Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'จุรินทร์' อภิปรายนโยบาย ครม.อนุทิน ชี้ขาดความเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่สำเร็จรูปจากรัฐบาลชุดที่แล้ว และเกิดจากการตั้งรัฐบาลต่างตอบแทน พร้อมฝาก "คาถา 5 ข้อ" เตือนใจให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและหลักนิติธรรม - 'ชลน่าน' ตั้งข้อสังเกตนโยบายเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน หวั่นกระทบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม - ผู้นำฝ่ายค้านมองการเมืองและรัฐประหารฉุดรั้งอนาคตประเทศ จี้รัฐบาลอนุทิน “ยกเครื่องใหม่” ด้วยการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่า นโยบายของรัฐบาลยังเป็นภาพรวมกว้าง ๆ ไม่มีความเฉพาะเจาะจง และที่น่าสังเกต คือ นโยบายที่เคยใช้หาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้งกลับหายไป ส่วนที่รัฐบาลระบุถึงข้อจำกัด 3 ประการ คือ มีเวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณเอง และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้น ส่วนตัวมองว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากการจัดตั้งรัฐบาลต่างตอบแทน ซึ่งทำให้ฝ่ายหนึ่งได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่อาจจะอยู่ได้นานถึง 8-9 เดือน หากนับรวมตั้งแต่การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งน้อยกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วเพียงเดือนกว่า ๆ เท่านั้น ที่สำคัญไปกว่านั้น รัฐบาลชุดนี้ยังมีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่สามารถทำได้หลายตำแหน่ง การมีงบประมาณพร้อมใช้ ทั้งงบเหลือจ่ายปี 2568 จำนวน 60,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะงบฉุกเฉินในอำนาจนายกรัฐมนตรีที่มีสูงถึง 98,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับการมีนโยบายสำเร็จรูปจากผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ หรือข้อตกลง MOA ที่กำหนดทิศทางไว้แล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ทำให้รัฐบาลเหลือภารกิจที่ต้องคิดเองเพียง 3 เรื่อง คือ การจัดทำนโยบายแถลงต่อสภา การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และการทำนโยบายให้สำเร็จ

นายจุรินทร์ กล่าวถึงข้อสังเกตต่อนโยบายรัฐบาล ว่า แม้ว่ารัฐบาลระบุถึง 4 ภัยคุกคาม คือ ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยธรรมชาติ แต่กลับมองข้ามภัยที่ 5 คือ ภัยจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนจำนวนมากมองว่าเรื่องนี้มาผิดที่ผิดเวลา เพราะอยากให้แก้ปัญหาปากท้องก่อน ที่สำคัญ คือ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องติดตามว่า นโยบาย "รักษาอธิปไตย" หมายรวมถึงการยึดคืนพื้นที่ที่ถูกครอบครองไปแล้วด้วยหรือไม่ และจะจัดการกับกาสิโนในเขมรที่สร้างล้ำเขตแดนไทยอย่างไร นอกจากนี้ ยังมี ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาพืชผล 6 ชนิดที่กำลังวิกฤต ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม ข้าวโพด และผลไม้ อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชมการนำโครงการคนละครึ่ง มาใช้อีกครั้ง ถือว่ารัฐบาลคิดแยบยลมาก ที่แบ่งโครงการเป็น 2 เฟส โดยเฟสที่ 2 อาจจะเกิดขึ้นช่วงเดือนมกราคม ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงที่จะมีการยุบสภาพอดี อาจกลายเป็นนโยบายเศรษฐกิจครึ่ง การเมืองครึ่ง ส่วนการยึดหลักนิติธรรมด้วยการเอาผิดทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่ตั้งคำถามว่านโยบายนี้จะครอบคลุมถึงการทำงานของ DSI หรือกรมราชทัณฑ์ที่อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองหรือไม่

นายจุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนขอฝากคาถา 5 ข้อเตือนใจรัฐบาล ได้แก่ อย่าโกง อย่าใช้ระบบพรรคพวก อย่าเลือกปฏิบัติในการพัฒนา อย่าลุแก่อำนาจ และอย่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเชื่อว่าหากรัฐบาลทำได้ ก็จะมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในฐานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำและผลงานที่จะปรากฏต่อสายตาประชาชน

'ชลน่าน' ตั้งข้อสังเกตนโยบายเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน หวั่นกระทบประชาธิปไตย-หลักนิติธรรม

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความสามารถในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการยุบสภาที่ได้สัญญาไว้  เนื่องจากมองว่านโยบายที่แถลงต่อรัฐสภานั้นเป็นนโยบายเฉพาะกิจ จึงเปรียบเสมือนรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างคะแนนนิยมสำหรับการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 22 หรือ 29 มีนาคม 2569 มากกว่าการแก้ปัญหาของประเทศในระยะยาว หรือไม่ โดยเฉพาะการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่ผสมผสานระหว่างบุคคลภายนอกที่มีภาพลักษณ์ดีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และรัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญการดูแลพื้นที่เพื่อสร้างฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ โดยทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อหวังชัยชนะในการเลือกตั้ง หรือไม่ จึงเกรงว่าจากการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้อาจเกิดปัญหาเข้าขั้น 4 หายนะ ได้แก่ 1.หายนะทางประชาธิปไตย โดยระบบรัฐสภาอาจจะถูกกัดกร่อน การเลือกตั้งครั้งต่อไปเงินจะกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนถูกบิดเบือน นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยคาดการณ์ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดตั้งขึ้นจะถูกครอบงำโดยกลุ่มสีน้ำเงิน ซึ่งสุดท้ายอาจไม่ผ่านประชามติจากประชาชน ทำให้กระบวนการกลับไปสู่จุดเริ่มต้น 2.หายนะด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรม โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางคนที่มีลักษณะต้องห้ามหรือมีคดีความเก่าอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความโปร่งใสในการบริหารงาน และอาจใช้ช่วง 4 เดือนเป็นช่วงยุบคดี หรือไม่ 3. หายนะด้านการบริหารจัดการและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แม้จะยอมรับว่ารัฐมนตรีหลายคนมีความสามารถ แต่การบริหารงานอาจไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ อาทิ โครงการพลังงานไฟฟ้าชุมชน ที่เพิ่งจะมาเร่งดำเนินการในช่วงเวลานี้ ทั้งที่เคยอยู่ในรัฐบาลชุดก่อนหน้า และ 4. การเกิดหายนะทางโอกาสของประชาชน อาทิ การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพียงเพราะเป็นนโยบายของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือไม่

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้มีความลึกซึ้งและแยบยล แต่ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การกินรวบประเทศไทย โดยอำนาจทั้งหมดจะถูกควบคุมโดยกลุ่มสีน้ำเงิน หรือไม่ พร้อมแสดงความไม่สบายใจต่อการนำสีน้ำเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันมาใช้ในทางการเมือง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิสูจน์ตนเองด้วยการทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวชี้แจงว่า สิ่งที่บรรจุในคำแถลงนโยบายได้ผ่านการกลั่นกรองแล้ว ทุกเรื่องสามารถทำได้ทันที และรัฐมนตรีแต่ละคนแม้บางคนไม่เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน แต่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ การศึกษา และประวัติการทำงานอย่างละเอียด มั่นใจว่ามีความรู้ความสามารถเพียงพอในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมย้ำว่า ตนจะทำเต็มที่เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศและประชาชน ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส ตนพร้อมให้ทุกคนตรวจสอบ ยืนยันไม่ปิดบัง และจะใช้ความถูกต้องตามกระบวนการเป็นหลัก อีกทั้งเชื่อมั่นว่าคณะรัฐมนตรี 36 คนล้วนผ่านประสบการณ์และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยรัฐบาลนี้จะสร้างรากฐานที่มั่นคงและไม่ปล่อยให้ใครมาบงการ และรัฐบาลชุดนี้จะไม่เดินตามนโยบายที่มอมเมาประชาชน เช่น กาสิโน หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แต่จะเลือกแนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังเตรียมรื้อฟื้นโครงการด้านสาธารณสุข เช่น ฟอกไตฟรี และพัฒนาระบบ 30 บาทรักษาทุกที่ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทำให้สำเร็จภายใน 2 เดือน หากไม่เป็นผล ตนพร้อมกลับมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเอง

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยยกคำพูดที่ตนยังยึดถือมาจนถึงวันนี้ว่า ผู้แพ้จะเห็นปัญหาในทุกทางออก แต่ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลนี้คือผู้ที่มุ่งมั่นหาทางออก ไม่ใช่ข้อแก้ตัว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนนี้ จะทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมยืนยันว่า วันที่ 31 มกราคม 2569 จะคืนอำนาจให้ประชาชนตามพันธะที่กำหนดไว้ในข้อตกลง MOA

ผู้นำฝ่ายค้านมองการเมืองและรัฐประหารฉุดรั้งอนาคตประเทศ จี้รัฐบาลอนุทิน “ยกเครื่องใหม่”

นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอภิปรายในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ว่า ตนขอเชิญชวนให้สมาชิกรัฐสภาระลึกถึงประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต และชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ก็ไม่เคยมีคนรุ่นใดที่ตั้งแต่เกิดจนมีสิทธิเลือกตั้ง จะไม่เคยผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เคยมีเสถียรภาพทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเลยแม้แต่ยุคเดียว

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวย้ำว่า สภาวะเช่นนี้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเดินช้ากว่าโลก เพราะถูกการเมืองฉุดรั้ง จากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของไทยเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกและประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2549 บ่งชี้ว่า ไทยเดินช้ากว่าโลกและประเทศเพื่อนบ้าน เห็นได้จากเศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี แต่เศรษฐกิจไทยไม่เคยฟื้นตัวกลับไปยืนบนเส้นค่าเฉลี่ยโลกได้เลย โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิดปี 2563 เศรษฐกิจโลกหดตัว 2.8% แต่ไทยกลับหดตัวรุนแรงถึง 6.05% และในปี 2564 ขณะที่โลกฟื้นตัว 6.4% ไทยกลับฟื้นตัวได้เพียง 1.55% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ อุตสาหกรรมล้าหลัง และไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองหากปราศจากปัจจัยบวกจากภายนอก

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาทุจริตฝังรากลึก และดัชนีคอร์รัปชันของไทยตกลงอย่างต่อเนื่อง จาก 37 คะแนนในปี 2555 เหลือเพียง 34 คะแนนในปี 2566 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 12 ปี และอยู่ในอันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเพราะกลไกองค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการตรวจสอบการทุจริตอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ปุ๋ยแพง หนี้สินท่วมหัว และต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ เช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคนต้องทนกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 เหมือนตายผ่อนส่ง แต่กฎหมายอากาศสะอาดยังล่าช้า ปัญหาน้ำท่วม-ไฟป่ายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลวงและต่างจังหวัด แม้เวลาจะผ่านไป 64 ปีแล้วนับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504) แต่หลายพื้นที่ยังคงประสบผปัญหาน้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก ส่วนการศึกษาของเด็กไทยกลับถดถอย คะแนน PISA ของเด็กไทยตกลงต่อเนื่อง อยู่อันดับ 5 ในอาเซียน เป็นรองทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซีย ระบบการศึกษาไม่สามารถสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการแข่งขันในโลกอนาคตได้

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวด้วยว่า หากเศรษฐกิจโลกเป็นรถยนต์ที่วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว แต่เศรษฐกิจไทยกลับวิ่งช้าตามไม่ทัน เพราะเครื่องยนต์หรือระบบการเมืองภายในกำลังฉุดรั้งเอาไว้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเครื่องยนต์คันนี้ใหม่ โดยเริ่มต้นจากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เพื่อที่จะนำไปสู่รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพและชอบธรรม คณะรัฐมนตรี มาจากผู้มีความสามารถ ไม่ใช่การจัดสรรโควต้า สามารถปฏิรูปโครงสร้างและกำหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ยืดหยุ่นได้จริง ไม่ได้ถูกล็อกด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนเกิดการลงทุนที่ตรงจุด เลือกส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างงานคุณภาพ และยกระดับมูลค่าสินค้าไทยในทุกห่วงโซ่อุปทาน และมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่ปกป้องเงินภาษีของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทิน  ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเพื่อเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมากในช่วง 4 เดือนข้างหน้าเพื่อผลักดัน 4 ภารกิจสำคัญก่อนการยุบสภา ได้แก่ 1. การเปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้มีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด 2. ผลักดันกฎหมายเพื่อประชาชน โดยเฉพาะร่างกฎหมายสำคัญที่ค้างอยู่ เช่น ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎร สามารถผ่านกฎหมายไปได้แล้ว 11 ฉบับในเวลาไม่ถึงเดือน 3.  การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอาชญากรรมข้ามชาติ และ 4. การตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น ป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ การแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสม และไม่ให้มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ เช่น คดีเขากระโดง หรือการฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวย้ำว่า การทำหน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้ลูกหลานไทยได้เป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตขึ้นมาในระบอบประชาธิปไตยที่ปราศจากการรัฐประหาร พร้อมฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ให้เคารพข้อตกลงที่ทำไว้ เคารพกระบวนการยุติธรรม และเคารพประชาชนเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ

ที่มาเรียบเรียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา [1] [2] [3]


 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง