Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หัวหน้าพรรคประชาชน ขอรอผลโหวตที่ประชุมสภาจะใช้ร่างแก้ รธน. พรรคใดเป็นหลัก มั่นใจสัดส่วน กมธ. สมดุล ไม่มีกินรวบ ขู่คว่ำวาระ 3 หากไม่ยึดโยงประชาชน ลั่นรัฐบาลเก่า 2 ปี แก้ รธน. ไม่คืบ แต่ 'อนุทิน' มาไม่ถึง 4 เดือน คืบอย่างมีนัยสำคัญ

14 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณียื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา วันนี้ได้มีการเตรียม สส.เพื่ออภิปราย 20 คน โดยจะเริ่มด้วยเริ่มด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นผู้นำเปิดการอภิปราย และตนเป็นคนสุดท้าย ซึ่งตอนนี้ ได้เตรียมเนื้อหาการอธิบายไว้ครบทุกหมวด โดยเนื้อหาสาระเน้นไปที่ 15/1 เป็นหมวดของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนกรอบการอธิบายใน 2 วันนี้จะมุ่งเน้นให้ประชาชนเห็นความจำเป็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อมโยงถึงปัญหาปากท้องของประชาชนด้วย จะชี้เห็นว่าต้องทำอย่างไร เพื่อให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้มากขึ้น

ทางพรรคประชาชนยืนยันว่าจะใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเป็นร่างหลัก ซึ่งการจะเสนอร่างของตัวเองนั้นจะต้องดูแนวโน้มการรับร่างของพรรคใดเป็นร่างหลัก เพราะเป็นสิทธิ์ของทุกพรรคที่จะเสนอร่างของตนเองได้เช่นกัน ก็ต้องมาดูคะแนนโหวตในวันพรุ่งนี้ ถ้ามีแนวโน้มที่จะรับทุกร่าง ก็ต้องดูว่าใช้ร่างของใครเป็นร่างหลักจากผลการลงมติ ส่วนจะพูดคุยกันในประเด็นนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องพูดคุยกันอยู่แล้ว ตลอดทั้งสองวันคงจะมีการให้เหตุผลกัน และท้ายที่สุดหากค้นหาจุดลงตัวไม่ได้ ก็ต้องดูผลการลงมติ ว่า จะนำร่างของใครเป็นร่างหลัก

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อว่า ผู้อภิปรายของพรรคประชาชนเด็ดทุกคน เพราะได้เตรียมเนื้อหามาอย่างเข้มข้น สิ่งที่จำเป็น และสำคัญขณะนี้ คือ การทำให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของพรรคประชาชนได้เตรียมเนื้อหาไว้ค่อนข้างครบ ทั้งเรื่อง ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาใกล้ตัวเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ การแก้ไขระบบถ่วงดุลตรวจสอบ ทำอย่างไรให้ประเทศมีความโปร่งใส กลไกของศาลและองค์กรอิสระไม่ถูกใช้เป็นอาวุธในการทำลายล้างทางการเมือง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การส่งเสริมการศึกษา ของรักษาต่างๆ ทำอย่างไรให้ประเทศไทยดูแลทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนปัญหาการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางฝั่งรัฐบาลและ สว. ยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ล็อกไว้แล้ว ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นร่างของใคร พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน หรือพรรคภูมิใจไทย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้ได้ ส่วนที่มีข้อคิดเห็นว่าการไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 นั้น ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร เพราะร่างของทุกพรรคไม่ได้มีข้อแตกต่างกันในเรื่องนี้

ส่วนความกังวลของเพื่อไทย ว่าพรรคประชาชนและภูมิใจไทย จะปัดตกร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น นายณัฐพงษ์ ชี้แจงว่า จะต้องดูในการอภิปรายทั้งสองวันนี้ ว่า ในแต่ละส่วนจะให้เหตุผลอย่างไร จากการให้ข้อคิดเห็นของพรรคภูมิใจไทย และ สว.บางส่วน มีทิศทางว่าจะรับทุกร่าง จุดสำคัญของเรื่องนี้คือต้องดูว่าที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญทำอย่างไรให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งร่างของใครเป็นร่างหลักก็จะมีส่วนสำคัญในเรื่องนั้น

สำหรับร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกมองว่ามีความยึดโยงกับประชาชนน้อยที่สุดนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้วิเคราะห์กันได้ ว่าแต่ละร่างมีความยึดโยงกับประชาชนมากหรือน้อยกว่ากัน ซึ่งหลายคนวิเคราะห์กันว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยอาจจะยึดโยงกับประชาชนน้อย แต่ยืนยันว่า ไม่ว่าร่างใครจะเป็นร่างหลัก สิ่งที่จะสามารถผลักดันได้อยู่ คือในชั้นกรรมาธิการวาระ 2 และ 3 สัดส่วนคณะกรรมาธิการแต่ละฝ่าย เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสมดุล ดังนั้น ไม่ว่าร่างของใครจะเป็นร่างหลัก จะไม่สามารถผลักดันผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญให้มีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น ซึ่งต้องไปสู้กันต่อในวาระ 2 และ 3 และเมื่อกลับเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง แล้วได้ร่างที่พรรคประชาชนไม่สามารถยอมรับได้ ก็ไม่สามารถลงมติยอมรับได้ในวาระ 3

เมื่อถามว่า หากการลงมติครั้งนี้เสียงของฝ่ายรัฐบาลมีมากกว่าที่มีอยู่จะถือเป็นการละเมิด MOA หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เงื่อนไขในการรับหลักการต้องใช้เสียงจากหลายส่วนประกอบกัน ดังนั้น วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่ใช่การแบ่งฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นวาระที่ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อถามย้ำว่า แม้จะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เสียงของ สว.เป็นปัจจัยที่มีผลมาก จะเป็นการตีกินหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ได้ห่วงเรื่องนี้ แต่เป็นสิ่งที่เล็งเห็นอยู่แล้ว ดังนั้นในวาระที่ 2 สัดส่วนกรรมาธิการไม่สามารถมีใครกินรวบได้ ต้องรอดูรายชื่อที่เสนอมาก็จะได้เห็น ในส่วนที่ สว.เปลี่ยนท่าที จากองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้กลับส่งสัญญาณว่าจะโหวตทั้ง 3 ร่าง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ก็ต้องดูว่าใครจะสามารถไปพูดคุยได้หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย พรรคการเมืองทุกพรรคต้องไปพูดคุยกับสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่มีส่วนสำคัญ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเชื่อว่า กระบวนการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านทั้ง 3 วาระ เป็นร่างที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ นายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนเช่นเดียวกัน ขอให้ทุกคนช่วยกันประเมิน พร้อมยืนยันว่า การที่พรรคประชาชนโหวตให้ นายอนุทิน มาเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจครั้งนี้ ทำให้สามารถเปิดประตูสู่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ถูกพรรคหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าใดเลย แต่ช่วงเวลาสี่เดือนนับตั้งแต่ที่นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เห็นความคืบหน้าในกระบวนการนี้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ทุกคนน่าจะวิเคราะห์ได้ อะไรเป็นปัจจัยหลัก ที่ทำให้กระบวนการในส่วนนี้เดินหน้า

ขณะที่ได้ประเมินเนื้อหาของ พ.ร.บ.ประชามติ เกี่ยวกับเสียงข้างมากสองชั้นไว้อย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตัวร่าง พ.ร.บ.ประชามติ จะใช้ได้ทันก่อนการทำประชามติ ซึ่งได้หารือกับฝ่ายกฎหมายอยู่ ขอรอความชัดเจน ว่ากฎหมายจะประกาศใช้เมื่อไหร่

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง