมันไม่ออก

นี่คือจุดที่แนวคิด "ฟอกภาพลักษณ์ด้วยกีฬา" (sportswashing) เข้ามามีบทบาท ในความหมายพื้นฐาน มันคือกระบวนการที่ระบอบไม่เป็นประชาธิปไตยใช้การลงทุนในกีฬาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศและฟอกชื่อเสียงของตน คำนี้มักถูกใช้กับการจัดมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ เช่น โอลิมปิกปักกิ่ง 2008 หรือฟุตบอลโลกกาตาร์ 2022 และการเข้าซื้อสโมสรอย่าง Paris Saint-Germain หรือ Newcastle United รายงานชี้ว่าทุก ๆ ครั้งที่รัฐปิโตรเลียมหรือเศรษฐีน้ำมันเข้าซื้อสโมสร ทุกครั้งที่บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลสนับสนุนสโมสรหรืออีเวนต์ และทุกครั้งที่โลโก้สายการบินปรากฏบนเสื้อนักเตะคนโปรด สถานะการนำของทุนฟอสซิลก็ยิ่งฝังรากลึกขึ้นอีกเล็กน้อย

รายงานยังชี้ว่า FIFA เป็นผู้นำในการขายฟุตบอลให้แก่กระบวนการนี้ โดยยกตัวอย่างยุทธศาสตร์ความยั่งยืนฉบับแรกขององค์กร ที่เผยแพร่พร้อมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาแห่งชาติของกาตาร์ จนแทบจะสะท้อนเป้าหมายของรัฐบาลกาตาร์โดยไม่มีการตั้งคำถามกลับ คณะผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามต่อสถานะของ FIFA ในฐานะองค์กรปกครองที่เป็นอิสระ และเมื่อฟุตบอลโลก 2026 จัดในสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ถอนตัวออกจากความตกลงปารีสเป็นครั้งที่ 2 ขณะที่ฟุตบอลโลก 2034 จะจัดในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นอีกรัฐปิโตรเลียม จึงยากจะคาดหวังท่าทีที่ก้าวหน้าจาก FIFA

ข้อเสนอเพื่อหยุดวงจร 

แม้ภาพรวมจะดูมืดมน แต่รายงานยืนยันว่าฟุตบอลยังสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ คณะผู้เขียนเสนอชุดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักการ "ลดขนาดและทำให้เป็นประชาธิปไตย" ของกีฬาชนิดนี้ ตั้งแต่การเรียกร้องให้ FIFA เลิกจัดอีเวนต์ในรัฐปิโตรเลียม โดยให้เหตุผลว่าแทบไม่มีหลักฐานว่าฟุตบอลโลกช่วยพัฒนาประเทศเหล่านี้จริง หากแต่ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐที่มีทุนพลังงานฟอสซิล ไปจนถึงการเรียกร้องให้สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) จำกัดการถือครองสโมสรโดยทุนพลังงานฟอสซิล ซึ่งมักดำเนินผ่านโมเดลการถือครองหลายสโมสร (multi-club ownership) ที่สร้างอิทธิพลเกินควรเหนือวงการ

ข้อเสนอสำคัญอีกข้อคือการแบนโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยรายงานเทียบว่าหากการสูบบุหรี่ถูกมองว่าเป็นอันตรายเกินกว่าจะโฆษณาในที่สาธารณะได้ เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ควรถูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน แทนที่สนามและตัวนักเตะจะกลายเป็นป้ายโฆษณาเดินได้ให้กับกิจกรรมเหล่านั้น นอกจากนี้ยังเสนอให้แฟนบอลมีที่นั่งในคณะกรรมการสโมสรผ่านองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ผ่านการซื้อสิทธิ์ด้วย Fan Token โดยยกตัวอย่างกลุ่มแฟนบอลที่เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เช่น Green Gooners ของ Arsenal และ SustainaBees ของ Brentford

รายงานยังเรียกร้องให้สโมสรทบทวนวิธีคิดเรื่อง "ต้นทุน" ของการลงมือทำด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะหากมองว่าการติดตั้งหลอดไฟ LED ในวันนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป ต้นทุนจากน้ำท่วม ภาวะร้อนจัด หรือการเลื่อนโปรแกรมแข่งในอนาคตจะสูงกว่ามาก พร้อมเสนอให้ตั้งกองทุนช่วยเหลือฟุตบอลรากหญ้าที่กำลังเผชิญผลกระทบ โดยอ้างงานวิจัยของกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา ของสหราชอาณาจักร (Department for Culture, Media and Sport: DCMS) ที่ประเมินว่าผลกระทบทางการเงินต่อกีฬารากหญ้าในสหราชอาณาจักรจะสูงถึง 320 ล้านปอนด์ต่อปี

ข้อเสนอที่คณะผู้เขียนเน้นว่าเร่งด่วนที่สุดคือการ "หยุดขยาย" โดยให้องค์กรปกครองฟุตบอลเลิกออกแบบรายการที่ต้องเพิ่มจำนวนเกม จำนวนทีม และจำนวนการเดินทาง พวกเขาชี้ว่าทั้งนักเตะและแฟนบอลต่างไม่มีความต้องการให้ฟุตบอลเติบโตไปมากกว่านี้ การเติบโตจึงเป็นสิ่งที่ถูกบังคับลงมาจากเบื้องบน รายงานสรุปด้วยถ้อยคำที่ว่า ทุกคนที่รักเกมลูกหนังจำเป็นต้องยอมรับว่า "น้อยลงนั้นแทบจะแน่นอนว่าดีกว่ามากขึ้น" สอดคล้องกับบทสรุปของสื่อ Inside World Football ที่ว่า "เกมลูกหนังไม่เคยยิ่งใหญ่เท่านี้มาก่อน และนั่นเองอาจคือตัวปัญหา ขณะที่ FIFA ยังคงยืนยันเดินหน้าขยายทัวร์นาเมนต์ต่อไป"


ที่มา:
Academics warn of 'most polluted' FIFA World Cup this summer (Andy Elliott, Inside World Football, 9 June 2026) 
Football and Climate Change: A Preview of the 2026 FIFA World Cup (James Jackson, Mark Doidge, Oscar Berglund, Jennifer Amann and Samuel Toscano, Loughborough University, June 2026) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง