ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ชี้แจงกรณีปราบปรามผู้ชุมนุมปกป้อง "แม่น้ำกก" ที่บริเวณก่อนถึงหน้าสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่วานนี้ว่า เจ้าหน้าที่ปฎิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย และยึดหลักสากลในการควบคุมผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนทุกฝ่าย มิได้มีเจตนาใช้ความรุนแรงหรือทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด ด้าน "เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง" แถลงยืนยันสิทธิอันชอบธรรมยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อให้รับผิดชอบต่อมลพิษข้ามพรมแดนจากบริษัทจีนและวิสาหกิจจีนผู้ทำเหมืองแร่ในประเทศพม่า ขณะที่มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ประณามการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ เพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐบาลจีนที่เกิดขึ้น โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) นัดยื่นหนังสือที่สถานฑูตจีน ประจำกรุงเทพมหารนคร ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น.
7 ก.ค. 2569 เชียงใหม่นิวส์รายงานถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันปฎิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย และยึดหลักสากลในการควบคุมผู้ชุมนุมเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ที่บริเวณก่อนถึงหน้าสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่วานนี้ (6 ก.ค. 2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนทุกฝ่าย มิได้มีเจตนาใช้ความรุนแรงหรือทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด
ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ขอชี้แจงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมบริเวณหน้าสถานกงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ จากกรณีเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ช่วงเวลาประมาณ 11.20 น. มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมารวมตัวเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักการรักษาความสงบเรียบร้อย คุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย
โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานและแจ้งให้แกนนำผู้ชุมนุมทราบถึงพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับการชุมนุม ซึ่งอยู่บริเวณหน้าบริษัท สยามทีวี จำกัด เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่กระทบต่อพื้นที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 8 (4)
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เคลื่อนขบวนและพยายามเข้าสู่บริเวณหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดูแลและป้องกันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งเตือนและขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เมื่อผู้ชุมนุมยังคงพยายามเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดแนวและใช้กำลังเท่าที่จำเป็นในป้องกันไม่ให้มีการฝ่าแนวกั้น ส่งผลให้เกิดการผลักดันกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามหลักยุทธวิธีตามหลักสากล เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเหตุรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในขณะนั้นได้เกิดการผลักดันกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ตรึงกำลังเพื่อป้องกันการฝ่าแนวกั้น ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมรายหนึ่งเสียหลักล้มและได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าช่วยเหลือในทันที พร้อมประสานรถพยาบาลที่เตรียมความพร้อมไว้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว




หลังการปราบปรามผู้ชุมนุมวันนี้ (7 ก.ค. 2569) "เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง" ออกแถลงการณ์ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อให้รับผิดชอบต่อมลพิษข้ามพรมแดนจากบริษัทจีนและวิสาหกิจจีนผู้ทำเหมืองแร่ในประเทศพม่า
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ระบุ จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ ใช้ความรุนแรงขัดขวางมิให้เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขง เข้าไปยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง บริเวณด้านหน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 จนส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ แขนหัก และต้องเข้ารับการผ่าตัดนั้น ทางเครือข่ายฯ มีความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราขอยืนยันว่า ประชาชนมีสิทธิอันชอบธรรมที่กฎหมายใดมิอาจขัดขวางได้ในการไปยื่นหนังสือถึงผู้ก่อมลพิษข้ามพรมแดน นั่นคือบริษัทจีนและวิสาหกิจจีนผู้ทำเหมืองแร่ในประเทศพม่าคือต้นเหตุของแม่น้ำปนเปื้อนทั้งในประเทศพม่า และประเทศไทย หากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามหลักการดูแลประชาชนในการยื่นหนังสือต่อหน่วยงาน ตลอดจนเข้าใจถึงเจตนารมย์และเป้าหมายของการยื่นหนังสือแล้ว ตำรวจสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งหมดได้ และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติต่อประชาชนตามหลักสากลจริงย่อมไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขงจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบต่อความรุนแรงทั้งหมด
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขงยังคงยืนยันข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ต่อรัฐบาลจีน ดังนี้
1. ขอให้รัฐบาลจีนกำกับดูแล ตรวจสอบ และดำเนินการกับบริษัทหรือนักลงทุนสัญชาติจีนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยุติการสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน
2. ขอให้มีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ต่างๆ เช่น แร่พลวง ทังสเตน ดีบุก ตะกั่ว ทองแดง แมงกานีส จากเหมืองแร่ประเทศพม่าที่นำเข้าผ่านประเทศไทยไปยังประเทศจีนว่าแร่ดังกล่าวมาจากแหล่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อไทย
3. ขอเชิญท่านลงพื้นที่พบปะประชาชนไทย ในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และประกาศแผนการที่ชัดเจนในการใช้กลไกความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง เพื่อยุติการทำลายสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูแม่น้ำ และเยียวยาชดเชยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ของท่าน
4. ขอให้รัฐบาลจีนจัดให้มีการลงพื้นที่ของคณะผู้ตรวจสอบร่วมจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนประเทศไทย ไปยังพื้นที่เหมืองแร่ในพม่า อันเป็นแหล่งขุดแร่ธาตุต่างๆ ของจีน เช่น แร่หายาก ทองคำ แมงกานีส และตะกั่ว ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโหลย เพื่อเป็นหลักประกันว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสากล และขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบจากการลงพื้นที่ต่อสาธารณะอย่างเร่งด่วนโดยทันที
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกกสายรวกโขงหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะคิดคำนึงถึงประชาชนผู้ร่วมดื่มสายน้ำเดียวกัน


มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) อออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของตำรวจเชียงใหม่ ระบุ ขอประณามการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบจากการดำเนินธุรกิจ ที่เกิดปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
“เสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะ เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ได้บัญญัติรับรองคุ้มครองไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ดูแลและดำเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เนื่องจากวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ประชาชนได้มาแสดงออกโดยการยื่นหนังสือต่อสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนแสดงความรับผิดชอบจากกรณีที่ภาคธุรกิจจากจีนดำเนินกิจการเหมืองแร่ในประเทศพม่า จนสร้างผลกระทบต่อปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนมายังแม่น้ำกก สาย รวก และโขง
การแสดงออกของประชาชนในครั้งนี้ ผู้ทำกิจกรรมได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองไว้ทุกประการ การแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 บัญญัติไว้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่การชุมนุมสาธารณะ กลับห้ามการชูป้ายที่มีข้อความสื่อถึงปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำ อันเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญที่มิได้เกินขอบเขตแต่อย่างใด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมีการใช้กำลังต่อการชุมนุมที่สงบนั้น จนเกินสมควรแก่เหตุ ทำให้มีผู้ที่อยู่ในการชุมนุมได้รับบาดเจ็บอันตรายสาหัสโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ สถานการณ์และพฤติการณ์ของการชุมนุม
การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว ขัดกับหลักการกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 21 หลักการพื้นฐานของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืนโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (UN Basic Principles on the Use of Force and Firearms) และความเห็นทั่วไปฉบับที่ 37 (General Comment No. 37) ของ ICCPR ที่ระบุว่ารัฐมีหน้าที่ต้องเอื้ออำนวยให้เกิดการชุมนุมที่สงบและห้ามใช้ความรุนแรงหากไม่มีเหตุจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน ทั้งยังขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ที่บัญญัติรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมาตรา 44 ที่บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ทั้งยังขัดต่อพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 19 และมาตรา 20 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานควบคุมฝูงชนต้องวางตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวก รักษาความปลอดภัย และปฏิบัติตามแนวทางจากเบาไปหาหนัก มิใช่ผู้ขัดขวางหรือประทุษร้ายประชาชน
นอกจากนี้ คำพิพากษาของศาลหลายคดียังได้วางบรรทัดฐานเกี่ยวกับการคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมและจำกัดการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ไว้เป็นหลักการว่า เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบและสันติ ถือเป็นคุณค่าสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังทางกายภาพผลักดันหรือเข้าปราบปรามประชาชนที่ไร้อาวุธและไม่ได้มีพฤติการณ์ใช้ความรุนแรงเฉพาะหน้า ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการกระทำละเมิดอย่างร้ายแรงที่ขัดต่อกฎหมาย และรัฐมีหน้าที่ต้องชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ในฐานะองค์กรที่สนับสนุนการขับเคลื่อนให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมในสังคม “ขอประณามพฤติการณ์อันเป็นการละเมิดสิทธิและใช้อำนาจรวมถึงการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้อย่างเด็ดขาด และขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย แสดงความรับผิดชอบกับการกระทำที่ใช้กำลังรุนแรงจนเกินสมควรแก่เหตุในครั้งนี้”
พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การเผชิญเหตุเฉพาะหน้า แต่สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบที่มีการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นปฏิบัติการที่ไร้ความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน ให้กลายเป็นความเคยชินภายใต้ 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด' อันเป็นการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธและกำลังทางกายภาพกดขี่ประทุษร้ายประชาชนได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลทางกฎหมายใด
ความย้อนแย้งของเสรีภาพการชุมนุม เป็นผลจากที่รัฐมุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อควบคุมและสร้างภาระอันเกินสมควรแก่เหตุต่อผู้ชุมนุม ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายกลับละเลยและละเมิดขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เสียเอง จนนำไปสู่การตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคมว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ถูกตราขึ้นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพของราษฎรตามเจตนารมณ์ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิคกฎหมายที่จงใจลิดรอนสิทธิและสร้างอุปสรรคต่อการแสดงออกของประชาชน
ตราบจนปัจจุบัน มีประชาชนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับรอยแผลของการใช้สิทธิเสรีภาพจนถึงขั้นทุพพลภาพจากความรุนแรงโดยรัฐ โดยยังไร้ซึ่งการเยียวยาที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่การแสดงความรับผิดชอบใด ๆ จากรัฐ
การลุกขึ้นมาปกป้องสายน้ำและสิ่งแวดล้อม เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม'พวกเขาคือผู้ปกป้อง ผู้ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ใช่อาชญากร' หน้าที่อันเร่งด่วนของรัฐคือการหันมาเผชิญหน้าและแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกับประชาชน มิใช่การใช้กำลังความรุนแรงสกัดกั้น ปราบปราม และยัดเยียดสถานะผู้ก่อความวุ่นวายให้แก่ประชาชน

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) แถลงการณ์จากเหตุการณ์ที่เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กกสาย รวก โขง เดินทางไปยื่นหนังสือให้กงสุลจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ส่งเรื่องถึงประธานาธิบดี สีจิ้นผิง รัฐบาลจีน ตรวจสอบกลุ่มทุนที่ทำเหมืองแร่ในประเทศพม่าก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศไทย กป.อพช.ภาคเหนือขอเรียกร้องและยืนยันว่า
1.ให้รัฐบาลจีนตรวจสอบกลุ่มทุนจีนที่ทำเหมืองแร่ในประเทศพม่าซึ่งปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น และให้รัฐบาลจีนดำเนินงานแก้ไขปัญหาตามที่ตั้งคณะกรรมการฯไว้แล้ว และเร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้องเหล่านี้ ซึ่งมิใช่ความขัดแย้งของประชาชนจีน และประชาชนไทยแต่อย่างใด
2.เรายืนยันว่าการชุมชนโดยสันติเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ตามเจตนาแห่งรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่และสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทย
3.เราขอประณามการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุที่ทำให้ประชาชนผู้ร่วมยื่นหนังสือได้รับบาดเจ็บ โดยเข้าข่ายความผิดโดยรัฐ และเร่งดำเนินกระบวนการเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด ตามกระบวนการยุติธรรม เราจะติดตามเพื่อป้องกันการลอยนวลพ้นผิดการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐซ้ำๆ
โดยในวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 นี้ กป.อพช.ภาคเหนือ และ กป.อพช.ชาติ จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานฑูตจีน ประจำกรุงเทพมหารนคร ในเวลา 10.00 น.
