ผ่านมากว่าสี่เดือนแล้วสำหรับเหตุปะทะชายแดนไทยกัมพูชารอบล่าสุดเมื่อปลายปีก่อน (ธันวาคม 2568) ช่วงที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยของ อนุทิน ชาญวีรกูล ชิงยุบสภาฯ ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่กำลังโหมหนัก แม้ท้ายที่สุดเหตุปะทะทางทหารจบไปแล้ว แต่กระแสความเกลียดชังกัมพูชาในไทยไม่เบาบางลง ยังคงโหมไหม้รุนแรงตลอดมา คนที่เรียกร้องสันติภาพ ชี้ชวนให้สังคมแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริง ไม่ตัดสินด้วยความเชื่อ ถูกล่าแม่มด ข่มขู่เอาชีวิต ใครไม่ไหลตามน้ำถูกประณามได้ง่ายๆ ว่า ‘ขายชาติ’ เป็น ‘ไส้ศึกเขมร’ สารพัดเฟกนิวส์ถูกส่งต่อบนโซเชียลมีเดีย
ทว่า อะไรคือเชื้อไฟของสิ่งนี้ เหตุใดการสู้รบสงบแล้วแต่คลื่นความเกลียดชังกลับรุนแรง ตัวโหมกระพือนั้นกระทำผ่านหลายปัจจัย ทั้งสื่อมวลชน อินฟลูฯ นักการเมือง ฯลฯ
โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย จากการตรวจสอบร่วมกันของประชาไท Punch Up และ Neo Momentum พบว่าสองสิ่งนี้มีบทบาทสำคัญในการรับส่งข่าวปั่นกันไปมาเกี่ยวกับความขัดแย้งไทยกัมพูชาอย่างน่ากังวล บ่อยครั้งไม่มีแหล่งอ้างอิง หนักสุดเอาข่าวเท็จมานำเสนอ ส่วนมากเริ่มจากเพจโซเชียลฯ ที่ระบุตัวตนไม่ได้ เมื่อมีคนแชร์ต่อเยอะ สื่อก็งับไปรายงานจริงจังโดยไม่ตรวจสอบ เมื่อสื่อนำเสนอ ประชาชนกับเพจโซเชียลฯ ก็เอาไปโพสต์ต่อ กลายเป็น ‘วัฏจักรข่าวปั่น’ ชี้นำอารมณ์มวลรวมของสังคม
หรือต่อให้ไม่มีข่าวปั่น ก็มีปรากฏการณ์ที่สื่อใช้คลิปเก่าช่วงเหตุปะทะมาวนฉายในรายการทุกวัน จนบางครั้งคนเข้าใจผิด แม้ถูกท้วงติงว่าอาจทำให้ประชาชนประเมินสถานการณ์ไม่ถูก แต่สิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นทุกวันนับตั้งแต่ปลายธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าราคางาม ‘จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ’ เป็นเพียงถ้อยคำเปล่ากลวง อคติต่อกัมพูชาจึงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และหนทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งก็ย่อมแคบลงเรื่อยๆ เช่นกัน
ประชาไทเชิญสำรวจ ‘มัลติเวิร์สข่าวปั่น จักรวาลข่าวปลอม’ ไปพร้อมกัน เพื่อพิจารณาว่าสถานการณ์ตอนนี้น่ากังวลเพียงไหน
สื่อขายขำ ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติถูกสร้างขึ้นได้หลายรูปแบบ มิใช่เพียงจากความขัดแย้งซึ่งหน้า หลายครั้งผ่านการลดทอนความเป็นมนุษย์ด้วยความขำขัน โดยเฉพาะในลักษณะที่ทำให้รู้สึกว่า ‘คนชาติอื่น’ มีความคิดความอ่านด้วยกว่า ‘เรา’ โดยธรรมชาติ เป็นเพียงวัตถุของความขำขัน
ช่วงหลังโซเชียลมีเดียของสื่อกระแสหลักมักโพสต์คลิปสั้นเกี่ยวกับ ‘ความเปิ่น’ ของคนเขมรหรือทหารเขมร ส่วนมากดูดมาจาก TikTok หรือไม่ระบุแหล่งที่มา บางสำนักเรียกได้ว่าลงทุกวัน วันละหลายคลิป แม้กระทั่งรายการออกอากาศทางโทรทัศน์ก็ต้องหยิบมาเล่า แต่ละคลิปได้ยอดรับชมตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนและล้าน
สิ่งเหล่านี้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลแค่ไหน น่าเชื่อถือหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเหตุใดจึงต้องนำเสนอทุกวัน สิ่งนี้ทำให้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้นอย่างไร มีคุณค่าต่องานข่าวอย่างไร
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลายครั้งเต็มไปด้วยการลดทอนความเป็นมนุษย์
เช่นคลิปสั้นที่เพจ Facebook ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ นำมาลง ปรากฏภาพหญิงสาวในชุดทหารกัมพูชาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ทหารชาย ผู้ประกาศข่าวบรรยายเชิงล้อเลียนว่า
“...ที่รัก เธอรักเราไหม เธอขึ้นมอ’ไซค์เลย แล้วไปอยู่กันที่ฐานทหาร เพราะนอกจากเธอจะช่วยฉันได้แล้ว เธออาจจะช่วยเพื่อนทหารของฉันด้วยก็ได้”
ตามมาด้วยคอมเมนต์เหยียดหยามสารพัด
“Heeไม่หลวมให้มันรู้ไปงานนี้”
“ไม่ถึงเดือนท้องกลับบ้าน คลอดมาหน้าตาเหมือนเพื่อน”
“เมียประจำฐาน เพื่อนบ่าวรอสุกี้หม้อรวม”
ฯลฯ

ตัวอย่างคลิปจากเพจ Facebook ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69

ตัวอย่างคลิปจากเพจ Facebook ‘Bright TV’ เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 69
รวมถึงคลิปวิวาทะระหว่างคนไทยกับเขมร ก่นด่าท้าทายผ่านโลกออนไลน์ สื่อก็นำเสนอเป็นจริงเป็นจัง พบบ่อยคือ ‘อมรินทร์ทีวี’ ที่ชอบเอาคลิป ‘บักบอย’ อินฟลูฯ เขมร มาออกรายการ แล้วเอาคลิปคนไทยด่าบักบอยมาโต้ จากนั้นผู้สื่อข่าวก็ผสมโรงด่า จนแทบจะเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง แม้แต่การพาดหัวข่าวก็ชวนคิดว่านี่คือท่าทีอันเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์? นี่คือประเด็นข่าวที่สำคัญในการรับรู้ของสาธารณชน?
“บักบอยด่าไทย แต่ไหงดันประจานความโง่ดักดานตัวเอง”
“บักบอยสมองโง่ดักดาน ยันไทยเผาป่าตัดต่อภาพใส่ร้ายเขมร”

ตัวอย่างคลิป YouTube ของอมรินร์ทีวี เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 69 และ 25 มี.ค. 69
นอกจากสื่อกระแสหลัก พฤติกรรมข้างต้นยังปรากฏในบรรดาเพจโซเชียลมีเดีย คือดูดคลิปคนเขมรมาโพสต์ใหม่วันละหลายคลิปในเชิงล้อเลียน มีแหล่งที่มาบ้างไม่มีบ้าง บางเพจสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ (แต่สืบค้นที่มาไม่พบ) แล้วเรื่องตลกร้ายก็คือ มันกลายเป็นแหล่งอ้างอิงของสื่อหลักอีกที สื่อรายงานตามที่เพจเหล่านี้บรรยาย ทั้งที่ตรวจสอบยากว่าเป็นจริงตามที่อ้างหรือไม่ แต่ก็มีคนเข้าไปดูเพจเหล่านี้เยอะขึ้น เป็นระบบ ‘วิน-วิน’ ที่ทั้งสื่อทั้งเพจโซเชียลที่ต่างได้ยอดกันไป
โดยเฉพาะเพจ ‘ส่องเขมร’ ที่เพิ่งสร้างขึ้นช่วงตุลาคมปีที่แล้ว (2568) ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 3.3 แสนบัญชี ยอดรับชมแต่ละคลิปหลักหมื่นถึงแสน พฤติกรรมการโพสต์ก็น่าสนใจ เฉพาะวันที่ 17 มี.ค.69 เพียงวันเดียว โพสต์ไป 36 คลิป เรียกว่าโพสต์ต่อเนื่องแทบทุกชั่วโมงตั้งแต่เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสี่ ตีห้า หกโมงเช้า เจ็ดโมงเช้า เที่ยง บ่าย เย็น เรื่อยไปจนเกือบเที่ยงคืนของอีกวัน บางช่วงโพสต์ 4 คลิปในเวลาไม่ถึง 10 นาที ยอดผู้ติดตามเพจก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือเพิ่มขึ้น 3 หมื่นบัญชีใน 3 สัปดาห์ระหว่างเขียนบทความชิ้นนี้

ที่มา: ส่องเขมร
เพจโซเชียลฯ แพร่เฟกนิวส์
หนักข้อขึ้นจากการล้อเลียน คือผสมโรงแพร่ข่าวปลอม รับส่งไปมาระหว่างเพจโซเชียลฯ กับสื่อหลัก ผลิตเนื้อหาสร้างความขัดแย้งที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
เช่นไม่นานมานี้ กรณี ‘เศียรพระในรากไม้’ ประเทศกัมพูชา ชาวเน็ตไทยแห่วิจารณ์ ว่าเพิ่งสร้างใหม่-ทำเลียนแบบไทย ต่อมาปรากฏภาพ AI ใบหน้าฮุนเซนในรากไม้แทนที่เศียรพระ โดยรากไม้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศหญิง เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวเน็ตไทยจนแห่แชร์ว่อนโซเชียล
‘วาสนา นาน่วม’ ผู้สื่อข่าวสายทหาร รายงานว่า พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้รับการประสานจากฝ่ายกัมพูชา ขอให้ช่วยสอดส่องดูแล ตักเตือนสื่อไทย แสดงว่าน่าจะมีความไม่พอใจจากฝ่ายกัมพูชาจริง
ทว่า การตีปิงปองส่งต่อเฟกนิวส์เริ่มขึ้นเมื่อเพจโซเชียลฯ หลายเพจแชร์เนื้อหาว่า ‘ฮุน มานี’ บุตรชายของฮุนเซนโกรธมาก สั่งล่าคนทำภาพมาลงโทษ รวมถึง ‘มาลี โสเจียตา’ โฆษกกลาโหมกัมพูชาจะฟ้องไทย 50,000 ล้าน ฐานหมิ่นศักดิ์ศรีฮุนเซน
แต่ทั้งสองกรณีไม่มีแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ ว่าพูดที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เป็นเพียงสิ่งที่ถูกส่งต่อกันบนโซเชียลฯ แต่มียอดแชร์มหาศาล ถูกโพสต์ซ้ำนับไม่ถ้วนจนสืบหาต้นทางไม่พบ หลายโพสต์มียอดแชร์หลักพัน

ที่มา: ตี๋ใหญ่ (ซ้าย), ท่านเปา เล่าข่าว (ขวา)
หนำซ้ำ สื่อหลักยังนำ ‘ข่าวลือโซเชียลฯ’ มารายงานเป็นจริงเป็นจัง เช่น TOP News ที่เกริ่นว่า
“ขณะที่ล่าสุดครับ ในโลกโซเชียลครับ มีรายงานว่า…”
พร้อมสาธยายว่ามาลีสั่งหน่วยความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองล่าตัวผู้ทำภาพ ทั้งที่สื่อย่อมทราบว่าเธอเป็นเพียงโฆษกกลาโหม รวมถึงฮุนมานีจะประหารชีวิตคนทำ เตรียมนำเรื่องนี้ฟ้องศาลโลก สื่อก็ย่อมทราบเช่นกัน ว่าขอบเขตอำนาจของศาลโลกไม่มีทางกินความถึงกรณีนี้ แต่ก็ยังเอาข่าวลือโซเชียลที่เห็นชัดว่าปลอมมารายงาน
ล่าสุด TOP News ลบคลิปดังกล่าวออกแล้วทุกแพลตฟอร์ม (สืบค้นเมื่อ 22 เม.ย. 69)

ที่มา: TOP News
เรื่องเล่ามาลีและฮุนมานีสั่งล่าคนทำภาพ แตกแขนงไปอีกมากมาย ว่าเจอผู้กระทำผิดแล้ว!!! เตรียมสั่งหน่วยรบพิเศษมาบุก เดี๋ยวก็ว่าเป็นคนสุรินทร์ สักพักเป็นพัทยา บ้างว่าอยู่ในคลองเตย ล่าสุดอยู่โคราช หนำซ้ำข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองเหล่านี้ บ่อยครั้งถูกเผยแพร่โดยเพจเดียวกัน เช่น ‘ยิ้มรับความสุข’ ที่มีผู้ติดตามกว่า 4.1 แสนบัญชี

ที่มา: ยิ้มรับ ความสุข (ซ้าย), ยิ้มรับ ความสุข (กลาง), ยิ้มรับ ความสุข (ขวา)
หรือเพจที่คล้ายว่ามาจากแหล่งเดียวกัน เช่น ‘ตี๋ใหญ่’ กับ ‘ท่านเปา เล่าข่าว’ โพสต์ข่าวปลอมกัมพูชาทั้งวัน แม้เพจ ‘ตี๋ใหญ่’ เปลี่ยนชื่อเพจ ลบรูปโปรไฟล์เก่าจนหมด แต่เมื่อเข้าไปดูการถูกกล่าวถึง (Mentions) ของโปรไฟล์ (ซึ่งระบบจะแสดงผลเป็นชื่อเพจในช่วงเวลานั้นๆ ที่ถูกกล่าวถึง) ก็พบว่าอดีตเคยใช้ชื่อเพจ ‘ท่านเปาลุยต่อ’ รูปโปรไฟล์ตัวละครเปาบุ้นจิ้นเหมือนกับเพจในเครือ ‘อีซ้อ - ท่านเปา’ อื่น ๆ ปัจจุบันมีผู้ติดตามเกือบ 8 แสนบัญชี
ควรกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า ที่มาที่ไปของเพจในเครือ ‘ท่านเปา’ และ ‘อีซ้อ’ ยังคงเป็นปริศนา แต่เป็นที่รู้กันบน Facebook ว่าคือเพจเล่าข่าว จริงบ้าง ปลอมบ้าง บางเพจเหมือน ‘มัลติเวิร์สแห่งข่าวปั่น’ นอกจากเพจ ‘ตี๋ใหญ่’ ที่เปลี่ยนชื่อมาจากท่านเปา ยังมีเพจ ‘ท่านเปาช่วยสู้’ ผู้ติดตาม 2 แสนบัญชี ปัจจุบันลงข่าวปลอมกัมพูชาทั้งวัน เมื่อสืบค้นด้วยวิธีเดียวกัน (Mentions) ก็พบว่าอดีตเคยเป็นเพจชื่อ ‘หางาน นครปฐม’ แม้แต่ Username ก็ยังใช้ชื่อว่า ‘jobsearchnkp’ ทำให้อนุมานได้ว่ามีการซื้อขายการดูแลเพจเหล่านี้แน่นอน แต่ใครซื้อใครขายนั้นยากจะหาคำตอบ
ไม่ว่าจุดมุ่งหมายของเพจเหล่านี้คืออะไร เป็นปฏิบัติการข่าวสาร (IO) หรือแค่ ‘ปั่น’ เอากระแส แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับแน่นอน คือยอดการรับชม การแชร์ และผู้ติดตามมหาศาล ซึ่งล้วนสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้น

การกล่าวถึงเพจ ‘ท่านเปาลุยต่อ’ หรือ ‘ตี๋ใหญ่’ บน Facebook
คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทำข่าวปลอมสะพัด
ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่แพร่กระจายง่ายอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน ต่อให้ไม่มีปฏิบัติการข่าวสารมากระตุ้นก็ตาม ข่าวปลอมสุมไฟความขัดแย้งจึงไม่จำกัดวงอยู่เพียงเพจโซเชียลฯ ที่ระบุตัวตนไม่ได้ แต่ถูกแพร่กระจายโดยประชาชนทั่วไปด้วยเช่นกัน โดยอาจดูดจากแหล่งอื่นมาลงทั้งดุ้น หรือแทรกการบรรยายประกอบ บางคนสร้างภาพ AI เผยแพร่เองก็มี หากไม่ใช่ข่าวปลอม ก็เป็นการล้อเลียนหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนกัมพูชา พร้อมชวนผู้ติดตามสมัครสมาชิกบน Facebook
แต่จะบอกว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่เป็นประชาชนทั่วไปคือ ‘ปลายน้ำ’ ของวัฏจักรข่าวปั่นก็ไม่ได้ เพราะหลายครั้งก็เป็น ‘กลางน้ำ’ หรือ ‘ต้นน้ำ’ ปั่นข่าวปลอมเอง แล้วสื่อเอาไปเล่นต่อโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

ซ้าย: คอนเทนต์ครีเอเตอร์บรรยายประกอบคลิป AI “ทหารเขมรสอนเมียใช้ปืน แต่ปืนลั่น”
ขวา: คลิปโพสต์ซ้ำ เนื้อหาลดทอนผความเป็นมนุษย์
ตัวอย่างคอนเทนครีเอเตอร์ที่ค่อนข้าง ‘แมส’ คือบัญชี ‘Nakhonthai Sresuk’ ที่ลงภาพและคลิป AI วันนึงหลายเรื่องราว ทุกโพสต์มีการชวนผู้ติดตามสมัครสมาชิก ยอดรับชมและยอดแชร์สูง แทบทั้งหมดเป็นข่าวปลอม ยั่วยุให้เกลียดชังเขมร เร้าให้รบรอบสาม ทำลายเขมรให้สิ้นซาก ฯลฯ
เช่น
คลิป AI เล่าเรื่องทหารกัมพูชาจุดไฟหวังรมควันทหารไทย แต่ลมตีกลับ เพราะเป็นจุดจบของพวกคิดร้ายต่อแผ่นดินไทย พร้อมลงท้ายว่า “ถ้าสะใจ กดไลค์ กดแชร์ไปให้พวกมันดู” คลิปนั้นมียอดรับชมกว่า 8.2 แสนครั้ง ยอดแชร์ 1.7 หมื่นครั้ง
หรือคลิป AI พร้อมเสียงบรรยายว่านักท่องเที่ยวกัมพูชาอยากเข้าไทยแต่เข้าไม่ได้ เลยเข้าทางฝั่งลาวแทน แต่ก็ถูก ตม. ไทยปฏิเสธ สรุปคือประเทศไทยไม่ต้องการให้คนเขมรเข้ามา แม้คลิปต้นทางมียอดรับชม 9.4 แสนครั้ง ยอดแชร์ 2.6 พัน แต่คนนำไปโพสต์ใหม่เยอะ ข้อมูลไวรัลมาก จนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ต้องออกมายืนยันว่าไม่เป็นความจริง

คลิป AI ทหารเขมรรมควันทหารไทย แต่ลมตีกลับ (ซ้าย) และ ตม. ไทย ไม่ให้เขมรเข้า (ขวา)
ช่วงเช้าของวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ โลกหวั่นเกิดวิกฤตพลังงาน เขาโพสต์ข่าวปลอมว่านายพลฮิง บุนเฮียง ของกัมพูชา ขู่ไทยเปิดด่านและส่งน้ำมัน มิเช่นนั้นจะยึดน้ำมันในอ่าวไทย มียอดแชร์เกือบพัน อีกทั้งสื่ออย่าง ‘ทีวีพูล’ และ ‘ผู้จัดการ’ ก็นำไปลงข่าวพร้อมให้เครดิตเป็นแหล่งอ้างอิง ก่อนจะลบข่าวช่วงประมาณหนึ่งทุ่มของวันนั้น
กระนั้น ทีวีพูลก็ได้ยอดแชร์ข่าวปลอมบน Facebook กว่า 440 แชร์ หลังลงข่าวไปเพียงหนึ่งชั่วโมง และภาพข่าวของทีวีพูลก็ถูกนำไปโพสต์ต่อบนหลายแพลตฟอร์ม เช่นบางโพสต์บน X ที่มียอดรับชมกว่า 7.4 แสนครั้ง
อย่างไรก็ตาม ข่าวปลอมนี้ยังระบุต้นทางไม่ได้ เก่าสุดเท่าที่พบมาจากโพสต์ของเพจโซเชียลฯ ‘เกาะติดทุกสถานการณ์ข่าว’ ที่โพสต์เมื่อเย็นวันที่ 4 มี.ค. 69 แต่มียอดแชร์ไม่มากมายเท่าโพสต์ของบัญชี ‘Nakhonthai Sresuk’

โพสต์ข่าวปลอมฮิง บุนเฮียง (5 มี.ค. 69) และการชวนสมัครสมาชิกใต้โพสต์ของบัญชี ‘Nakhonthai Sresuk’

ข่าวทีวีพูล (ซ้าย), ข่าวบนเว็บไซต์ผู้จัดการ (กลาง) ปัจจุบันทั้งสองลิงก์ข่าวถูกลบไปแล้ว และภาพส่งต่อบน X (ขวา)
สื่อสุมไฟความขัดแย้ง
เฟกนิวส์คำขู่ของฮิง บุนเฮียง แม้มองเพียงผิวเผินก็คงประเมินได้ไม่ยากว่าเป็นข่าวปลอม โดยเฉพาะสื่อกระแสหลักที่ย่อมมีประสบการณ์ทางการข่าว แต่ก็ยังนำเรื่องนี้ไปเล่าเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิด เอาไปปั่นกันต่อไม่รู้จบในเขาวงกตของข่าวปลอม
รายการข่าวอรุณอมรินทร์ (5 มี.ค. 69) นำข้อมูลจากเพจโซเชียลฯ ข้างต้นมาเล่า แต่ผู้สื่อข่าวบรรยายอย่างออกรสว่าเขมรปล่อยข่าวลือกันเอง พร้อมย้ำ “ก็เราแปลมาจากข่าวบ้านเขา” แต่ก็ไม่ระบุว่าแปลมาจากไหน ทำให้จนตอนนี้ยังไม่ทราบแหล่งที่มาตามที่สื่อไทยกล่าวอ้าง นอกจากเพจโซเชียลฯ ที่นำมาออกรายการ
กระนั้น คลิปสั้นบน Facebook ของรายการ ก็มียอดรับชมกว่า 1 แสนครั้ง และบน YouTube อีกเกือบ 1.8 แสนครั้ง

ที่มา: Amarin News
แม้กระทั่งวันต่อมา (6 มี.ค. 69) รายการ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’ รายงานว่าตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ก็ยังมิวายพาดหัวคลิปรายการชวนเข้าใจผิด
เขมรไม่เลิก! “ฮิง บุญเฮียง” จี้เปิดด่านขู่ BHQ ปิดอ่าวไทยภายใน 3 วัน
ทั้งที่เนื้อข่าวก็ยังบอกเองว่าตรวจแล้วเป็นเฟกนิวส์ แต่การพาดหัวกลับเข้าข่ายเป็นเฟกนิวส์เสียเอง แต่คลิปนี้ก็มียอดรับชมบน YouTube กว่า 1.3 แสนครั้ง
การพาดหัวข่าวชวนเข้าใจผิด บรรยายเกินจริง หรือนำข่าวปลอมมานำเสนอ มีประโยชน์อะไรในเชิงข่าวสาร เพราะนอกจากไม่ทำให้ผู้รับข่าวเข้าใจสถานการณ์อย่างที่เป็น ยังเพิ่มความขัดแย้งและขยายอคติที่มีต่อกันให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา: Thairath News - ข่าวไทยรัฐ
พฤติกรรม ‘สุมไฟ’ ในสื่อ ไม่หยุดแค่เฟกนิวส์ แต่ลามไปเรื่องอื่นๆ ที่เป็น ‘ข่าวจริง’ เช่นกัน แต่เมื่อถูกนำมาเล่าซ้ำๆ ก็อาจทำให้มองเห็นความตึงเครียดใหญ่โตเกินจริง
โดยเฉพาะการนำคลิปโต้เถียงระหว่างทหารไทยกับกัมพูชามานำเสนอบ่อย ๆ ทั้งที่ทหารระดับปฏิบัติการในพื้นที่ย่อมมีเหตุกระทบกระทั่งกันบ้างตามวิสัย แต่สื่อก็นำมาประโคมราวกับจะเกิดการสู้รบใหญ่ครั้งที่ 3 ได้ตลอดเวลาจากเหตุการณ์ยิบย่อยเหล่านี้
เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏคลิปทหารสองชาติเผชิญหน้ากันบริเวณพื้นที่พิพาท แต่ทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจากัน เพราะต่างคนต่างก็รับคำสั่งมาจากนายทหารชั้นบน สื่อก็นำมาเล่าพร้อมชี้นำว่าเขมรตั้งใจยั่วให้รบรอบสาม เช่นในพาดหัวข่าวของของรายการ ‘ไทยรัฐนิวส์โชว์’
ยั่วไม่เลิก!เขมรอยากรบรอบ 3 ?
หรือในภาพพื้นหลังของรายการ ‘ทุบโต๊ะข่าว’ ช่องอมรินทร์ ที่เขียนว่า
เขมรยั่วถี่ ปั่นไทยรบยก 3
ทั้งสองรายการมียอดรับชมบน YouTube หลักแสน

ที่มา: ไทยรัฐนิวส์โชว์

ที่มา: ทุบโต๊ะข่าว
สื่อยังชอบ ‘รีรัน’ คลิปเก่ามาเล่าซ้ำ รายการ ‘ข่าวเที่ยงไทยรัฐ’ (12 มี.ค. 69) นำคลิปการปะทะที่บึงตะกวนตั้งแต่ธันวาคม 2568 มาออกอากาศ ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาแล้วกว่าสามเดือน ปัจจุบันไม่มีการสู้รบ แต่ผู้สื่อข่าวย้ำว่านำมาให้ชมเพื่อเตือนใจ
คลิปเหล่านี้มักมาจากเพจโซเชียลฯ อย่าง ‘ส่องเขมร’ ที่กล่าวถึงไปแล้ว หรือ ‘Army Military Force’ ที่ลงคลิปทหารเขมรในเชิงล้อเลียนบ่อยๆ บางครั้งเป็นคลิปที่สร้างขึ้นจาก AI แต่บรรยายราวกับเป็นข่าวจริง

ที่มา: ข่าวเที่ยงไทยรัฐ
แม้ถูกท้วงติงจากผู้ชมว่าอาจทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ผิด แต่การใช้คลิปเก่าเล่าซ้ำ สลับหาคลิปใหม่มาลง ยังคงปรากฏต่อเนื่องในสื่อหลักมาตั้งแต่ยุติการปะทะเมื่อสิ้นปี 68 จนถึงตอนนี้
ช่วงวันที่ 14-15 มี.ค. ที่ผ่านมา รายการ ‘ไทยรัฐทันข่าว’ และ ‘เรื่องร้อนอมรินทร์’ รีรันคลิปชุดปฏิบัติการเสือดำถล่มฐานที่มั่นกัมพูชา มีผู้ชมคอมเมนต์ใต้คลิปใน YouTube ของทั้งสองรายการว่า
“ผมไม่เข้าใจนะครับทำไมต้องเอาข่าวเก่ามาเล่าใหม่”
“เอาข่าวเก่ามาลงซ้ำก็ควรแจ้ง ไม่งั้นชาวบ้านเข้าใจผิด ทำให้เสียขวัญกันไปใหญ่ มีผลกับการค้าขาย การกักตุนน้ำมันในทางอ้อมด้วย”
ถึงอย่างไร ลำพังไทยรัฐช่องเดียวก็มียอดรับชมกว่า 2 ล้านครั้งบน TikTok อีก 2.2 แสนครั้งบน Facebook และอีก 1.2 แสนครั้งบน YouTube จากการรีรันคลิปนี้

ที่มา: thairath_news

คอมเมนต์ในคลิปข่าวไทยรัฐ (บน) และคอมเมนต์ในคลิปข่าวอมรินทร์ (ล่าง)
พฤติกรรมใส่ไฟยังปรากฏผ่านวิธีการใช้คำในการนำเสนอข่าว หลักๆ คือลดทอนความรุนแรงของการสู้รบจนดูราวกับเป็นเรื่องสนุก เช่นวลีติดปากสังคมไทยเวลานี้ ‘หย่อนไข่’ ที่หมายถึงการทิ้งระเบิด สื่อก็ใช้คำนี้ซ้ำๆ ในการรายงานข่าว

ตัวอย่างการค้นหาคำว่า ‘หย่อนไข่’ YouTube
ร้ายแรงสุดคือสื่อโทรทัศน์ปลุกเร้าว่าจะมีการรบรอบที่ 3 ด้วยข่าวเท็จ!
รายการข่าวช่องอมรินทร์ระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคมที่ผ่านมา (รวม 4 วัน) ปรากฏพาดหัวข่าวดังนี้
13 มี.ค. 69
เขมรเติมพล PHL-03 เคลื่อนทัพชิดชายแดน เสียงปืนดัง 1 นัด ยิงเช็กแนวไทย
14 มี.ค. 69
ทหารเขมรเคลื่อนขบวน PHL-03 ไปชายแดน
รบรอบ 3 ต้องเอาให้สิ้นสภาพ! สัญญาณชัดเขมรพร้อมเปิดศึกรอบ 3
15 มี.ค. 69
เขมรเคลื่อนย้ายจรวดระยะไกล PHL-03 จ่อไทย รอบนี้พร้อมใช้งานยิงจริง
16 มี.ค. 69
จับตาเขมรขน PHL-03 จ่อชายแดน ถ้ากล้ายิงจริงไทยลุยถอนราก
มหากาพย์ข่าวปลอมสร้างความแตกตื่นเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ในรายการ ‘ทุบโต๊ะข่าว’ ผู้สื่อข่าวเกริ่นว่าไม่เสียแรงที่จับตามานานกว่า 3 เดือน ในที่สุดก็พบว่า PHL-03 ขีปนาวุธพิสัยไกล เคลื่อนขบวนจากพนมเปญมาประจำการแนวชายแดนเรียบร้อยแล้ว พร้อมแนบคลิปประกอบที่อ้างว่าฝั่งกัมพูชาเป็นคนถ่าย
ตลอดสี่วันนั้น ช่องอมรินทร์รีรันคลิปดังกล่าวทุกวัน ใช้เป็นภาพปกพาดหัวข่าว เอาเรื่องนี้ไปถามความเห็นชาวบ้านมาออกอากาศ เพจโซเชียลฯ ต่าง ๆ ก็นำข้อมูลจากอมรินทร์ไปประชาสัมพันธ์ให้เฝ้าระวัง
แต่คลิปดังกล่าว เป็นคลิปเก่าที่อัพโหลดไว้ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้วบน YouTube!

คลิปต้นฉบับ เผยแพร่เมื่อ 14 มิ.ย. 2565 โดย ‘Realme C’

อมรินทร์ใช้คลิปเก่าเล่าข่าวปลอมเป็นเวลากว่า 4 วัน
(แต่รวมแล้วมากกว่า 4 ครั้ง เพราะบางวันใช้คลิปเดิมวนซ้ำต่างรายการ)
16 มี.ค. 69 หลังจากไทยรัฐรายงานว่าเป็นคลิปเก่า ก็ไม่พบว่าช่องอมรินทร์ใช้คลิปดังกล่าวมารีรันอีก แต่ก็ยังรายงานข่าวลือว่าเขมรขน PHL-03 มาประชิดชายแดนอยู่เรื่อยๆ แม้ไม่มีข้อมูลยืนยัน และกองทัพบกเคยตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวปลอมก็ตาม
น่าตั้งคำถามว่าเหตุใดสื่อที่อ้างว่าติดตามเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน มีผู้รับชมข่าวสารทั่วประเทศ จึงไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน ทั้งที่เป็นข้อมูลละเอียดอ่อน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนโดยตรง หนำซ้ำยังนำข่าวลือไม่มีแหล่งอ้างอิงน่าเชื่อถือมาเล่าซ้ำ ๆ ให้สถานการณ์ตึงเครียดกว่าที่เป็นจริง
อินฟลูฯ เก็บยอด
ตั้งแต่ปะทะรอบสองช่วงธันวาคม 68 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอินฟลูเอนเซอร์หลายคนมีบทบาทอย่างยิ่งในการชี้นำความเกลียดชังต่อคนกัมพูชา โดยเฉพาะเมื่อปรากฏตัวในคราบของคนดีที่ออกมา ‘จัดการ’ คนชั่ว (หรือคนที่เราไม่ชอบใจ) ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนและถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึก จึงไม่ยากที่อินฟลูฯ เหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากสังคม
โดยเฉพาะ ‘กัน จอมพลัง’ ที่มักปรากฏตัวร่วมกับทหารตามแนวชายแดน จนถูกตั้งคำถามบ่อยครั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ เหตุใดจึงมีอภิสิทธิ์เข้าไปร่วมปฏิบัติการต่างๆ จนออกมาเป็นภาพข่าวได้ ทั้งที่เป็นพื้นที่กฎอัยการศึก อีกทั้งท่าทีของรัฐบาลและกองทัพก็ค่อนข้างปล่อยปละละเลยให้เขาทำเช่นนี้ได้เรื่อยมา
เช่นเมื่อครั้งเปิดเสียงผีและเสียงเครื่องบินรบกวนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จนเป็นที่ถกเถียงว่าเข้าข่ายเป็นการทรมานทางจิตใจต่อชาวบ้านฝั่งตรงข้ามหรือไม่ ตามที่ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและนักสิทธิมนุษยชนออกมาตักเตือน ว่าอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก เนื่องจากกัมพูชาได้แจ้งเรื่องนี้ไปยังข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ระบุความเดือดร้อนของคนเขมร แต่ก็กลายเป็นอังคณาเองที่โดน ‘ทัวร์ลง’ อย่างหนัก
กระทั่งช่วงปะทะรอบสอง (ธ.ค. 68) กัน จอมพลัง โพสต์รูปอวดอาร์มจากศพทหารเขมรอย่างยิ้มแย้ม แต่กระแสตีกลับค่อนข้างแรงว่าเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากเกินไป ท้ายที่สุดเขาจึงลบรูป พร้อมชี้แจงดรามาว่าทหารเขมรก็อวดชุดเกราะทหารไทย แถมเหยียบธงชาติไทย คนอื่นทำหนักกว่าเขาอีก ฯลฯ
ไม่นานนัก เขาก็โพสต์รูปเดิม แก้สีหน้าใหม่ด้วย AI ให้ถืออาร์มเขมรทั้งน้ำตา พร้อมแคปชันประชดประชัน น่าสนใจว่ามันทำให้ได้เสียงสนับสนุนจากแฟนคลับคืนมาเหมือนเดิม

จนถึงวันนี้ กัน จอมพลัง ยังคงออกปฏิบัติการ ‘ปกป้องชาติไทยจากภัยเขมร’ ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมาในต่างวาระต่างโอกาส ไม่ว่าจะเป็น
ออกล่าเรือประมงเขมรที่เข้ามาในน่านน้ำไทย
บุกแคมป์คนงานกลางดึก ล่าตัวหญิงเขมรเล่นไพ่ที่มีปากเสียงกับคนไทย
สำรวจฐานลับเขมร
ฯลฯ
เขาจึงยังคงมีผู้สนับสนุนเนื่องแน่น สื่อประโคมข่าวเป็นฮีโร โดยไม่ค่อยตั้งคำถามต่อบทบาทหน้าที่ของเขาเท่าไรนัก แม้แต่กองกำลังสุรนารีเองยังมอบประกาศณียบัตรเป็นอนุสรณ์รำลึกเกียรติคุณให้เขา

ภาพข่าว ‘กัน จอมพลัง’ ปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ (ซ้าย)
กองกำลังสุรนารี มอบประกาศณียบัตรให้ ‘กัน จอมพลัง’ (ขวา)
อีกหนึ่งอินฟลูฯ ‘นักเก็บยอดต่างด้าว’ ที่สังคมรู้จักกันดีคงหนีไม่พ้น ‘เต้ อาชีวะ’ กลุ่มไทยไม่ทน ที่ล่าแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายอยู่เรื่อยมา แม้ออกตัวว่าตามเก็บเฉพาะต่างด้าวที่ ‘ไม่ดี’ แต่การเคลื่อนไหวของเขาบ่อยครั้งก็ส่งผลกระทบต่อแรงงานข้ามชาติโดยรวมไม่ว่าจะอยู่อย่างถูกหรือผิดกฎหมาย (อ่านต่อที่นี่)
เช่นเมื่อ 17 มี.ค.69 เขาและกลุ่มไทยไม่ทนยื่นหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการ คัดค้านประกาศกระทรวงเกี่ยวกับการรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย พ.ศ. 2568 ซึ่งปรับแก้ให้สอดคล้องกับมติ ครม. เมื่อปี 2548 ที่กำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลไม่มีสัญชาติไทย “ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ให้รับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ ซึ่งเป็นมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนทั่วไป
แต่เมื่อกลุ่มไทยไม่ทนชูแคมเปญว่า ‘คัดค้านต่างด้าวเรียนฟรี’ ซึ่งลดทอนรายละเอียดลงไปมาก ทำให้มองไม่เห็นข้อเท็จจริงหลายประการว่าเด็กข้ามชาติไม่ได้เรียนฟรีอย่างที่เข้าใจกัน และไม่ได้แย่งสิทธิการศึกษาจากเด็กไทยแต่อย่างใด ทว่าได้ผลในการสร้างกระแสปลุกเร้าสังคมจนเกิดความเข้าใจผิด

โพสต์ภาพ AI ชวนลงชื่อคัดค้านประกาศกระทรวง
ยอดแชร์เกือบ 7 พัน รวบรวมรายชื่อได้เกือบ 9 หมื่นรายชื่อ | ที่มา: ทีมไทยไม่ทน
นอกจากเปรียบเทียบผิดฝาผิดตัวว่าเด็กไทยยังเข้าไม่ถึงการศึกษา ยังต้องกู้เงินเรียน ทำไมต้องเอาภาษีไปแบกเด็กต่างด้าว เขายังแพร่ความเกลียดชังขณะให้สัมภาษณ์สื่อก่อนยื่นหนังสือถึงกระทรวงว่า
“...ต่างด้าวเรียนฟรี มันมีแฝงเรื่องภัยความมั่นคง…”
เขายกตัวอย่างว่าถ้าเอาเด็กเขมรเข้ามา เรียนจบปุ๊บ ไปด่าไทยอยู่ตรงชายแดน เรียนเสร็จปั๊บ ไปจับปืนมายิงไทย ซึ่งเป็นการคิดเอาเอง ไม่มีมูลและเต็มไปด้วยอคติ แต่ได้ใจชาวเน็ต โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยเต็มไปด้วยความเกลียดชังกัมพูชา ผู้คนจึงแห่คอมเมนต์สนับสนุน
“คัดค้านให้เด็กเขมรเรียนฟรี”
“เห็นด้วยกับค่ะไม่ให้เรียนค่ะให้กลับไปเรียนที่เขมรเลย”
“สมควรยกเลิก เปลืองงบเปล่าที่จะไปช่วยลูกโจร”
ฯลฯ

ที่มา: TOP News
สังคมล่าแม่มดนักสิทธิฯ
เมื่อกระแสชาตินิยมมาแรงขนาดนี้ คนขวางน้ำเชี่ยวย่อมเจ็บตัวหนัก โดยเฉพาะนักวิชาการกับนักสิทธิมนุษยชนที่ออกมาปรามสังคมให้มีสติ ใช้เหตุผลรับฟังเรื่องราวต่างๆ แต่ถูกกระแสตีกลับ สังคมรุมประณามว่าเป็นไส้ศึกเขมร บ้างถึงขนาดถูกขู่เอาชีวิต เช่น อังคณา นีละไพจิตร และ สุณัย ผาสุข หลังจากออกโรงเตือนรัฐบาลที่ปล่อยให้ กัน จอมพลัง เข้าพื้นที่กฎอัยการศึก เปิดเสียงผีและเสียงเครื่องบินรบกวนบริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

'อังคณา-สุณัย' ร้อง ผบ.ตร.คุ้มครองความปลอดภัย ยันทำหน้าที่ต่อ แม้ถูกขู่ฆ่า-คุกคาม
เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว อังคณาและสุณัยถูกรุมยำจากอินฟลูฯ หลายฝ่าย ทั้ง ‘กัน จอมพลัง’ ที่ออกมาตอบโต้โดยตรง ‘เต้ อาชีวะ’ ที่ไล่อังคณาไปเป็น สว. เขมร รวมถึง ‘หนุ่ม กรรชัย’ ที่ร่วมรุมยำให้บานปลาย (แม้จะออกมาขอโทษภายหลังว่านำเสนอไม่รอบด้าน)
ไม่เว้นกระทั่งสื่อมวลชนที่ควรเป็นผ้าเบรกสังคม แต่กลับเอาคลิปคนด่าอังคณามาลงข่าววนซ้ำๆ เรียกยอดรับชม หนักสุดคือนำคลิป ‘ติ่ง มัลลิกา’ พูดซ้ำเติมบาดแผลเกี่ยวกับสามีของอังคณา (ทนายสมชาย) ที่ถูกอุ้มหายมาออกอากาศ

คลิปข่าวอมรินทร์ทีวี (13 ต.ค. 68) ยอดรับชม 1.9 ล้านครั้ง
และคลิปข่าว Bright TV (17 ต.ค. 68) ยอดรับชม 1.1 ล้านครั้ง
นับตั้งแต่นั้น อังคณาก็ได้รับฉายา ‘สว. เขมร’ และถูกโจมตีโดยเฟกนิวส์หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะข่าวปลอมสุดไวรัลเดือนมีนาคม 2569 ว่าเธอเกิดที่พนมเปญ เป็นคนเขมรโดยกำเนิด ปรากฏภาพและคลิปส่งต่อมากมายบนโลกอินเทอร์เน็ตจนหาต้นทางไม่พบ หลายโพสต์มียอดแชร์หลักพัน

ตัวอย่างภาพส่งต่อข่าวปลอม ‘อังคณาเขมรแท้ เกิดพนมเปญ’
ฝ่ายการเมืองไหลตามน้ำ
ฝ่ายการเมืองคือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปมปัญหานี้โดยตรงในระดับเปลี่ยนขั้วอำนาจ หลังจาก แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญปลดจากตำแหน่งนายกฯ เซ่นปม ‘คลิปเสียงอังเคิล’ พรรคการเมืองที่คว้าโอกาสขี่กระแสชาตินิยมได้อย่างชำนาญที่สุดคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากพรรคภูมิใจไทยที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อจากแพทองการ จากการโหวตสนับสนุนของพรรคประชาชนเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568
ตั้งแต่อนุทินนั่งเก้าอี้นายกฯ เขาแสดงท่าทีชัดเจนว่ามีจุดยืนต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างไร นั่นคือพร้อมสร้างรั้วชายแดน ปล่อยให้ทหารตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และลั่นวาจาว่าพร้อมยกเลิก MOU 43-44 หากเห็นว่าไม่มีประโยชน์ต่อไทย
แม้บริหารจัดการน้ำท่วมล้มเหลว แต่อนุทินก็ชิงยุบสภาฯ ช่วงที่โกยกระแสชายแดนไปได้มาก คือช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่เกิดการรบรอบสองอย่างเหมาะเจาะพอดี
เขาใช้เรื่องที่เคยให้คำมั่นไว้มาหาเสียงอย่างจริงจัง ทั้งการปิดด่านถาวร สร้างรั้วชายแดน และในการปราศรัยใหญ่เมื่อ 6 ก.พ. 69 อนุทินกล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะยกเลิก MOU 44 ทันที พร้อมลั่นวาจา
“จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือรัฐบาลที่กลัวเขมร!?”
เมื่อผลเลือกตั้งออกมาว่าพรรคภูมิใจไทยชนะถล่มทลาย กวาด สส. ไป 192 ที่นั่ง อนุทินยืนยันสิ่งเหล่านี้อีกครั้งอย่างหนักแน่นผ่าน Facebook แม้มีข้อโต้แย้งมากมายว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือไม่ ทั้งเชิงเศรษฐกิจและความั่นคง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่พาภูมิใจไทยถึงฝั่งฝันในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ที่มา: Anutin Charnvirakul
นอกจากพรรคภูมิใจไทย อีกพรรคที่ได้คะแนนนิยมก่อนเลือกตั้งไปพอสมควรคือ ‘พรรคเศรษฐกิจ’ จากการที่หัวหน้าพรรคอย่าง ‘พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์’ ออกเดินสายแสดงความเห็นเรื่องกัมพูชาอย่างดุดัน ถึงกับลั่นว่าหากไทยมีสรรพกำลังมากพอ ก็อุ้มฮุนเซนมาขึ้นศาลไทยได้ เหมือนที่ทรัมป์บุกอุ้มมาดูโร เขายังประกาศอย่างมั่นใจว่าตนสามาถทำให้ฮุนเซน “เลิกบ้า” ได้อีกต่างหาก ฯลฯ
เป็นอันว่าการเลือกครั้งนี้ พรรคเศรษฐกิจกวาดคะแนนเสียงไป 1 ล้านเสียง ส่ง สส. เข้าสภาไป 3 คน นำทีมโดย ‘คริส โปตระนันทน์’ ประธานพรรคเศรษฐกิจ อดีตหัวหน้าพรรคเส้นด้าย แต่ไร้เงาพลเอกรังษีผู้อยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 ของพรรค จนเกิดเป็นวลีแซวบนโซเชียลมีเดียว่า “เลือกรังษี ได้คริส โปรตะนันทน์”
ปัจจุบันพรรคเศรษฐกิจร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อย พล.อ.รังษี ก็เดินสายออกรายการต่อเนื่อง

ข่าว TOP NEWS LIVE (ซ้าย) และข่าว AMARINTV (ขวา)
พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็หาเสียงด้วยนโยบายไม่ต่างจากภูมิใจไทยในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคยืนยันว่าจะฉีกทิ้ง MOU 43-44 แล้วสร้างรั้วชายแดน เขาย้ำลำดับความสำคัญว่าต้องฉีกข้อตกลงทิ้งก่อนค่อยสร้างรั้ว เพราะต่างคนต่างถือแผนที่คนละฉบับ ถ้าจะสร้างรั้ว ต้องยกเลิก MOU ก่อน แม้ฟังผิวเผินดูดี แต่การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไทยกับกัมพูชาถือแผนที่ฉบับเดียวกันอยู่ดี ทั้งนี้ก็ไม่มีใครตั้งคำถามย้อนหลังว่าแนวทางแก้ปัญหาที่จะทำให้สองชาติตกลงกันได้ก่อนแบ่งเขตแดนควรเป็นเช่นไร
นอกจากนี้ยังมีนโยบาย “ออกรบ รับสองแสนบาท เกณฑ์ทหารสมัครใจ รับสามหมื่นบาท” ที่ติดประกาศในป้ายหาเสียง และพบเห็นได้บ่อย เหล่านี้คือหมวด ‘พิทักษ์เอกราช’ ใน ‘6 เสาหลักนโยบาย’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ
แม้กระแสโซเชียลไวรัลไม่น้อย ยอดแชร์คลิปดีเบตก็ได้เรื่องได้ราว แต่น้ำเงินรวมไทยสร้างชาติก็สู้น้ำเงินภูมิใจไทยไม่ไหว ได้มาแค่ 2 ที่นั่งจาก สส. บัญชีรายชื่อ (ไม่มี สส. เขตเลย) น้อยยิ่งกว่าพรรคเศรษฐกิจ
ล่าสุดเปิดตัวพา 2 เสียงที่มีเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยแล้วเรียบร้อย

ที่มา: พรรครวมไทยสร้างชาติ
สังเกตได้ว่าการชูยกเลิก MOU 43-44 และสร้างรั้วชายแดน เป็นประเด็นหลักที่ถูกใช้หาเสียงในหมู่พรรคการเมืองสายอนุรักษนิยม ในการเลือกตั้ง 2569
นอกจากสามพรรคข้างต้น ยังมีพรรคไทยภักดีของ ‘หมอวรงค์’ ที่เสนอแนวคิดแบบเดียวกัน ผลสรุปได้ สส. มา 1 ที่นั่ง แต่ยอมเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย ประกาศตัวทำหน้าที่ ‘ฝ่ายค้านผู้รักชาติ’
รวมถึงพรรครักชาติ นำโดย ‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ และ ‘เจษฎ์ โทณะวณิก’ ที่ชูนโยบายยกเลิก MOU 43-44 เช่นกัน แล้วค่อยคุยทวิภาคีกันใหม่ ย้ำพลเรือนควรช่วยรักษาอธิปไตย จับอาวุธต่อสู้อริราชศัตรู แม้ไม่ได้ สส. สักที่นั่ง แต่พรรครักชาติก็เคลื่อนไหวประเด็นกัมพูชาอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม
ไม่นานมานี้ มีดรามาที่ชาวเน็ตไทยวิจารณ์กัมพูชา ว่ายื่น UNESCO ขึ้นทะเบียนพิธีแต่งงานโบราณแต่แอบสอดไส้เคลมชุดไทย ซึ่งพรรครักชาติร่วมวงเกาะกระแสด้วย โดยเมื่อ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา ทีมงานพรรคแต่งชุดไทยเข้ายื่นหนังสือถึงกระทรวงวัฒนธรรม คัดค้านเขมรเตรียมยื่นขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก แม้กระทรวงวัฒนธรรมชี้แจงข้อเท็จจริงไปบ้างแล้ว แต่ก็หยุดชาวเน็ตและพรรครักชาติไม่อยู่
โซเชียลมีเดียของพรรคยังคงลงคลิปชวนประชาชนใส่ชุดไทย ติดแฮชแท็กโจมตีเขมร และปฏิเสธความเป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรมมาจนถึงตอนนี้ และเริ่มมีผลตอบรับที่ดีจากผู้ใช้โซเชียลฯ

ที่มา: พรรครักชาติ (ยอดแชร์ 469 ครั้ง)

คลิปชวนใส่ชุดไทย (ซ้าย) และคลิปทีมงานพรรคใส่ชุดไทยเหน็บแหนมเขมร (ขวา)
กระแสต้านกัมพูชามาแรงขนาดนี้ มีหรือที่พรรคสายก้าวหน้าจะทานไหว ต้องไล่แก้เกมกันเหนื่อย จนบางครั้งเผลอไผล ‘หลุด’ จังหวะตามน้ำไปบ้างทั้งส้มและแดง
พรรคเพื่อไทยที่อ่วมจากการถูกรุมทึ้ง ถูกสังคมนิยามว่าเป็นพรรค ‘เพื่อเขมร’ แม้ยืนยันว่าต้องการแก้ปัญหาโดยสันติ แต่ก็ไม่ตอบโจทย์อารมณ์ความรู้สึกของสังคม การแก้เกมระหว่างช่วงหาเสียงจึงค่อนข้างลำบาก
เดือนธันวาคม 68 ระหว่างสู้รบรอบสอง สุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีกลาโหมจากพรรคเพื่อไทย ปราศรัยที่ร้อยเอ็ดว่าตนเป็นผู้อนุมัติซ่อมเครื่องบิน F-16 และสั่งซื้อเครื่องบินกริพเพนชุดใหม่ ที่เขมรกลัวกันก็คืออาวุธเหล่านี้ และไม่ใช่เพื่อไทยไม่พร้อมรบ แต่พอจะปราบคอลเซนเตอร์-สแกมเมอร์ ก็มีเรื่องตลอด จึงต้องเตรียมไว้
"ถ้าไม่ใช่สุทินอนุมัติไว้ ป่านนี้ ได้เอาก้อนหินไปปาสู้กับเขา"
แต่ก็ไม่ได้ผล ผู้คนแห่แหนวิจารณ์หนักว่าแม้สุทินอนุมัติซื้อชุดใหม่จริง แต่เครื่องบินรบที่ใช้อยู่ขณะนั้นมาจากการอนุมัติของรัฐบาลชุดก่อนๆ

ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์
พรรคประชาชนก็ถูกขุดอดีตขึ้นมาโจมตีรัวๆ โดยเฉพาะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับประโยค “ทหารมีไว้ทำไม?” ในการปราศรัยที่กาญจนบุรีเมื่อ 18 มี.ค. 66 (ช่วงหาเสียงเลือกตั้งคราวก่อนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว) แม้พรรคส้ม ยืนยันเสมอว่าใจความหลักคือการทำให้กองทัพทันสมัย ทลายทุนทหาร วิจารณ์กลุ่มทหารยศสูง แต่ก็หยุดยั้งขบวนรถทัวร์คราวนี้ไม่ไหว ซ้ำถูกยำเละเมื่อครั้งเหตุปะทะรอบแรกช่วงกลางปี 68 ที่ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์วิจารณ์กองทัพแรง ก่อนจะลบโพสต์ไป
นับแต่นั้น ท่าทีของพรรคเปลี่ยนไปพอสมควร เริ่มเลาะเลียบไปกับกระแส แสดงจุดยืนต่อกัมพูชาในเชิงคู่ขัดแย้งมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมอันเป็นจุดพีคของสถานการณ์ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค โพสต์ภาพพร้อมพาดหัว
Endgame ระบอบฮุนเซน เปิด 3 แนวรบจบปัญหาถาวร
พร้อมแนะยุทธศาสตร์ 3 แนวรบ (ทหาร ข่าวสาร การทูต) ขุดรากถอนโคนสแกมเมอร์อันเป็นหัวใจของระบอบฮุนเซน ทำให้ผู้สนับสนุนพรรคเสียงแตก และถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องใช้ถ้อยคำเชิงปลุกเร้าให้ ‘รบจบเกม’ เช่นนี้
วันถัดมา ณัฐพงษ์ชี้แจงว่าสิ่งที่ตนโพสต์หมายถึงการใช้กำลังทหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่าตกหลุมพรางฮุนเซนที่เบี่ยงประเด็นสแกมเมอร์ให้โลกมาล้อมไทยจากการสู้รบ เขาเห็นด้วยกับคำพูดของรองแม่ทัพภาค 2 (พล.ต. ณัฏฐ์ ศรีอินทร์) ว่าไม่มีการรบใดไม่จบด้วยการเจรจา ตนจึงแนะให้ไทยใช้กำลังทหารปกป้องอธิปไตย ควบคู่กับการทูต
หรือในช่วงหาเสียงเมื่อต้นปีนี้ ‘ไหม ศิริกัญญา’ หนึ่งในแคดิเดตนายกฯ ของพรรค ขณะเล่นเกมเชื่อมคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับสื่อ The Standard เมื่อผู้สื่อข่าวยกคำ “Enemy (ศัตรู)” ขึ้นมา เธอนิ่วหน้าตอบว่า “Cambodia (กัมพูชา)” จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่าทีเช่นนี้หรือที่จะนำสันติภาพกลับมาสู่ชายแดน

ที่มา: โพสต์ของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (8 ธ.ค. 68)

ข่าววันที่ 8 ธ.ค. 68 (ที่มา: เรื่องเล่าเช้านี้)
และข่าววันที่ 9 ธ.ค. 68 (ที่มา: The Reporters)

ที่มา: The Standard
แฮชแท็กคีย์เวิร์ดปลุกเร้า
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
#ทำลายให้สิ้นสภาพ
#เขมรชนชั้นจัณฑาล
#กัมพูชายิงก่อน
#CambodiaOpenedFire
ฯลฯ
เหล่านี้คือตัวอย่างแฮชแท็กที่พบได้บ่อยในโซเชียลมีเดีย บางอย่างเริ่มมาจากกองทัพบกตั้งแต่เหตุปะทะรอบแรก เช่น #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด ที่ชวนคนไทยติดแฮชแท็กให้กำลังใจทหาร จนกลายเป็นประโยคฮิตยาวนานจนถึงตอนนี้ ยิ่งสถานการณ์ดำเนินไป แฮชแท็กอื่นๆ อีกมากมายก็ไล่เรียงตามกันมา อาจพอเข้าใจได้สำหรับชาวบ้านร้านรวงที่มีอารมณ์ร่วมและอยากแสดงออก
ทว่า ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมเผยแพร่แฮชแท็กเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญกลับกลายเป็นสื่อ (อีกแล้ว) จนน่าสงสัยว่าสื่อกำลังทำความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเสียเอง
รวมถึง #กัมพูชายิงก่อน และ #CambodiaOpenedFire ที่เป็นการสรุปเอาเองแล้วว่าเหตุปะทะเกิดขึ้นจากอะไร แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือเลยนับตั้งแต่การปะทะรอบแรกเมื่อกลางปี 2568 แต่สองแฮชแท็กนี้ก็ถูกใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสันในการโพสต์โซเชียลมีเดียของสื่อหลัก
จากการตรวจสอบและติดตามข้อมูลข่าวสารออนไลน์ร่วมกันของประชาไท Punch Up และ Neo Momentum พบว่าบนแพลตฟอร์ม X ช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มีนาคม 2569 ปรากฏว่าบัญชีที่ใช้สามแฮชแท็กนี้บ่อยที่สุดคือ 'ไทยรัฐทีวี (@Thairath_TV)' แบ่งเป็นสัดส่วนดังนี้ (หนึ่งโพสต์อาจมีหลายแฮชแท็ก)
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
มีทั้งหมด 212 โพสต์ เป็นของไทยรัฐ 63 โพสต์ (≈ 29.7%)
#CambodiaOpenedFire หรือ #กัมพูชายิงก่อน
มีทั้งหมด 155 โพสต์ เป็นของไทยรัฐ 57 โพสต์ (≈ 36.8%)
หนำซ้ำความถี่การใช้สามแฮชแท็กนี้ในสื่อหลักเพิ่งปรากฏบ่อยครั้งช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง จนเรียกได้ว่า นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โพสต์ที่ติด 3 แฮชแท็กนี้ แทบทั้งหมดมาจากไทยรัฐ (ดูกราฟต่อไป) แม้แต่โพสต์ที่ไม่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารโดยตรงก็ยังใส่ไว้ คำถามคือมีความจำเป็นอะไรที่สื่อโทรทัศน์ใช้การสื่อสารเช่นนี้ ในสถานการณ์นี้ที่การปะทะล่วงเลยมาหลายเดือนแล้ว อะไรคือจุดมุ่งหมายของการสื่อสาร

กราฟแสดงความถี่การใช้แฮชแท็ก #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire #กัมพูชายิงก่อน บนแพลตฟอร์ม X ช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มีนาคม 2569 แถบสีจางด้านซ้ายคือช่วงที่มีการปะทะรอบสอง (7-27 ธ.ค. 68) และกราฟสีเขียวแสดงจำนวนโพสต์ของไทยรัฐทีวี (รวมรวบข้อมูลและทำภาพประกอบโดย Neo Momentum และ Punch Up)

ตัวอย่างโพสต์ของไทยรัฐทีวีช่วงปลายมีนาคม 2569 ที่มีแฮชแท็ก #CambodiaOpenedFire
อย่างไรก็ตาม ดังที่เห็นว่าสื่อหลักโพสต์คลิปเกี่ยวกับเขมรทุกวัน แต่ก็ใช้แฮชแท็กปะปนกันไป ทั้งที่มีนัยความขัดแย้งในตัวมันเองเช่นสามแฮชแท็กที่กล่าวมา และแฮชแท็กทั่วๆ ไปอย่าง #ชายแดนไทยกัมพูชา #ทหารไทย #ทหารกัมพูชา ฯลฯ แต่เนื้อหาก็ยังเป็นไปในเชิงลบที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น คงไม่เกินจริงนักหากสรุปว่าสื่อโทรทัศน์เป็นสัดส่วนสำคัญของเรื่องนี้ที่ทำให้ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ระหว่างคนสองชาติดำเนินไปเรื่อยๆ แม้ตอนนี้ยังไม่มีเหตุปะทะก็ตาม
รายงานชิ้นนี้เพิ่มเติมเนื้อหาล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569
