พูดถึงฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติไปแล้ว หากไม่กล่าวถึงฝ่ายตุลาการก็คงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักแก้ว 3 ประการ แห่งอำนาจอธิปไตย
เนื่องจากศาลในประเทศไทยมีถึง 4 ศาล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ แต่ละศาลมีบทบาทหน้าที่ วิธีพิจารณา กระบวนการขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความยุติธรรมก็มีเยอะแยะมากมาย มีขอบข่ายใหญ่โตกว้างขวาง สลับซับซ้อน หลากหลายมิติแง่มุม อีกทั้งผู้เขียนเองก็ไม่มีข้อมูลความรู้มากพอ คงไม่อาจนำมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนให้ครบถ้วนกระบวนความได้ ขอกล่าวถึงเฉพาะบางเรื่องบางประเด็นที่เห็นว่าสำคัญและน่าสนใจ ดังนี้
1. ต่อความเห็นที่ว่า ฝ่ายตุลาการไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเหมือนฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร เพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กับหลักการประชาธิปไตย ผู้พิพากษาตุลาการควรมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร ประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่า ความสำคัญสูงสุดของสถาบันศาลอยู่ที่การได้รับการยอมรับนับถือหรือความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชน องค์กรหรือสถาบันอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมหากจะมีปัญหาในเรื่องความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริตหรือความยุติธรรม ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไปบ้าง สังคมก็ยังพอทำใจทนรับได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็มีความรู้สึกว่า ยังมีศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่หากวันใดประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจ หวาดระแวง เคลือบแคลงสงสัย ในบทบาทหน้าที่หรือคำตัดสินชี้ขาดของศาลแล้ว ความสับสนวุ่นวาย ไม่สงบสุข ความเป็นทุกข์เดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ก็คงจะแผ่ขยายปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า บ้านเมืองจะไร้ขื่อแป ผู้คนไม่เคารพกฎกติกา แต่ละคนจะคิดหาวิธีจัดการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกันเอง ตามกำลังกาย กำลังทรัพย์ สติปัญญา กิเลสตัณหา บุญบารมี อำนาจอิทธิพล ฯลฯ ของตนที่มีอยู่
ต้องยอมรับความจริงว่า โดยธรรมชาติของการเลือกตั้งต้องมีคำว่าพรรคพวก ฐานเสียง หัวคะแนน อุปถัมภ์ ตามมา ดังนั้น หากให้ฝ่ายตุลาการมาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่จะตามมาคือ ปัญหาเรื่องความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่จะพึงมีต่อศาล อีกทั้งเหล่าบรรดาผู้มีอำนาจอิทธิพล กลุ่มพวกสีดำสีเทา เครือข่ายทุจริตผิดกฎหมายทั้งหลาย ก็คงจะพยายามเข้าแทรกแซงหรือส่งนอร์มินีเข้าไปอยู่ในศาลอย่างแน่นอน เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย เพื่อปกป้องคุ้มครองอำนาจผลประโยชน์ของตน
สำหรับปัญหาเรื่องความเชื่อมโยงกับประชาชน เห็นว่า คำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งเท่านั้น อีกทั้งการกำหนดคุณสมบัติและกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ในการให้ได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการก็เป็นไปตามกฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออก เช่น กรณีผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ต้องเรียนจบนิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตไทย เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ โดยต้องผ่านการทดสอบความรู้ตามมาตรฐานที่กำหนดและต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย ฯลฯ เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งก็ต้องถูกควบคุมตรวจสอบการทำหน้าที่ตามกฎกติกาของกฎหมายที่ออกโดยผู้แทนปวงชนอีกเช่นกัน อย่างนี้จะบอกว่าไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนได้อย่างไร กรณีต้องถือว่า ฝ่ายตุลาการมาจากประชาชนโดยทางอ้อม
2. ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจะมีกระบวนการขั้นตอนที่สำคัญ 3 ประการ คือ
(1) การวินิจฉัยข้อเท็จจริง โดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่ได้จากการสืบพยาน ซึ่งหลักๆ จะมีอยู่ 3 อย่างคือ พยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานเอกสาร ในทุกคดีศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติให้ได้ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร
(2) การวินิจฉัยข้อกฎหมาย เมื่อฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว ก็จะนำข้อเท็จจริงนั้นไปปรับวินิจฉัยเข้ากับตัวบทกฎหมายว่าใครผิด ใครถูกอย่างไร เป็นไปตามกฎหมายฉบับใด มาตราไหน
(3) การใช้ดุลพินิจตัดสินชี้ขาด โดยทั่วไปจะมีกฎหมายบัญญัติไว้ 2 ลักษณะ คือให้ศาลใช้ดุลพินิจตัดสินภายใต้ขอบเขตหรือเงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กฎหมายอาญาที่กำหนดอัตราโทษจำคุกหรือปรับขั้นต่ำ-ขั้นสูงไว้ ศาลต้องใช้ดุลพินิจลงโทษภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด หรือการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ ลดโทษ การกำหนดค่าเสียหายในทางแพ่ง ฯลฯ จะมีกฎหมายกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางสำหรับศาลในการใช้ดุลพินิจตามแต่จะเห็นสมควร อีกลักษณะหนึ่งเป็นบทบังคับให้ศาลต้องตัดสินตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยมีเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2๘9 ให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว หรือทรัพย์สินที่ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น ปืนเถื่อน ยาเสพติด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติให้ศาลต้องริบเสียทั้งสิ้น เป็นต้น
จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของผู้พิพากษาที่ดีมีคุณภาพนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ มีประสบการณ์สูง จึงจะสามารถทำความเข้าใจและวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังต้องมีความแม่นยำและเชี่ยวชาญแตกฉานในเรื่องการตีความบังคับใช้กฎหมาย มีศิลปะในการนำกฎหมายไปปรับใช้แก่คดีได้อย่างชาญฉลาดแยบยล นอกจากนั้น การใช้ดุลพินิจตัดสินชี้ขาดคดีก็ต้องมีความเหมาะสมเป็นธรรม ต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญาแนวคิดเกี่ยวกับการลงโทษหรือเจตนารมณ์เบื้องหลังของกฎหมายอย่างถ่องแท้ลึกซึ้งและต้องคำนึงถึงเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ฯลฯ และที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ ต้องมีความเป็นกลางปราศจากอคติทั้งปวง ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในส่วนของศาลยุติธรรม 2 ประการ คือ
(1) การวินิจฉัยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจตัดสินชี้ขาด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่การวินิจฉัยข้อเท็จจริงถือเป็นปราการด่านแรกที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหากผิดพลาดคลาดเคลื่อน ย่อมส่งผลทำให้การวินิจฉัยข้อกฎหมายและการใช้ดุลพินิจตัดสินชี้ขาดผิดพลาดคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ทำนองเดียวกันกับแพทย์รักษาคนไข้ หากวิเคราะห์อาการคนไข้ผิดพลาดก็จะทำให้การรักษาหรือการสั่งยาผิดพลาดไปด้วยเช่นกัน จะสังเกตเห็นได้ว่าในหลายประเทศให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยข้อเท็จจริงอย่างมาก โดยจะมีการตั้งคณะลูกขุน (Jury) เพื่อทำหน้าที่รับฟังและวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะ จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า การกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครสอบคัดเลือกและสมัครทดสอบความรู้ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี เรียนจบด้านกฎหมายและสอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ควรที่จะมีการปรับแก้ให้เพิ่มอายุผู้มีสิทธิสมัครสอบและต้องเรียนจบสาขาวิชาอื่นนอกจากกฎหมายด้วยหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรอบรู้และประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น เพื่อให้การรับฟังและวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
(2) ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการอุทธรณ์ฎีกาของไทยนั้น แม้จะมีบทต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาไว้หลายประการ แต่คดีส่วนใหญ่ก็ยังสามารถอุทธรณ์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่ามีข้อดีหรือข้อเสียมากกว่ากัน การที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 236 บัญญัติให้การนั่งพิจารณาคดีของศาลต้องมีผู้พิพากษาครบองค์คณะ (ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และ 2560 จะไม่ได้บัญญัติไว้แล้ว แต่ศาลยุติธรรมก็ยังมีนโยบายให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่) ก็มีวัตถุประสงค์หลักสำคัญเพื่อให้องค์คณะผู้พิพากษาที่ร่วมตัดสินคดีทุกคนได้มีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสบรรยากาศกระบวนการพิจารณาในห้องพิจารณาคดีทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ฟังคำเบิกความและเห็นอากัปกริยาต่างๆ ของพยาน ซึ่งนับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ถูกต้องแม่นยำ แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่าหากผลชี้ขาดสุดท้ายเป็นคำตัดสินโดยพิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนกระดาษของผู้พิพากษาในศาลสูงที่ไม่ได้ร่วมนั่งฟังการพิจารณาคดีเลย
ในการตัดสินปัญหาข้อเท็จจริงมีหลักการพื้นฐานสำคัญข้อหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมเรียกว่า ‘หลักผู้พิพากษาต้องสัมผัสพยาน (The principle of immediacy)’ สาระสำคัญของหลักการนี้คือผู้พิพากษาที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อเท็จจริงได้ต้องเป็นผู้สืบพยานด้วยตัวเอง ในยุโรปถือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งในฐานะของสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair trial) การที่ระบบกฎหมายไทยให้อำนาจศาลอุทธรณ์ฎีกาซึ่งไม่เคยสัมผัสกับพยานเลยสามารถวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงและแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลชั้นต้นได้ จึงไม่เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาคดีที่มีมาตรฐานสากล ควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงทั้งหมดในทุกประเภทคดีหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็คงจะต้องปฏิรูปกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นกันขนานใหญ่ เพื่อให้มีความเข้มแข็งและประสิทธิภาพมากที่สุด
3. บทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวพันกับอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนทั้งชาติ ‘ความเป็นกลาง’ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต้องยอมรับความจริงว่า ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่า มีความเป็นกลางมากน้อยเพียงใด มีอคติ ขาดอิสระ ถูกแทรกแซง ครอบงำ สั่งการ ฯลฯ หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง โจทย์ใหญ่สำคัญจึงได้แก่ จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นศรัทธา ไม่เคลือบแคลงสงสัยในบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ สมควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงเรื่องคุณสมบัติ องค์ประกอบ ที่มา กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกันใหม่หรือไม่ อย่างไร การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 204 กำหนดให้ผู้ได้รับการคัดเลือกหรือสรรหาเพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร แม้จะเป็นโจทย์ที่ยากแสนยาก เพราะมีเหตุปัจจัยเงื่อนไขข้อจำกัดมากมาย อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายหลายองค์กร แต่ก็ต้องพยายามสร้างระบบให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หาไม่แล้วบ้านเมืองคงไปต่อกันลำบาก
4. แม้การจัดการความขัดแย้งโดยศาลจะเป็นกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีปัญหาและอุปสรรคมากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิผลของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งซึ่งอาจไม่ยุติไปพร้อมกับคำพิพากษาอันถึงที่สุด เพราะเป็นกระบวนการของการต่อสู้แข่งขันเพื่อเอาชนะกัน โอกาสที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ย่อมเป็นไปได้สูง อีกทั้งยังเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูงมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย และความเป็นทุกข์เดือดร้อนทางจิตใจ
สำหรับประเทศไทยเรา ด้วยอิทธิพลของแนวคิดอำนาจนิยมและระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ เมื่อมีปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ทางแพ่งหรืออาญา ถนนทุกสายจะมุ่งไปสู่ศาล กอปรกับเหตุปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม กระแสโลกาภิวัตน์ ฯลฯ จึงส่งผลทำให้สถิติการฟ้องคดีต่อศาลเพิ่มปริมาณสูงขึ้นทุกปีในอัตราที่ค่อนข้างมาก นั่นย่อมหมายถึงต้นทุนและปัญหาต่างๆ มากมายที่จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจุดๆ หนึ่งกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักคงไม่อาจรับมือได้อีกต่อไป โจทย์ใหญ่สำคัญจึงได้แก่ จะลดปริมาณการฟ้องคดีต่อศาลให้น้อยลงได้อย่างไร
โลกยุคปัจจุบันมีความสลับซับซ้อน แตกต่างหลากหลาย และในอนาคตคงต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหาต่างๆ มากมาย การจัดการแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ ศักยภาพความสามารถที่แตกต่างหลากหลาย และการได้รับความร่วมมือจากผู้คนในสังคมทุกภาคส่วน ที่สำคัญต้องรวดเร็วทันเหตุการณ์ด้วย ‘การกระจายอำนาจตุลาการ’ จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับโจทย์ที่ตั้งไว้ดังกล่าว ตัวอย่างเช่น
- ให้ทุกชุมชนมีศูนย์จัดการความขัดแย้งโดยให้คนในชุมชนบริหารจัดการกันเองภายใต้เงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แล้วออกกฎกติกาในทำนองบังคับให้ข้อพิพาทบางประเภท เช่น ความผิดอาญาต่อส่วนตัวหรือความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่ร้ายแรงหรือมีโทษไม่สูงนัก ข้อพิพาทระหว่างบุคคลในครอบครัวหรือเครือญาติ ข้อพิพาททางแพ่งที่มีทุนทรัพย์ไม่มากหรือไม่มีประเด็นยุ่งยากซับซ้อน เป็นต้น ต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของชุมชนก่อน หากสามารถตกลงประนีประนอมกันได้ก็ให้ข้อพิพาทยุติไปตามนั้น ต่อเมื่อตกลงกันไม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด ถึงจะมีสิทธิไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ หากไม่มีหนังสือรับรองการผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยในชุมชนมาก่อน ศาลจะไม่รับคดีไว้วินิจฉัย ซึ่งก็มีตัวอย่างในหลายประเทศที่มีกฎหมายลักษณะเช่นนี้
- กรณีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดควรส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนใช้มาตรการทางสังคมเป็นเครื่องมือจัดการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอันสมควร โดยมีกฎหมายรองรับหรือเอื้อให้สามารถทำได้อย่างชัดเจน เช่น ไม่ให้กู้ยืมเงินกองทุนหมู่บ้าน เสนอตัดสิทธิสวัสดิการจากรัฐบางประการ ไม่ให้ใช้หรือยืมทรัพย์สินส่วนกลางของชุมชน หรือไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นตัน กล่าวเฉพาะข้อหาเสพยาเสพติดควรให้โอกาสชุมชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาตรา 20 (การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่ง) มาตรา 35 (การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา) และมาตรา 41 (การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน) กำหนดให้เฉพาะข้อพิพาท ฐานความผิด หรือคดีบางประเภทเท่านั้นที่สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แพร่หลายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ควรที่จะแก้ไขกฎหมายเพิ่มลักษณะข้อพิพาท ฐานความผิดหรือประเภทคดีให้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้ง ควรเปิดโอกาสให้คู่กรณีที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ไม่ว่าจะดำเนินการโดยองค์กรหรือหน่วยงานใด สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาตามยอมได้หากการไกล่เกลี่ยสำเร็จ ไม่ใช่จำกัดให้ทำได้แต่เฉพาะการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ประนีประนอมที่ศาลแต่งตั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี เท่านั้น
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนกระบวนการตามแนวทางดังกล่าว จำต้องแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญ 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
ส่วนแรก หมวด 6 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบการบริหารงานยุติธรรม (มาตรา 6๘) ควรระบุถึงเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไว้ให้ชัดเจน เพื่อจะได้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนในสังคมได้ตื่นตัวสนใจให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกอย่างแพร่หลายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น
ส่วนที่สอง หมวด 12 ว่าด้วยองค์กรอิสระ ควรบัญญัติให้เพิ่มองค์กรอิสระขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่งคือ ‘สถาบันจัดการความขัดแย้งแห่งชาติ’ หรือ “สถาบันกระบวนการยุติธรรมทางเลือกแห่งชาติ’ เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกควบคู่ไปกับองค์กรศาลซึ่งเป็นสถาบันหลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก
ส่วนที่สาม หมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 250) ควรเพิ่มบทบาทภารกิจเรื่องการจัดการความขัดแย้งอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นการกระจายอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นของตนเองให้มากที่สุด
ท้ายนี้ ขอฝากแง่คิดจากคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะ “ใครก็ตามที่ลงโทษอย่างรุนแรงจนเกินไป ประชาชนจะรังเกียจ ส่วนผู้ที่ลงโทษอย่างอ่อนโยนจนเกินไปก็จะถูกดูแคลน...ใครก็ตามที่ลงโทษโดยการพิจารณาอย่างสมควรก็จะเป็นที่เคารพนับถือ ... เพราะการลงโทษทัณฑ์เมื่อกระทำไปด้วยการพินิจพิจารณาที่สมควรแล้วก็จะทำให้ประชาชนอุทิศตนให้กับความถูกต้องและการงานซึ่งเป็นบ่อเกิดของสินทรัพย์และความผาสุก ในขณะเดียวกันการลงโทษทัณฑ์ที่กระทำไปโดยไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นเพราะอิทธิพลของความโลภและความโกรธ อันเนื่องมาจากความเขลา ย่อมจะนำไปสู่ความโกรธเคือง แม้แต่ในหมู่ของฤาษีชีไพรหรือผู้แสวงหาความสันโดษในป่า โดยไม่ต้องกล่าวถึงชาวบ้านชาวเมืองธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ”
