เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ มีการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติสมาคมสังคมวิทยาสาธารณะ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 2 ภายในงานประชุมมีการจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง ‘Beyond Labor: Rethinking the Social Integration of Migrant Populations in Thai Society’ ที่ชวนมอง 3 ปรากฏการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานที่สำคัญในประเทศไทย นับตั้งแต่การโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้ แรงงานอีสานที่เดินทางไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ ไปจนถึงปรากฏการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา ที่ทำให้จำนวนนักศึกษาเมียนมาในไทยพุ่งสูงขึ้นหลังปี 2564 พร้อมชวนมองเรื่องราวการโยกย้ายถิ่นฐาน ที่มีมากกว่าแค่เรื่องของแรงงาน แต่คือโอกาสใหม่ของสังคม
'นายูสมองไหล' เมื่อไฟชายแดนใต้ บีบให้คนต้องอพยพ
“สถานการณ์ความรุนแรงส่งผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่ ทำให้พื้นที่ชายแดนใต้ ติดอันดับจังหวัดที่ยากจนที่สุดตลอด 15-20 ปีที่ผ่านมา”
รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์ จากมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ ได้นำเสนอในหัวข้อเรื่อง ‘การโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทชายแดนใต้: โอกาสและความท้าทาย’ โดยเขาระบุว่า ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีลักษณะการโยกย้ายถิ่นฐานเกิดขึ้น 3 รูปแบบคือ
- คนในพื้นที่เดินทางออกไปทำงานภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นการย้ายออกจากพื้นที่เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษกิจ
- เป็นพื้นที่ปลายทางให้กับแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมงหรือเกษตรกรรม
- เป็นพื้นที่พักคอยและทางผ่านให้กับกลุ่มโรฮิงญา ไปต่อยังประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย
รัฐวิศว์ เอื้อประชานนท์
จากประวัติศาสตร์ทางพื้นที่ชายแดนใต้ ที่เคยมีชื่อเรียกว่า ‘รัฐปาตานี ดารุสซาลาม’ รัฐวิศว์ กล่าวว่ามีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่าพื้นที่รัฐปาตานีในอดีต เคยมีอีกชื่อเรียกคือ "ระเบียงมักกะฮ์" เนื่องจากในอดีตภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับโลกมุสลิมและโลกอาหรับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-18 พื้นที่ชายแดนใต้จึงเป็นชุมทางของการเคลื่อนย้ายถิ่นมาตั้งแต่อดีต จนมาถึงปัจจุบันที่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ก็ยังคงเกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอยู่ตลอด
“จะมีคำที่เยาวชนชายแดนใต้ชอบใช้คือ ‘นายูสมองไหล’” รัฐวิศว์ กล่าว
สมาชิกของมูลนิธิความร่วมมือสันติภาพ อธิบายว่า ‘นายูสมองไหล’ คือ คำที่ใช้เรียกคนมลายูในพื้นที่ที่ต้องออกไปทำงานข้างนอก เพราะในพื้นที่ไม่มีอาชีพให้ทำ โดยส่วนใหญ่มักออกไปทำงานในภูเก็ต หาดใหญ่ สงขลา หรือพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน บางส่วนก็ไปทำงานที่มาเลเซียเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่มีชื่อเรียกว่า ‘เครือข่ายต้มยำกุ้ง’ หมายถึงการไปทำงานในร้านอาหารที่จำหน่ายต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมในมาเลเซีย ส่วนใหญ่คนทำอาหารมักมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เขาประเมินว่ามีคนไทยมากกว่า 200,000 คน ที่ไปทำงานอยู่ในมาเลเซีย
