มีวลีภาษาละตินที่ว่า "Si vis pacem, para bellum อ่านว่า ซิ วิส ปาเกม, ปารา เบลลุม" แปลว่า"หากปรารถนาสันติภาพ จงเตรียมพร้อมเพื่อสงคราม" ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ Epitoma Rei Militaris แปลว่า บทสรุปทางทหาร หรือที่มักรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า De Re Militari แปลว่า ว่าด้วยกิจการทหาร
รูปเล่มหนังสือ De Re Militari ที่ถูกคัดลอกและพิมพ์ซ้ำในยุคต่อมา. แหล่งที่มา: Wikipedia
ซึ่งเป็นผลงานของชายที่มีชื่อว่า Publius Flavius Vegetius Renatus ผู้คนมักเรียกสั้นๆ ว่า Vegetius หรือ เวจิติอุส เขาเป็นนักเขียนชาวโรมันผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีทางทหาร มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 (ราว ค.ศ. 383–450) เขาไม่ได้เป็นแม่ทัพที่ออกไปรบในสนามจริง แต่เป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งด้านการจัดการระบบราชการและโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่ทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกคือ ผลงานการเขียนตำราทางทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งของโลกตะวันตก
และบทความนี้ได้เริ่มจากบทสนทนา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง....แสงไฟสีส้มสาดความอบอุ่นคลอด้วยเพลงแจ๊สเบาๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่ดูสงบสุขเหมือนยูโทเปียที่ใครหลายคนวาดฝัน จนเรื่องที่ยากและใหญ่ที่สุดคงจะเป็นการคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี แต่จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น...
“ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ”
เสียงพูดของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกลางๆ เอ็ดตะโรพร้อมทุบโต๊ะเหมือนกับโกรธใครมา เพราะในใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นมัว ขณะจ้องหน้าจอมือถือที่มีข่าวสงครามปรากฏจากหลากหลายที่ทั่วโลก เหตุเพราะเขาได้เติบโตมาในยุคที่ทุกอย่างสงบสุข และดูเหมือนจะมีการประนีประนอมเสมอ เขาจึงเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออกเพียงแค่หันหน้ามาคุยกัน เขาจึงพูดโพล่งออกมาว่า....
"ยุคนี้แล้ว ทำไมยังใช้กำลังกันอีก? เพราะสุดท้ายสงครามก็ต้องจบที่ตั้งโต๊ะเจรจากันอยู่ดี สันติภาพมันสร้างได้ด้วยการทูตไม่ใช่หรือ"
ส่วนชายวัยเกษียณที่นั่งฝั่งตรงข้ามกำลังละเมียดจิบกาแฟอยู่นั่น เขาไม่ได้ละสายตาจากกาแฟดำในมือแต่อย่างใด ด้วยแสงแดดยามสายที่ลอดผ่านกระจกบริเวณโต๊ะของเขา มันได้ตกกระทบยังผิวหนังที่แห้งเหี่ยว ช่วยเผยรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือ อันเป็นหลักฐานในการเติบโตจากโลกอีกใบว่า... เสียงปืนมักดังกว่าเสียงพูดเสมอ จากนั้นเขาค่อยๆ วางแก้วก่อนจะโต้กลับด้วยน้ำเสียงเรียบ มันทำให้บรรยากาศภายในร้านกาแฟที่ดูคุกรุ่นในตอนแรกเย็นลง
"แล้วถ้าอีกฝ่ายเขาไม่คิดจะคุยล่ะพ่อหนุ่ม ?"
ฝ่ายชายหนุ่มก็รีบโต้ทันควัน "เอ้า... เราก็ต้องใช้มาตรการกดดันในทางการทูต ทางเศรษฐกิจ...ยังไงล่ะครับ" เขาพยายามอ้างตำรา
"สมมุติถ้าทำอย่างที่พ่อหนุ่มว่า หากสุดท้ายไม่ได้ผลหรืออาจจะได้ผลระยะสั้น แล้วปัญหาเดิมก็ยังกลับมา คำว่า 'ทางสันติ' ที่ว่า มันยังคงจะดำเนินอยู่ทั้งสองฝ่าย หรือเป็นแค่เรื่องที่เราคิดไปเองฝ่ายเดียว?"
ชายวัยเกษียณจ้องลึกเข้าไปในตาของชายหนุ่มแล้วพูดอีกว่า "ร้ายที่สุด... ต่อให้เธออยากเจรจาแทบตาย มีข้อเสนอที่ยุติธรรมที่สุดในโลกไปวางตรงหน้า แต่ถ้าคนที่เราอยากเจรจาด้วยดันต้องการสงคราม การรักสงบของพ่อหนุ่มจะเป็นได้แค่ 'การตั้งรับที่รอวันตาย' เท่านั้นแหละ" ชายหนุ่มเริ่มอึกอักเพราะโลกในอุดมคติของเขาเริ่มสั่นคลอน
จากบทสนทนาที่เล่าสู่กันฟัง ทางผู้เขียนมีความเชื่อว่าทั้งสองคนนั้นไม่มีใครคิดผิดหรือถูก เพราะเราทุกคนต่างเติบโตมาคนละบริบท แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดมันคือการมองหาความเป็นไปได้บนพื้นฐานความจริงและความถูกต้อง โดยจะนำพาท่านผู้อ่านเริ่มต้นที่แนวคิดปรัชญาการเมืองของ โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) จากหนังสือ Leviathan
หนังสือ"Leviathan"ของ Thomas Hobbes
โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า.. "Covenants, without the sword, are but words and of no strength to secure a man at all." แปลว่า พันธสัญญาที่ปราศจากดาบ ก็เป็นเพียงถ้อยคำ และไม่มีกำลังพอจะปกป้องใครได้เลย
แนวคิดนี้ช่วยขยายความในใจของชายวัยเกษียณที่ว่า "โต๊ะเจรจา" ของชายหนุ่มวาดฝันไว้นั้น ขาโต๊ะของมันไม่ได้ค้ำยันด้วยความจริงใจ แต่ค้ำยันด้วย "คมดาบ" หรือศักยภาพทางทหารที่พร้อมจะรบหากมีฝ่ายใดตระบัดสัตย์
และการที่ชายหนุ่มพยายามอ้างตำราว่า "เราต้องใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ทางการทูต"แล้วนั้น แต่ชายวัยเกษียณกลับตอบด้วยความจริงที่ทุกคนสามารถคิดตามและเข้าใจได้ มันเลยทำให้ชายหนุ่มพูดไม่ออก นอกไปจากนั้นยังมีสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดของหน้าประวัติศาสตร์โลกที่ช่วยสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ก็คือ "ข้อตกลงมิวนิก (Munich Agreement) ปี ค.ศ. 1938"
Neville Chamberlain public domain portrait
ในตอนนั้น เนวิลล์ เชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เชื่อในแนวคิดเรื่อง "การทูตและการประนีประนอม" อย่างสุดโต่ง เขายอมยกดินแดนบางส่วนของเชโกสโลวาเกียให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อแลกกับสัญญาว่าจะไม่มีสงคราม เชมเบอร์เลนกลับมาพร้อมชูแผ่นกระดาษแล้วประกาศว่านี่คือ "สันติภาพในยุคเรา" (Peace for our time) แต่หลังจากนั้นไม่ถึงปี ฮิตเลอร์ก็ฉีกสัญญาทิ้งและบุกโปแลนด์ จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง นี่ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่า บางครั้ง "ความรักสงบที่ไร้เดียงสา" ของผู้นำหรือนักอุดมคติ ก็กลายเป็นการเปิดทางให้เผด็จการผู้กระหายอำนาจเดินหน้าอย่างย่ามใจ เหมือนที่ชายวัยเกษียณเตือนว่ามันคือการตั้งรับที่รอวันตาย
และในทางยุทธศาสตร์ เรามักมองสงครามและการทูตแยกออกจากกัน ทว่า คาร์ล ฟอน เคลาเซวิตซ์ (Carl von Clausewitz) นักยุทธศาสตร์ทหารชาวปรัสเซีย กลับมองว่าทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เขากล่าวว่า "สงครามคือการดำเนินนโยบายทางการเมืองด้วยวิธีการอื่น" (War is the continuation of politics by other means)
เมื่อเรามาลองเชื่อมโยงกับ ทฤษฎีเกม (Game Theory) ในมิติของ "การป้องปราม (Deterrence)" ของการสะสมอาวุธหรือเตรียมพร้อมรบนั้น มันไม่ได้มีไว้เพื่อ "อยากริเริ่มสงคราม" แต่มีไว้เพื่อเปลี่ยนความคิดในสมองของอีกฝ่าย (Payoff Matrix) เพื่อให้เขารู้สึกว่า 'หากเขาบุกมา เขาจะต้องจ่ายราคาแพงเกินกว่าจะรับไหว' จนสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่บุก และยอมหันมาเจรจาแทน ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า "เครื่องมือทางการทูต" ที่มีประสิทธิภาพที่สุด บางครั้งอาจเป็นการมีอาวุธกำลังทหารและชัยชนะเหนือศัตรู เพราะมันคือสิ่งเดียวที่ช่วยบังคับให้อีกฝ่ายยอมคุยด้วยเหตุผล
แม้ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้นิยมสันติภาพ (The Paradox of Pacifism) แต่แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งมี มันได้ถูกพัฒนามาจาก The Paradox of Tolerance ของคาร์ล ป็อปเปอร์ (Karl Popper) ที่ว่าหากเราอดทนอดกลั้นต่อความไม่อดทนอดกลั้นอย่างไร้ขีดจำกัด สุดท้ายคนที่ไม่ยอมอดกลั้นจะทำลายระบบทั้งหมด และเมื่อนำมาผูกโยงกับเรื่องความมั่นคงจนเกิด "ความย้อนแย้งของลัทธิสันตินิยม" นั่นก็คือ ถ้าหากสังคมหนึ่งสมาทานแนวคิดว่า... จะไม่ใช้กำลังรุนแรงในทุกกรณีในแบบที่ชายหนุ่มเชื่อ สังคมนั้นจะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของกลุ่มคนที่พร้อมใช้กำลังทำลายคนอื่นทันที ดังนั้นเพื่อรักษา "สังคมที่รักสงบ" ให้คงอยู่ สังคมนั้นจำเป็นต้องมีขีดความสามารถที่จะใช้กำลังเพื่อปกป้องตัวเองจากผู้รุกราน มันยิ่งตอกย้ำว่าในโลกที่ชายหนุ่มได้นั่งฟังเพลงแจ๊สอย่างสงบสุขในตอนนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความรัก แต่ถูกปกป้องไว้ด้วยระบบที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงตอกกลับต่อผู้รุกรานตลอดเวลา
ในตอนท้ายที่ชายหนุ่มได้เงียบไปเสียนาน จนกระทั่งชายวัยเกษียณได้ดื่มกาแฟจนหมด และลุกเดินไปจ่ายค่ากาแฟกับชายหนุ่มที่เคาน์เตอร์ เขาได้เดินไปใกล้ๆ ชายหนุ่มและใช้นิ้วชี้ไปที่มือถือที่วางอยู่ พร้อมพูดว่า "สงครามที่ฉันเจออาจจะเป็นเสียงปืนและระเบิด... แต่สงครามในยุคของพ่อหนุ่ม มันอาจจะเริ่มขึ้นในหน้าจอที่กำลังจ้องอยู่"
เพราะบางครั้งโลกนี้ก็ชอบหลอกผู้คนว่า 'สงครามจบลงที่โต๊ะเจรจา' แต่นั่นมันอาจเป็นแค่ฉากหน้า... เพราะในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ปากกาที่ใช้เซ็นสัญญาบนโต๊ะเจรจา มันไม่ได้ถูกเซ็นลงเพราะความเมตตา หากแต่มันถูกเซ็นลงด้วยอำนาจและความได้เปรียบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาดต่างหาก
การเจรจาจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นของสันติภาพ แต่มันคือ 'บทสรุปของผลลัพธ์ในสนามรบ' ที่ถูกนำมาแปลงเป็นตัวหนังสือต่อคนที่ไร้อำนาจต่อรอง ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกหัวข้อบนโต๊ะเจรจา และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภและกลัว สงครามจึงไม่เคยจบลงด้วยความดีงาม แต่จบลงด้วยชัยชนะของผู้ที่พร้อมและเหนือกว่าเสมอ
