รองประธาน กมธ.การเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎร เตือนการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน คือ "กับดักเชิงโครงสร้าง" เพราะแผนงานยังขาดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน การเร่งใช้งบภายในปีครึ่งจะเปิดช่องทุจริตและได้โครงการที่ไม่คุ้มค่า โดยเสนอให้ปรับสัญญาสัมปทานพลังงานและดำเนินโครงการผ่านระบบงบประมาณปกติที่สภาตรวจสอบได้แทน
7 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าการใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทจาก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน มีความเสี่ยงสูงทั้งด้านความไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์พลังงานชาติ การทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่เร่งรีบ และประสิทธิภาพที่ต่ำ
ประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อออก พรก. ทำให้ต้องใช้เงินกู้ทั้งหมดให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 แต่การปรับโครงสร้างพลังงานเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาว และต้องบูรณาการอย่างรอบคอบ ไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1-2 ปี การเร่งรัดใช้เงินดังกล่าวจะทำให้ได้โครงการที่ไม่คุ้มค่าและเปิดช่องให้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังอ้างถึงการรับฟังของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ปรากฏว่าแผนงานปรับโครงสร้างพลังงานยังขาดความชัดเจนทั้งเป้าหมาย วิธีการ และตัวชี้วัด มีแต่แนวทางกว้างๆ โดยไม่มีมาตรการที่พุ่งเป้าเพียงพอ แม้แต่เกษตรกรที่รายได้ลดลงมา 4 ไตรมาสติดต่อกันก็ยังไม่มีงบช่วยเหลือโดยตรงจากเงินกู้ก้อนนี้
รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอทางออกที่ควรดำเนินการแทนการกู้เงินฉุกเฉิน ได้แก่ การปรับสัญญาสัมปทานพลังงานให้เป็นธรรมและปรับค่าการกลั่นน้ำมันที่จะช่วยลดภาระทางการคลังโดยตรง การดำเนินโครงการปรับโครงสร้างพลังงานผ่านระบบงบประมาณปกติที่มีการกลั่นกรองตรวจสอบผ่านสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่าทุกโครงการต้องมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ มีการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนมาร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังเสนอให้สร้าง "ทักษะและการจ้างงานสีเขียว" ผ่านการฝึกอบรมช่างพลังงานสะอาดประจำตำบลทั่วประเทศ รวมถึงยกระดับบุคลากรด้านเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการพลังงาน และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งล้วนควรดำเนินการผ่านงบประมาณปกติไม่ใช่ พรก.กู้เงินที่ขาดการตรวจสอบ
ในส่วนของระบบสวัสดิการ รศ.ดร.อนุสรณ์ ย้ำว่าไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดสังคมสงเคราะห์ที่มีปัญหาทั้งให้สวัสดิการแก่คนที่ไม่ควรได้ (Inclusion Error) และตกหล่นคนที่ควรได้อย่างแรงงานนอกระบบ (Exclusion Error) ไปสู่ระบบสวัสดิการบนฐานคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 14.7% จะต้องเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 30% ซึ่งต้องการการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ควบคู่กันไป
