กองทัพเรือเผยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ได้เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านชำราก จ.ตราด ผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้าม-รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง 3 หลัง รุกล้ำเขตอธิปไตยไทย - จ.สระแก้ว ออกแถลงการณ์ (29 ก.ย.) ให้ จ.บ็อนเตียย์เมียนเจีย เร่งพิจารณาจัดทำแผนอพยพราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของไทยและอยู่นอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามที่ จ.สระแก้วเสนอโดยเร่งด่วน พร้อมส่งแผนอพยพดังกล่าวภายในวันที่ 10 ต.ค.68
30 กันยายน 2569 เพจกองทัพเรือ Royal Thai Navy รายงานว่า พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา กองทัพเรือ โดย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกรณีบ้าน 3 หลัง บริเวณฝั่งตรงข้ามบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ที่รุกล้ำเขตแดนประเทศไทย และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน สำหรับจุดที่พบว่ายังมีการรุกล้ำเหลืออยู่ ทางกองทัพเรือจะใช้ความพยายามอย่างที่สุดต่อไป เพื่อให้ฝ่ายตรงยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดอธิปไตยโดยเร็ว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพจกองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้ บันทึกเหตุการณ์พิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา วันที่ 29 กันยายน 2568 ไว้ว่า ตามรายงาน กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และจังหวัดสระแก้ว ได้สรุปเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ดังนี้:
สถานการณ์โดยรวมกองทัพภาคที่ 2
มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์
กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยมีเสบียงเพียงพอ ไม่มีการขาดแคลนตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ แม้ในช่วงเวลานี้จะมีฝนตกหนัก ส่งผลให้เส้นทางบางจุดเกิดความยากลำบากต่อการเดินทาง แต่กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดกำลังพลและยานพาหนะสนับสนุนในการลำเลียงเสบียง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลทุกนายมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและขวัญกำลังใจอย่างครบถ้วน
กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลัง
โฆษกกองทัพบก แจงกระแสข่าวส่งเสบียงทหารชายแดนภูมะเขือล่าช้าเป็นไปได้ยาก ย้ำกองทัพไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณเสบียงและน้ำสำหรับทหารชายแดน
29 ก.ย. 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุถึงกรณีกระแสข่าวการจัดส่งเสบียงไปยังทหารหน้าแนวภูมะเขือมีความล่าช้า ว่า ปัจจุบันข้อมูลยังไม่มีความชัดเจนและเป็นไปได้ยาก ซึ่งเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว คือ เรื่องสภาพแวดล้อมและการขนส่งตามสภาพภูมิประเทศ ดังนั้นเป็นไปได้ยากที่จะเกิดข้อบกพร่องในเรื่องเหล่านี้
พลตรี วินธัย ย้ำว่า แนวชายแดนมีระยะทาง ยาวกว่า 700 กิโลเมตร จึงต้องดูรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะโดยธรรมชาติเกิดขึ้นได้ยาก และการดูแลหน่วยทหารถือเป็นความสำคัญอย่างมากจะไม่เกิดข้อผิดพลาดแน่นอน ส่วนเรื่องงบประมาณการดูแลกำลังพล ย้ำว่าไม่มีปัญหา เพราะกองทัพไม่ได้ขาดแคลนเพียงแต่ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมขณะนั้นเป็นอย่างไร หรือมีปัจจัยทำให้เกิดความล่าช้าจากสภาพภูมิประเทศหรือไม่
พลตรี วินธัย ยังระบุว่า กองทัพมีความพร้อมในการจัดส่งเสบียงตลอดอยู่แล้ว เพราะภูมิประเทศของไทยส่วนใหญ่บางที่เป็นลักษณะป่าไม่เหมือนฝั่งกัมพูชา แต่ยืนยันว่าเสบียงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของทหารอยู่แล้ว
ทั้งนี้การส่งเสบียงในระดับหน่วย ระดับกองพัน ต้องกระจายไปยังหลายกองพัน บางครั้งก็ส่งในลักษณะกองร้อยที่มีความห่างกันอยู่รวมทั้งอาจมีการส่งไล่กันไปโดยธรรมชาติ แต่ยืนยันว่าไม่มีการเก็บค้างไว้อย่างแน่นอน พร้อมย้ำว่าโดยธรรมชาติทหารอยู่กันแบบครอบครัว โดยเฉพาะบุคคลที่ร่วมเป็นร่วมตายกัน ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่จะไม่ส่งเสบียงให้กัน
สรุปสถานการณ์ผู้ได้รับผลกระทบ (ยอดสะสมถึงวันที่ 29 กันยายน 2568)
1. พลเรือน
• เสียชีวิตทางตรง: 14 ราย
• บาดเจ็บ: 39 ราย
รวมทั้งสิ้น: 53 ราย
2. ทหาร
• เสียชีวิต: 18 นาย
• บาดเจ็บ: 274 นาย
รวมทั้งสิ้น: 292 นาย
กองทัพเรือ ผลักดันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำอธิปไตย
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา กองทัพเรือ โดย กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกรณีบ้าน 3 หลัง บริเวณฝั่งตรงข้ามบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ที่รุกล้ำเขตแดนประเทศไทย และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน สำหรับจุดที่พบว่ายังมีการรุกล้ำเหลืออยู่ ทางกองทัพเรือจะใช้ความพยายามอย่างที่สุดต่อไป เพื่อให้ฝ่ายตรงยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดอธิปไตยโดยเร็ว
แถลงการณ์จังหวัดสระแก้ว (29 ก.ย.68)
จังหวัดสระแก้วได้รับหนังสือประท้วงจากจังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจีย จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้ (1) ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.68 ประท้วงกรณีกองกำลังทหารฝ่ายไทยได้นำเครื่องจักร รถบรรทุกดิน ทำการถมดินปรับเกลี่ยดินทำทางและวางเสาไฟฟ้า รวมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่บ้านโจกเจย และบ้านไปรจัน ตำบลโอร์แบ็ยเจือน อำเภอโอร์โจรว
จังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ย และ (2 ) ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 28 ก.ย.68 ประท้วงกรณีจังหวัดสระแก้วประกาศใช้กฎหมายภายในประเทศไทยกับประชาชนชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่หมู่บ้านโจกเจย และบ้านไปรจัน ตำบลโอร์แบ็ยเจือน อำเภอโอร์โจรว จังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ย จังหวัดสระแก้ว ได้พิจารณาข้อประท้วงของจังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ยและได้มีหนังสือแจ้งให้จังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ยทราบและดำเนินการดังนี้
1. การประท้วงเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและระบบรักษาความปลอดภัยที่อยู่ในพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยถือเป็นการประท้วงที่บิดเบือนความเป็นจริงและเป็นที่น่าผิดหวัง ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด บ็อนเตียย์เมียนเจ็ยพยายามนำเสนอถึงข้อตกลงต่าง ๆ ที่ตนเองไม่เคยเคารพปฏิบัติตามและพยายามกล่าวอ้างอย่างน่าละอายถึงการอยู่อาศัยมานานหลายทศวรรษทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ในราชอาณาจักรไทย ที่ประเทศไทยตัดสินใจด้านมนุษยธรรมในการเปิดพรมแดนในช่วงปีพ.ศ. 2522 ให้ชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หนีภัยสงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชาเข้ามาหาที่พักพิงในประเทศไทย (รายละเอียดปราฏตาม QR Code) และในปัจจุบันก็ยังไม่เคยหยุดการดำเนินการยั่วยุอันนำมาซึ่งความขัดแย้งและเพิ่มความตึงเครียด ด้วยตนเอง
2. จังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจียควรจะต้องกลับไปเร่งพิจารณาจัดทำแผนอพยพราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยและอยู่นอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามที่จังหวัดสระแก้วเสนอโดยเร่งด่วน พร้อมส่งแผนอพยพดังกล่าวให้จังหวัดสระแก้วภายในวันที่ 10 ต.ค.68 รวมทั้งดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่ของราชอาณาจักรไทยและอยู่นอกพื้นที่อ้างสิทธิ์กลับราชอาณาจักรกัมพูชาตามแผนอพยพ อันจะเป็นการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและเป็นไปตามหลักการสากล ซึ่งจะเหมาะสมกว่าการประท้วงอย่างบิดเบือนความเป็นจริงและการกล่าวอ้างที่น่าละอายดังกล่าว
3. จังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ยจะต้องหยุดการดำเนินการต่อการยั่วยุสร้างความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่การก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราวนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยตนเองใช้หรือ จ้างวานประชาชนชาวกัมพูชาดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายท้ายสุดแล้วในชั้นศาลอาจจะมีคำพิพากษาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด
4 . หากจังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ยไม่ดำเนินการตามข้อ 2 และข้อ 3 จังหวัดสระแก้วจะไม่รับฟังการประท้วงทุกกรณี และไม่พิจารณาข้อเสนอใด ๆ ของจังหวัดบ็อนเตียย์เมียนเจ็ยนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