เมื่อคนในออกไปทำงานข้างนอก จึงเป็นวัฏจักรที่ต้องมีแรงงานเข้ามาทดแทนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จึงกลายเป็นพื้นที่โอบรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์จาม ที่นับถือศาสนาอิสลามจากกัมพูชา และแรงงานเมียนมา รวม 10,000-15,000 คน
“แรงงานจากภายนอกที่เข้ามาก็เกิดเป็นกระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติ จากคนในพื้นที่”
รัฐวิศว์ อธิบายว่ากระแสต่อต้านแรงงานข้ามชาติเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในปี 2568 มีการเดินขบวนเรียกร้องกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อไม่ให้แรงงานข้ามชาติทำอาชีพค้าขายแย่งอาชีพของคนไทย
รัฐวิศว์ ขมวดปมสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานในชายแดนใต้ตอนท้ายว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในพื้นที่ นำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและความยากจน ที่มากไปกว่านั้นคือทำให้พื้นที่ชายแดนใต้กลายเป็นพื้นที่สีเทาของธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งการลักลอบการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การเพ่งเล็งของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงต่อเยาวชนในพื้นที่ เป็นปัจจัยผลักที่ทำให้คนในพื้นที่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก ในขณะที่คนนอกก็เผชิญกับอุปสรรคในการเข้าไปเติมเต็มกำลังแรงงานที่ขาดหาย
“ผมทำกิจกรรมกับเยาวชน เสียงสะท้อนที่เยาวชนอยากเห็นอนาคตของพวกเขาคือ เขาอยากเห็นชายแดนใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความยุติธรรม มีโรงเรียนที่ดี มีโรงพยาบาล ที่เข้าถึงบริการได้ ทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี” รัฐวิศว์ กล่าวทิ้งท้าย
ผีน้อยในเกาหลี ภาพที่ไม่อยู่ในความทรงจำของสื่อไทย
“ปัจจัยที่ทำให้แรงงานไทยในเกาหลีอยู่รอด ไม่ใช่เรื่องของสถานะทางกฎหมาย แต่มันคือเรื่องของความสัมพันธ์กับนายจ้าง และเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนไทยในต่างแดน”
ดนย์ ทาเจริญศักดิ์ อดีตนักศึกษาจาก Chonnam National University ได้นำเสนองานวิทยานิพนธ์ของตนเองในหัวข้อ ‘A Study of Thai ‘Illegal Workers’ in South Korea 2018’ ข้อค้นพบของเขาสอดคล้องกับรัฐวิศว์ ที่พบว่า ปัจจัยที่ทำให้คนอพยพไปทำงานต่างประเทศ ประกอบด้วย ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยยกตัวอย่างในปี 2560 หลัง 3 ปีเกิดรัฐประหาร มีจำนวนคนไทยที่อยู่เกิน VISA (เป็นแรงงานผิดกฎหมาย) พุ่งขึ้นจากเดิม 56,099 คนในช่วงก่อนหน้าเป็น 138,591 คนในช่วงเวลาดังกล่าว
ดนย์ ทาเจริญศักดิ์
“เหตุผลที่คนไทยส่วนใหญ่มาทำงานที่เกาหลีใต้ จะวนอยู่ที่เรื่องหนี้สิน การทำเกษตรและขาดทุน วัฒนธรรมการขูดรีดถูกคอร์รัปชันจากในไทย” ดนย์ กล่าว
ดนย์ ชวนมองว่า สังคมชนชั้นกลางไทยมักมองแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมส่วนตัวในแง่ลบ อย่างไรก็ดี สถานะแรงงานผิดกฎหมายนั้นกลับเป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐมีอำนาจในการควบคุมตัวแรงงานอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้แรงงานไทยในเกาหลี ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายในการดูแลช่วยเหลือกันเอง
“แรงงานผิดกฎหมาย สามารถอยู่ได้จากความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย” ดนย์ กล่าว
เขายกตัวอย่างจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในเมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ พบว่าแรงงานไทยทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย พวกเขาจะอยู่สังคมเดียวกันและช่วยเหลือกัน มากไปกว่านั้นยังได้รับการสนับสนุนจากคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
“ผู้เล่นที่สำคัญคือธนาคารกับเครือข่ายมือถือ นี่คือกลุ่มธุรกิจที่ทำให้แรงงานผีน้อยสามารถมีตัวตนทำงานอยู่ได้ ธนาคารมีช่องว่างให้ผีน้อย ทำงานและส่งเงินกลับบ้านได้”
ดนย์ มองว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มีข้อมูลจำนวนแรงงานไทยที่อยู่เกินวีซ่าทั้งหมด แต่ก็ปิดตาข้างหนึ่งให้แรงงานเหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ได้ เพื่อตอบสนองความต้องการแรงงานของสังคมตนเอง อย่างเช่น มีช่องทางในการให้แรงงานผิดกฎหมายสามารถเปิดบัญชีธนาคาร และส่งเงินกลับบ้านได้ หรือการสามารถลงทะเบียนซิมการ์ดเพื่อใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร
"ช่วงที่ผมทำงานวิจัย แรงงานผีน้อยได้รับการยอมรับและคุ้มครองจากท้องถิ่น จากนายจ้าง และร้านค้าเยอะมาก"
คำกล่าวข้างต้นของดนย์ สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเสวนา เขาอธิบายว่า ส่วนหนึ่งที่แรงงานผีน้อย ไม่ได้รับแรงต่อต้านในสังคมเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในชนบท เพราะพื้นฐานสังคมเกาหลีใต้ยกย่อง และให้การยอมรับผู้ที่ทำงานหนัก รวมทั้งคนเกาหลีใต้ยังได้ประโยชน์จากแรงงานเหล่านี้ทั้ง การจ้างงานเกษตร การค้าขายสิ่งของ การให้เช่าที่พักอาศัย
ดังนั้นแล้วเมื่อผนวกรวมปัจจัยทั้งหมด ทั้งเครือข่ายคนไทยในเกาหลี, การมีช่องว่างในการทำงาน และส่งเงินกลับบ้าน รวมกับการได้รับการยอมรับจากท้องถิ่น หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งข้างต้นไป แรงงานเหล่านี้ก็จะใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีได้ยากลำบากขึ้น
เมื่อถามถึงคำนิยามที่แรงงานไทยในเกาหลีเลือกใช้เรียกตนเอง ดนย์ พบว่าคำว่า ‘ผีน้อย’ ที่มีความหมายในเชิงลบจากมุมมองของชนชั้นกลางไทย กลับแตกต่างจากนิยามคำว่าผีน้อยที่แรงงานไทยเลือกใช้ เพราะสำหรับแรงงานไทย คำว่าผีน้อยคือการพยายามบอกกันว่า ทุกคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ในขณะที่มุมมองของชนชั้นกลางไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการเดินทางไปเที่ยวเกาหลีใต้ ที่มักมองแรงงานกลุ่มนี้ว่า ‘เป็นคนเห็นแก่ตัว’ หรือเป็นอาชญากรที่กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงๆ แล้วคนกลุ่มนี้พยายามหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ระหว่างอยู่อาศัยอย่างเคร่งครัด
“การมีไม่มีสถานะรับรองของแรงงานผีน้อย ทำให้คนเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐโดยสมบูรณ์” ดนย์ กล่าว
ดนย์ สรุปว่าถ้าปัญหาในประเทศต้นทางไม่ถูกแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม การอพยพจะไม่มีวันจบสิ้น เพราะต่อให้พวกเขาจะเข้าไปทำงานในประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้จากการตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท้ายที่สุดแล้วแรงงานเหล่านี้ก็จะแสวงหาสถานที่อื่นไปต่อเรื่อยๆ
นักเรียนพม่าลี้ภัยในสถานศึกษาไทย
หากคนไทยเลือกอพยพย้ายถิ่นไปทำงานเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวเมียนมาหลายคนตอนนี้ก็เลือกอพยพย้ายถิ่น เพื่อการมีชีวิตรอดจากสภาวะสงครามและปัญหาทางการเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่งในสถานะนักศึกษา ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท จากคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขึ้นนำเสนอในหัวข้อ ‘ปรากฏการณ์การย้ายถิ่นของคนพม่ารุ่นใหม่’
ศิรดา เขมานิฏฐาไท
“ภายหลังนโยบายบังเกณฑ์ทหารปี 2567 เยาวชนทุกกลุ่มในเมียนมากลายเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นผ่านการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร” อาจารย์จาก มช. ระบุ
ศิรดา อธิบายว่าหลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2564 คนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และกลุ่มข้าราชการที่ออกมาทำการอารยะขัดขืนต่อต้านการรัฐประหาร และคนชนบทในพื้นที่สู้รบนอกเมือง หลังจากนั้นตามมาด้วยกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่มีสงคราม ที่ต้องเผชิญกับรูปแบบของการควบคุมทางการเมือง ผ่านนโยบายเช่นการบังคับเกณฑ์ทหาร
ข้อมูลจากศิรดา แสดงให้เห็นว่าจำนวนนักศึกษาเมียนมาในประเทศไทย ช่วงปี 2560-2564 มีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ราว 2,300-2,800 คน จนกระทั่งหลังจากปี 2564 ที่เกิดรัฐประหาร จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 4,967 คนในปี 2565 และพุ่งสูงขึ้นไปถึง 17,856 คน ในปี 2568
โดยแนวโน้มพบว่านักศึกษาเมียนมาส่วนใหญมักมาเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยเอกชนไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีค่าเฉลี่ยของค่าเทอมอยู่ที่เทอมละ 50,000 บาท นักศึกษาจากเมียนมาที่มีฐานะ กลายเป็นแหล่งลูกค้าชั้นดีให้กับมหาวิทยาลัยเอกชนไทย
จากวิจัยของศิรดา เก็บตัวอย่างจากนักศึกษาเมียนมา 355 คน พบว่าส่วนใหญ่เลือกประเทศไทยเพราะที่ตั้งที่อยู่ใกล้เมียนมา และค่าครองชีพอยู่ในระดับที่พวกเขาจ่ายไหว หากเทียบกับสิงคโปร์ หรือมหาวิทยาลัยในยุโรปที่เป็นคู่เปรียบเทียบ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความปลอดภัยหลังการได้มาอยู่ และความใกล้เคียงทางวัฒนธรรมทำให้พวกเขาพึงพอใจในการใช้ชีวิตศึกษาเล่าเรียนในไทย มีคำพูดที่นักศึกษาเมียนมามักพูดติดปากจากการทำแบบสอบถามของ ศิรดา คือ “สบายๆ” รวมทั้งความเท่าเทียมทางเพศในสังคมไทย ที่ทำให้นักศึกษาพม่ารู้สึกประทับใจ
“มันเป็นโอกาสของไทยในการขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในภูมิภาค” ศิรดา กล่าว และระบุว่า “มหาวิทยาลัยไทยต้องการลูกค้ามากขึ้น แต่เด็กไทยเกิดน้อยลง ทุกๆ มหาวิทยาลัยจึงเปิดหลักสูตรอินเตอร์มากขึ้น และต้องการนักศึกษาจากหลากหลายชาติเข้าเรียน เพื่อให้หลักสูตรตนเองมีความเป็นสากล”
จากการสัมภาษณ์นักศึกษาเมียนมา ศิรดา พบว่ามีนักศึกษาเมียนมาหลายคนที่มีศักยภาพ ชอบที่จะทำกิจกรรม และมีความเป็นผู้นำสูง เธอมองว่าสิ่งที่ภาครัฐทำได้คือ การวางแผนให้นักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้เข้ามาเติมเต็มในหลักสูตรที่ขาดแคลนนักศึกษาไทย เพราะในอนาคตข้างหน้า สังคมไทยมีโอกาสดึงดูดให้นักศึกษาข้ามชาติเหล่านี้หาโอกาสทำงานต่อเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ตอนท้ายของการเสวนา นุชนลิน ลีระสันธนะ จากเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) ได้สรุปภาพรวมให้เห็นถึงสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานภายในประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศปลายทางของชาวต่างชาติราว 5.3 ล้านคน ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนอีกประมาณ 1.8 ล้านคน
โดยในปี 2567 การมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย ซึ่งแรงงานชาวเมียนมาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการเจริญเติบโตนี้ หากไม่มีแรงงานข้ามชาติในเขตเมือง มากกว่าร้อยละ 75 ของโครงการก่อสร้างทั้งหมดในกรุงเทพฯ จะเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง
นุชนลิน สรุปว่า สถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้แรงงานข้ามชาติ จึงไม่ได้เพียงแค่ "เติมเต็มตำแหน่งงาน" แต่เป็นรากฐานสำคัญในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย ทั้งในภาคการก่อสร้าง การแปรรูปอาหาร เกษตรกรรม ประมง และการท่องเที่ยว
นุชนลิน ลีระสันธนะ
