Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มติ 'JBC ไทย-กัมพูชา' เห็นชอบเร่งรัด TOR 2003 นำ LiDAR ใช้จัดทำแผนที่ภาพถ่ายแนวเขต วางหมุดชั่วคราวบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ด้านกัมพูชาปัดวาระสร้างรั้วชายแดน อ้างไม่ได้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจ - ด้านมติ 'GBC ไทย-กัมพูชา' บรรลุ 3 ข้อตกลง ทำ action plan ถอนอาวุธหนัก เห็นชอบ SOP เก็บกู้ทุ่นระเบิดพื้นที่นำร่อง จ.สระแก้ว เริ่ม 25 ต.ค.นี้ เห็นชอบแผนปฏิบัติการ ปราบ Cyber Scam จัดตั้งชุดปฏิบัติการร่วม

23 ตุลาคม 2568 หลังจากการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) สมัยวิสามัญ ที่ จ.จันทบุรี วันที่ 21 - 22 ตุลาคม 2568 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และมีพิธีปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตและที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน ประธาน JBC ฝ่ายไทย พร้อมด้วยนายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ​ ได้ร่วมกันแถลงสรุปผลการประชุมดังกล่าวในเวลาประมาณ 00.50 น. โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการวางหมุดชั่วคราวบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อตรวจสอบแนวเขต ก่อนเสนอผลให้รัฐบาลพิจารณา ปรับการถือครองที่ดิน โดยขั้นตอนทำคู่มือเทคนิคและฝึกอบรมคาดใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์ ส่วนแนวคิด สร้างรั้วชายแดน ถูกฝ่ายกัมพูชาขอตัดออกจากวาระการประชุม แม้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 30 นาที โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอำนาจในการรับทราบวาระนี้

นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกับสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย กัมพูชา หรือ JBC สมัยวิสามัญ ว่า การแถลงข่าวในวันนี้ล่าช้าออกไป เนื่องจากการประชุมเสร็จสิ้นในเวลาประมาณสามทุ่ม และทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการตรวจสอบและปรับแก้เอกสารก่อนลงนามอย่างเป็นทางการ

นายเบญจมินทร์ ระบุว่า การประชุม JBC ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2568 โดยฝ่ายไทยมีนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน เป็นประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายไทย ร่วมประชุมกับนายฬำ เจีย รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งชาติกัมพูชา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายกัมพูชา

ในส่วนของคณะผู้แทนไทย นอกจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ เพื่อร่วมพิจารณาในประเด็นทางเทคนิคและข้อหารือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดน

นายเบญจมินทร์ กล่าวว่า การหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนรายละเอียดเชิงเทคนิค รวมถึงแนวทางการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ JBC ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้แล้วเสร็จตามกรอบความตกลงระหว่างประเทศ

นายเบญจมินทร์ยังระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการออกแถลงข่าวร่วมหรือ Joint Press Release Statement ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความจริงใจของทั้งสองประเทศในการลดความตึงเครียด สร้างความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

ด้านนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ในฐานะประธาน JBCฝ่ายไทย ได้แถลงสรุปผลการประชุม JBC สมัยวิสามัญ โดยกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ดำเนินไปด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างละเอียดในประเด็นทางเทคนิคภายใต้กรอบอำนาจของ JBC เพื่อเร่งรัดกระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยสาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วย

1. มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม (Joint Technical Sub-Commission: JTSC) ดำเนินการสร้างหลักเขตแดนใหม่ทดแทนหลักเขตเดิมที่ชำรุดหรือสูญหาย จำนวน 15 หลัก โดยจะคืนหลักเขตเหล่านี้สู่ตำแหน่งเดิมตามพิกัดที่เคยกำหนดไว้

2. ตกลงร่วมกันจัดทำหลักเขตแดนใหม่ทดแทนหลักเขตที่จมน้ำ จำนวน 3 หลัก โดยจะหารือร่วมกันเพื่อกำหนดตำแหน่งใหม่ภายหลัง

3. เห็นพ้องให้เร่งรัดการแก้ไข Terms of Reference 2003 (TOR 2003) ว่าด้วยการจัดทำแผนที่ภาพถ่าย (Orthophoto Maps) เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Light Detection and Ranging (LiDAR) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจ

4. เห็นชอบให้หารือเพื่อจัดทำคำแนะนำทางเทคนิค (Technical Instruction: TI) สำหรับการสำรวจและวางหมุดชั่วคราวบริเวณหลักเขตที่ 42–47 ครอบคลุมพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยเมื่อสำรวจแล้วเสร็จ จะเสนอผลต่อรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเพื่อกำหนดกลไกการปรับการถือครองที่ดินอย่างเหมาะสม

5. การวางหมุดชั่วคราวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจเท่านั้น ไม่กระทบต่อสิทธิของทั้งสองประเทศในประเด็นเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ

6. ทั้งสองฝ่ายตกลงกำชับให้หน่วยงานท้องถิ่น ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน รับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สำรวจจากทุ่นระเบิด ตามข้อ 3 ของ MOU ปี 2543 เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปโดยปลอดภัยและไม่เกิดการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด

7. เห็นพ้องร่วมกันจัดประชุม JBC ครั้งต่อไปในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2569 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

ส่วนกรณีการสร้างรั้วชายแดนไทย กัมพูชา นายประศาสน์ เผยว่า ในระหว่างการประชุมตนได้หยิบยกแนวคิดการสร้างรั้วตามแนวชายแดนขึ้นเสนอในช่วงกล่าวเปิด เพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การลำเลียงสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าไม่ได้รับมอบอำนาจให้หารือในประเด็นดังกล่าว จึงมีมติร่วมกันให้นำเรื่องนี้ออกจากระเบียบวาระการประชุม

แม้ประเด็นเรื่องรั้วจะไม่ได้อยู่ในระเบียบวาระ แต่ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวคิดนี้นานกว่า 30 นาที โดยยึดหลักความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและรักษาบรรยากาศที่ดีในการประชุมครั้งนี้ ทั้งนี้ การหารือเรื่องรั้วยังคงอยู่ในขั้นเสนอแนวคิดเท่านั้น และไม่ได้ถือเป็นมติหรือการตัดสินใจใด ๆ อย่างเป็นทางการ

สำหรับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว นายประศาสน์ กล่าวเพิ่มว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าก่อนที่จะสรุปแนวเขตที่แต่ละฝ่ายอ้างสิทธิ์ จำเป็นต้องวาง หมุดชั่วคราว เพื่อทำเครื่องหมายพื้นที่ระหว่างหลักเขตที่แต่ละฝ่ายอ้าง สิ่งนี้จะช่วยให้เห็นแนวเขตที่ชัดเจน ก่อนจะส่งผลไปยังกลไกที่เหมาะสมของรัฐบาลเพื่อ ปรับการถือครองที่ดิน ของทั้งสองฝ่าย โดยใช้คำกลาง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความหมายเชิงโยกย้ายหรือทำลาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรอบเวลาในการทำงาน นายประศาสน์ เผยว่า ฝ่ายไทยได้เตรียมการล่วงหน้าโดยประสานกับกองทัพและหน่วยงานจังหวัด เพื่อให้เรื่องบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้วเป็น ประเด็นด่วนที่สุดในครั้งนี้ ส่วนปัญหาอื่น ๆ จะรอหารือในโอกาสต่อไป

สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังวางหมุดชั่วคราวเสร็จ จะมีการจัดทำ คู่มือเทคนิคสำหรับชุดสำรวจ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์ รวมถึงการฝึกอบรมและเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่มีทุ่นระเบิดและภูมิประเทศทุรกันดาร หลังจากนั้นผลสำรวจจะถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณากลไกการปรับการถือครองที่ดิน

นายประศาสน์ ย้ำว่า การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นให้เห็นแนวเขตที่ชัดเจนเป็นอันดับแรก และจะดำเนินการทีละขั้นตอนตามลำดับความสำคัญ เพื่อให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปอย่างรอบคอบ ปลอดภัย และลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ นายเบญจมินทร์ กล่าวย้ำภายหลังการประชุมว่า การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นหลักเขตแดน ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของ JBC เท่านั้น โดยผลการประชุมจะถูกนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป ส่วนประเด็นอื่นที่อยู่นอกกรอบการเจรจา เช่น เรื่องการสร้างรั้วชายแดน จะมีการชี้แจงเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศในโอกาสต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดและรักษาบรรยากาศความร่วมมืออันดีระหว่างสองประเทศ

มติ 'GBC ไทย-กัมพูชา' บรรลุ 3 ข้อตกลง

ฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ได้ร่วมหารือกับฝ่ายกัมพูชาเป็นวันที่ 3 โดยมีความคืบหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญดังนี้

1. ประเด็นการถอนอาวุธทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ action plan ร่วมกัน และมอบหมายให้แม่ทัพภาค 2 ของไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 แห่งกัมพูชา เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตามแผน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายจะได้หารือในรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปในวันที่ 25 ต.ค.นี้

2. ประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดทั้งสองฝ่ายเห็นชอบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติ (Standard Operating Procedure - SOP) และทั้งสองฝ่ายได้ตกลงดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยใช้ พื้นที่นำร่องจังหวัดสระแก้ว โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 25 ต.ค.นี้

3. ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Scam) ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแผนปฏิบัติการ ร่วม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการร่วมกัน โดยได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการร่วมเพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการต่อไป

ทั้งนี้ การประชุม 23 ตุลาคม 2568 จะเป็นการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม และร่วมลงนามในเอกสารสำคัญ ที่ Malaysian Armed Forces Officers Mess กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย


ที่มาเรียบเรียงจาก NBT Connext  สำนักข่าวไทย  กระทรวงการต่างประเทศ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง