Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าการที่รัฐบาลทรัมป์ใช้วิธีการส่งทหารเข้าสู่ลอสแองเจลิสเพื่อโต้ตอบผู้ประท้วงในประเด็นผู้อพยพนั้น นับเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง และละเมิดกฎหมายจำกัดการใช้กองกำลังทหารภายในประเทศ ตกลงแล้วกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิทำหน้าที่อะไร ใครกันแน่ที่มีสิทธิสั่งวางกำลังและมีกฎหมายคุ้มครองในแง่ไหนไม่ให้เกิดการลุแก่อำนาจ

 

19 ก.ย. 2568 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำตัดสินออกมาเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเสท ทำการเรียกกำลังพลจากกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปที่ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อโต้ตอบการประท้วงต่อต้านการกวาดจับผู้อพยพนั้น นับเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

กองกำลังที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเข้าไปที่ลอสแองเจลิสนั้นคือ "กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ" หรือ National Guard และหน่วยนาวิกโยธิน ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ ชาร์ลส์ เบรเนอร์ ระบุในคำตัดสินว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของสหรัฐฯ ไม่ได้รับการฝึกซ้อมอย่างเหมาะสมในเรื่องขอบเขตอำนาจของพวกเขาภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เบรเนอร์ ยังตัดสินว่า การที่ประธานาธิบดีออกคำสั่งให้กองทัพปฏิบัติการในด้านการ "บังคับใช้กฎหมายในประเทศโดยอาศัยทหาร" นับเป็นการละเมิดกฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามไม่ให้มีการใช้ทหารไปในการบังคับใช้กฎหมายพลเรือน เว้นแต่ในกรณียกเว้นไม่กี่กรณีเท่านั้น

เบรเนอร์ ไม่ได้ตัดสินโดยสั่งให้ทหารที่เหลือต้องถอนทัพออกจากลอสแองเจลิสโดยทันที แต่ก็เรียกร้องให้ฝ่ายบริหารยับยั้งการใช้ทหารในการ "บังคับใช้กฎหมาย"

รัฐบาลทรัมป์ประกาศว่าพวกเขาจะอุทธรณ์คำตัดสินนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าคำตัดสินนี้เป็นเสมือนคำสั่งเตือนไม่ให้รัฐบาลทรัมป์วางกำลังในพื้นที่อื่นๆ และทำให้ทรัมป์กับเฮกเสทไม่สามารถใช้กำลังทหารเพื่อบังคับใช้กฎหมายในแคลิฟอร์เนียได้ แต่คำตัดสินของศาลก็ห้ามได้เฉพาะในพื้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียเท่านั้น โดยที่ทรัมป์กับเฮกเสทมีแผนการจะขยายการวางกำลังทหารในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยอ้างเหตุผลเช่น ปราบปรามการประท้วง อาชญากรรม คนไร้บ้าน และผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ที่พวกเขาสั่งวางกำลัง ล้วนแต่เป็นพื้นที่ภายใต้การบริหารระดับท้องถิ่นของพรรคเดโมแครต

นอกจากกรณีลอสแองเจลิสแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้วางกำลังทหารที่วอชิงตันดีซีโดยอ้างว่าเพื่อเป็นการ "ปราบปรามอาชญากรรม" นอกจากนี้ยังประกาศว่าจะส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปที่ชิคาโก, บอลติมอร์, ซานฟรานซิสโก, นิวยอร์ก และโอ๊คแลนด์ ด้วย

ข้ออ้างเรื่อง "ปราบอาชญากรรม" หรือเป็นการลุแก่อำนาจ

การอ้างเหตุผลว่าจะนำกองกำลังทหารไปใช้ในการ "ปราบปรามอาชญากรรม" นั้นทำให้นักวิชาการมองว่า สิ่งที่ทรัมป์กระทำอยู่ เป็นการเบลอขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย ทำให้กฎหมายพร่าเลือนทั้งในทางปรัชญาและในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังเป็นการเบลอเส้นแบ่งดั้งเดิมระหว่างความเป็นกองทัพกับความเป็นตำรวจให้เกิดความพร่าเลือนไปด้วย

ลุค วิลเลียม ฮันท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านปรัชญา จากสถาบันวิจัยมนุษยธรรม มหาวิทยาลัยแอละแบมา ระบุว่า ในฐานะที่เขาเป็นทั้งนักวิชาการและในอดีตเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษของเอฟบีไอมาก่อน เขามองว่าแผนการที่ทรัมป์อ้างว่าจะนำกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปปราบปรามอาชญากรรมนั้น เป็นการกระทำที่ละเมิดข้อห้ามทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในประเทศโดยอาศัยทหาร

คำตัดสินของผู้พิพากษาเบรเยอร์ยังได้ระบุถึงการที่รัฐบาลทรัมป์ละเมิดกฎหมาย Posse Comitatus ด้วย โดยระบุว่า "หลักฐานในการดำเนินคดีแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำการอย่างเป็นระบบในการใช้กำลังทหารติดอาวุธ (ซึ่งมักจะมีการปกปิดตัวตนของพวกเขาด้วยชุดเกราะป้องกัน) และวางกำลังยานพาหนะของทหารเพื่อจัดตั้งแนวป้องกัน รวมถึงสกัดกั้นการจราจร ปฏิบัติการควบคุมฝูงชน, และไม่เช่นนั้นก็แสดงให้เห็นกำลังทหารในและรอบๆ ลอสแองเจลิส"

ทำให้เบรเยอร์ตัดสินห้ามไม่ให้ทรัมป์และเฮกเสทละเมิดกฎหมาย Posse Comitatus ไปมากกว่านี้ โดยการสั่งสกัดกั้นไม่ให้มีการใช้กองทัพเพื่อ "ควบคุมตัว, จับกุม, ตรวจค้น, ยึด, ลาดตระเวณความปลอดภัย, ควบคุมการจราจร, ควบคุมฝูงชน, ควบคุมการจลาจล, เก็บรวบรวมหลักฐาน, ไต่สวน, หรืกกระทำการในฐานะผู้ให้ข้อมูล"

ในบันทึกคำตัดสินส่วนที่เป็นความคิดเห็นของผู้พิพากษานั้นระบุไว้ว่า การกระทำของทรัมป์และเฮกเสทในการเรียกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิให้ไปประจำตามเมืองต่างๆ ของประเทศเช่นนี้นับเป็น "การสร้างหน่วยตำรวจแห่งชาติที่มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า"

นักวิชาการอย่างฮันท์มองว่า ผู้ที่อยุ่ภายใต้ปกครองนั้นมีสิทธิที่จะตรวจสอบรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลต้องรับผิดรับชอบต่อการกระทำของตนเอง และเพื่อให้แน่ใจว่าอำนาจของรัฐบาลนั้นสะท้อนเจตจำนงตามความยินยอมของผู้อยู่ภายใต้ปกครอง

ฮันท์บอกอีกว่าประชาชนมีสิทธิในการประท้วง แต่แน่นอนว่าไม่มีสิทธิในการก่ออาชญากรรม อย่างไรก็ตามแม้กระทั่งว่าถ้าหากมีอาชญากรรมเกิดขึ้นจริง การใช้ทหารจากกองทัพก็ชวนให้เกิดคำถามเรื่องความชอบธรรม ว่าทำไมไม่ใช้หน่วยงานในระดับมลรัฐหรือตำรวจในท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม แต่กลับใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปแทน

เรื่องนี้ฮันท์มองว่าประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังอาศัยอำนาจทางกฎหมายของรัฐบาลกลางเป็นช่องทางในการทำให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ "กลายเป็นของรัฐบาลส่วนกลาง" นั่นหมายความว่าเป็นการทำให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เปลี่ยนจากการอยู่ภายใต้อำนาจของมลรัฐตามหลัก Title 32 ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัฐบาลกลางเป็นการชั่วคราว แต่การที่จะทำเช่นนี้ได้ จะต้องเป็นในระดับที่ภายในรัฐหรือเมืองนั้นๆ มีการลุกฮือ "ก่อกบฏ" ต่ออำนาจปกครองของส่วนกลางสหรัฐฯ ถึงจะอ้างใช้กฎหมายเคลื่อนย้ายกำลังพลเช่นนี้ได้

นอกจากนี้ โดยทั่วไปแล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังถูกห้ามไม่ให้ใช้กำลังทหาร รวมถึงนาวิกโยธิน ในการตอบโต้พลเรือนเพื่อเป้าหมายในเชิงการบังคับใช้กฎหมาย พื้นฐานของข้อห้ามนี้มาจากกฎหมาย Posse Comitatus Act of 1878 ที่จำกัดอำนาจรัฐบาลกลางและหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เช่น นายอำเภอ หรือ ตุลาการ ไม่ให้ใช้กำลังทหารของรัฐบาลกลางในการบังคับใช้กฎหมายภายในสหรัฐฯ เว้นแต่ในสถานการณ์เฉพาะที่มีระบุไว้ในกฎหมายปราบจลาจล Insurrection Act of 1807 ของสหรัฐฯ เท่านั้น

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีหน้าที่อะไร ต่างจากกองทัพสหรัฐฯ อย่างไร

กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมินั้น เป็นหนึ่งในสถาบันการทหารที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ สามารถย้อนกลับไปได้ถึงปี 2179 ก่อนที่จะมีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศในปี 2319 เสียอีก กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเดิมทีเคยเป็นกองกำลังพลเรือนอาณานิคมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปกป้องชุมชนท้องถิ่นจนกระทั่งในเวลาต่อมาก็เติบโตขึ้นจนลักษณะโครงสร้างแบบกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ

มลรัฐและอาณาเขตของสหรัฐฯ รวมถึงวอชิงตันดีซี ต่างก็มีหน่วยกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของตัวเอง ซึ่งหน่วยเหล่านี้มีหน้าที่สองอย่างคือรับใช้มลรัฐและรัฐบาลกลางควบคู่กันไป ในทางตรงกันข้ามกองทัพสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับใช้รัฐบาลกลางแบบเต็มเวลา โดยมีทหารประจำการที่จะเน้นปฏิบัติการทั้งในประเทศและนอกประเทศ

ปัจจุบันจากการสำรวจวันที่ 9 มิถุนายน 2568 พบว่ากองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิมีกำลังพลอยู่ 431,291 นาย ซึ่งทั้งหมดนับเป็นทหารกองหนุน ในขณะที่ทหารกองทัพบกสหรัฐฯ มีกำลังพลที่เป็นทหารประจำการรวม 449,344 นาย และมีกำลังพลที่เป็นทหารกองหนุนอยู่ 176,860 นาย

ภารกิจหลักๆ ของ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ นั้นแบ่งเป็นสองระดับคือในระดับมลรัฐและในระดับรัฐบาลกลาง ในระดับมลรัฐนั้น พวกเขาจะต้องทำหน้าที่บรรเทาทุกข์เวลาเกิดภัยพิบัติ เช่น พายุ, น้ำท่วม, ไฟป่า หน้าที่ต่อมาคือเป็นกองหนุนเวลาเกิดความไม่สงบหรือวิกฤตในรัฐนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในเชิงค้นหากู้ภัย, ให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ และให้ความช่วยเหลือด้านการขนส่งลำเลียง

สำหรับภารกิจในระดับรัฐบาลกลางนั้นคือการเสริมทัพให้กับทหารประจำการในช่วงที่มีวิกฤตในระดับประเทศ การวางกำลังในต่างประเทศเพื่อสู้รบหรือภารกิจรักษาความสงบ รวมถึงสนับสนุนปฏิบัติการของกองทัพรัฐบาลกลางทั้งในและนอกประเทศ

สหรัฐฯ เคยใช้ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ ตอนไหนบ้าง

ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ของสหรัฐฯ มักจะระมัดระวังเสมอมาในเรื่องวางกำลังทหารเพื่อยับยั้งความวุ่นวายในประเทศ โดยทั่วไปแล้วผู้ว่าการรัฐมักจะเป็นฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือกำลังทหารรัฐบาลกลางในช่วงที่เกิดวิกฤตต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, การก่อความไม่สงบ, วิกฤตด้านสาธารณสุข แล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็จะประสานความร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐเหล่านั้น โดยที่มีผู้ว่าการรัฐเป็นผู้สั่งการวางกำลัง

มีตัวอย่างกรณีภัยพิบัติอย่างเฮอร์ริเคนแซนดีในปี 2555 ที่ผู้ว่าการรัฐต่างๆ ได้ขอกำลังจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิหลายพันนายเพื่อช่วยเหลือ ทำให้กลายเป็นหนึ่งในปฏิบัติการช่วยเหลือจากรัฐบาลบารัค โอบามา ในยุคนั้นจนทำให้เกิดการฟื้นฟูให้บ้านเรือนประชาชนหลายพันหลังกลับมามีไฟฟ้าใช้ โดยมีการกำกับดูแลให้กระทรวงกลาโหมปฏิบัติการช่วยเหลือ สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินกลาง FEMA ในการบรรเทาทุก๘และฟื้นฟูจากภัยพิบัติ

ครั้งสุดท้ายที่ประธานาธิบดีสั่งวางกำลังทหารโดยไม่ผ่านคำร้องจากผู้ว่าการรัฐ คือตั้งแต่เมื่อปี 2508 ในตอนนั้นประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ได้สั่งวางกำลังกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปที่ เซลมา, รัฐแอละแบมา เพื่อคุ้มครองผู้ประท้วงสายสิทธิพลเมืองโดยไม่ผ่านการประสานความร่วมมือกับผู้ว่าฯ รัฐแอละแบมาในตอนนั้นคือ จอร์จ วอลลาซ ผู้ที่สนับสนุนการแบ่งแยกสีผิว

ในช่วงไม่กี่ปี่ที่ผ่านมาก็มีการวางกำลังของกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแบบที่ได้รับการขอร้องจากท้องที่ หรือมีการวางกำลังในระดับรัฐบาลกลาง เช่น ตอนที่มีวิกฤต COVID-19 นั้นเป็นการวางกำลังเพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์ ในตอนปี 2563 ที่มีการประท้วงกรณี จอร์จ ฟลอยด์ เป็นลักษณะการวางกำลังทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในแต่ละท้องถิ่นในการรักษาความสงบ หรือตอนที่กลุ่มสนับสนุนทรัมป์ก่อจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ก็มีการวางกำลังในหน้าที่แบบรัฐบาลกลาง

เรื่องนี้ทำให้ทรัมป์กลายเป็นประธานาธืบดีคนแรกในรอบหกสิบปีที่เรียกใช้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิวางกำลังในท้องที่มลรัฐโดยที่ผู้นำท้องถิ่นไม่ได้ร้องขอ คือกรณีรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีผู้ว่าการรัฐคือ การ์วิน นิวซัม นักการเมืองสังกัดพรรคเดโมแครต โดยที่ นิวซัม ไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลือและไม่ได้กระทำอะไรที่เป็นการขบถต่อการปกครองของส่วนกลางจนมีเหตุให้ต้องส่งกองกำลังเข้าไปเลย

ฮันท์ วิจารณ์ว่า การที่ทรัมป์ทำเช่นนี้เพื่อปราบปรามการประท้วงทางการเมืองในลอสแองเจลิสนั้น ก่อให้เกิดคำถามทางกฎหมาย เรื่องที่ว่ามันละเมิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือไม่ ซึ่งในบทบัญญัติดังกล่าวมีการระบุคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมทางการเมือง ในฐานะที่เป็นเสาหลักสำคัญของหลักนิติธรรมสหรัฐฯ

 

 

เรียบเรียงจาก

Judge says Trump administration’s use of US military in Los Angeles violated federal law, CNN, 03-09-2025

https://edition.cnn.com/2025/09/02/politics/national-guard-california-trump-posse-comitatus-act-breyer

Trump’s deployment of the National Guard to fight crime blurs the legal distinction between the police and the military, The Conversation, 05-09-2025

https://theconversation.com/trumps-deployment-of-the-national-guard-to-fight-crime-blurs-the-legal-distinction-between-the-police-and-the-military-264548

When and why has the National Guard been deployed in the US before?, Aljazeera, 25-08-2025

https://www.aljazeera.com/news/2025/8/25/when-and-why-has-the-national-guard-been-deployed-in-the-us-before

เรียบเรียงจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/National_Guard_(United_States)

https://en.wikipedia.org/wiki/2025_deployment_of_federal_forces_in_the_United_States

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง