Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

 

โดยนิยาม ‘แร่สำคัญ’ คือ แร่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ และมีความเสี่ยงด้านอุปทาน หรือเสี่ยงต่อการขาดแคลน ซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่น สหรัฐอเมริกาได้กำหนดแร่สำคัญของประเทศตนขึ้นมาประมาณ 50 ชนิด โดย ‘แร่หายาก’ ที่มีทั้งหมด 17 ธาตุ ก็รวมอยู่ในแร่สำคัญด้วย

ในเรื่องของเอ็มโอยูที่รัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกาลงนามร่วมกันเพื่อพยายามลดการผูกขาดในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของจีน [1] มีความเห็นที่น่าสนใจจากรัฐบาลและหน่วยงานราชการอยู่สามเรื่อง ดังนี้ (1) เอ็มโอยูไม่อยู่เหนือกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องขออนุญาตตามกระบวนการของกฎหมาย จะเปิดประมูลอย่างเสรี ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ (หรือประเทศอื่นใด) เป็นการเฉพาะ (2) กฎหมายแร่ของไทยเข้มงวดมาก มีการควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด และ (3) เอ็มโอยูมีลักษณะหลวม ๆ ไม่มีอะไรผูกมัด ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ นั้น ซึ่งพอให้คำรับรองเช่นนี้แล้ว ก็อาจจะทำให้ประชาชนที่ติดตามข่าวสารรู้สึกโล่งใจ หายห่วง หากจะมีการสำรวจและทำเหมืองขึ้นตามเอ็มโอยูก็รู้สึกปลอดภัย แต่ข้อเท็จจริงล้วนตรงกันข้าม กล่าวคือ

1. กฎหมายแร่ของไทยเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์ตามกรอบและเกินกรอบของกฎหมายได้ เหตุเพราะในช่วงของการบังคับใช้ตามกฎหมายแร่ฉบับเก่า (พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510) ที่ออกแบบให้ระบบสัมปทานปกติแบ่งเป็นสองขั้น ไม่สามารถลัดขั้นตอนได้ โดยผู้ประกอบการต้องเริ่มขอสัมปทานสำรวจแร่ (อาชญาบัตรประเภทต่าง ๆ) ก่อน หากสำรวจแร่แล้วพบปริมาณมากพอที่ประสงค์จะลงทุน จึงไปขอสัมปทานทำเหมืองแร่ (ประทานบัตร) ในขั้นตอนต่อไป แต่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) หรือกรมทรัพยากรธรณีเดิม ได้กระทำผิดพลาดสองกรณีใหญ่ด้วยการทำสัญญาให้สิทธิเอกชนครอบครองพื้นที่สำรวจและทำเหมืองแร่ เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนดำเนินการ ‘สำรวจแร่’ และ ‘ทำเหมืองแร่’ บนพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ๆ ซึ่งเป็นการทำสัญญาจับจองพื้นที่แหล่งแร่เพื่อการ ‘สำรวจแร่’ และ ‘ทำเหมืองแร่’ ล่วงหน้าไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้รับอาชญาบัตรให้สำรวจแร่และประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ตามกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งไม่มีบทบัญญัติมาตราใดของกฎหมายแร่ฉบับเก่าให้ทำสัญญาลักษณะนี้ได้

โฆษณา - Advertising

สัญญาสองฉบับดังกล่าว คือ (1) สัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตชในจังหวัดอุดรธานี เป็นสัญญาให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่โปแตชหลายอำเภอในจังหวัดอุดรธานี ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ 1.5 ล้านไร่ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://prachatai.com/journal/2022/07/99655) และ (2) สัญญาว่าด้วยการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่  พื้นที่น้ำคิว – ภูขุมทอง เป็นสัญญาให้สิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในหลายอำเภอของจังหวัดเลย ครอบคลุมพื้นที่ 340,615 ไร่ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tcijthai.com/news/2013/30/archived/3146)

พอเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 บังคับใช้แทน กพร. จึงได้ออกแบบสัมปทานให้เป็นสองระบบที่ขัดแย้งกันขึ้นมา โดยซ่อนบทบัญญัติเพื่อลบล้างความผิดจากการไปทำสัญญาสองฉบับดังกล่าวเอาไว้ในมาตรา 21[2] และมาตรา 138[3] เพื่อนำไปฟอกหรือบังคับใช้ย้อนหลังให้สัญญาดังกล่าวถูกกฎหมายขึ้นมา และเพื่อรองรับการทำสัญญากับกรณีอื่น ๆ อีกในอนาคต

สาระสำคัญของทั้งสามมาตรา ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถนำเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง (Mining Zone) มาประกาศให้มีการประมูลได้ เพื่อให้ผู้ชนะการประมูลได้สิทธิในการสำรวจแร่และทำเหมืองในพื้นที่นั้นได้ (เหมือนกับสัญญาสองฉบับที่กล่าวมา) แล้ว กพร. ยังสามารถช่วยเหลือผู้ประมูลได้ด้วยเป็นผู้ขอประทานบัตรและจัดทำรายงาน EIA ได้ด้วยตนเอง และเมื่อ EIA ได้รับความเห็นชอบแล้ว ก็สามารถนำพื้นที่/โครงการทำเหมืองนั้นออกประมูลให้แก่เอกชนหรือรัฐได้

ผลจากการนี้ได้ทำให้ระบบสัมปทานปกติที่ต้องเริ่มขอสัมปทานสำรวจแร่ก่อน แล้วจึงค่อยไปขอสัมปทานทำเหมืองแร่ในขั้นตอนต่อไป ถูกหักล้างด้วยการประมูลให้สิทธิสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ล่วงหน้าไว้ก่อนได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รับอาชญาบัตรให้สำรวจแร่และประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่ตามกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งในกฎหมายแร่ฉบับเก่าถือว่าเป็นการให้สิทธิที่เกินไปกว่าตัวบทกฎหมาย แต่ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่กลับถูกฟอกให้เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย ตรงนี้เองคือการเอื้อประโยชน์ตามกรอบของกฎหมายแร่

โฆษณา - Advertising

เมื่อเห็นภาพของกฎหมายแร่ที่เปิดช่องให้มีการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประมูลเอกชนหรือรัฐชัดเจนเช่นนี้แล้ว จึงเห็นภาพของเอ็มโอยูชัดเจนขึ้นตามไปด้วย โดยมันจะมีลักษณะคล้าย ๆ หรือเข้ามาทำหน้าที่แทนสัญญาสองฉบับที่กล่าวมา ซึ่งเป็นสัญญาที่ผิดกฎหมายแร่ฉบับเก่า แต่กลับถูกกฎหมายแร่ฉบับใหม่ เพื่อคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของผู้ประมูลอีกชั้นหนึ่ง เสมือนเป็นเกราะป้องกันที่ครอบลงไปในสัมปทานสองระบบที่ขัดแย้งกันอีกชั้นหนึ่ง เพื่อคอยเอื้อประโยชน์และอำนวยความสะดวกอย่างถึงที่สุดให้แก่เป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐฯตามที่ร้องขอมา ซึ่งถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ที่เกินไปกว่ากรอบของกฎหมายแร่

2. ต่อเนื่องจากข้อ 1. กฎหมายแร่ของไทยมีลักษณะผ่อนปรนและหละหลวมมาก ไม่สามารถนำมาใช้ในการควบคุม กำกับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพและความรับผิดชอบต่อปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสำรวจและทำเหมืองแร่ได้เลย

อาจจะเป็นเพราะกฎหมายแร่ได้กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก โดยเฉพาะกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มีบทบาทและหน้าที่ย้อนแย้งกันสองประการควบคู่กัน ได้แก่ หนึ่ง – มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน เชิญชวนเอกชนให้ทำการลงทุนสำรวจและทำเหมืองแร่ชนิดและประเภทต่าง ๆ และสอง – มีหน้าที่ในการควบคุม กำกับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสำรวจและทำเหมืองแร่ แต่ปรากฏว่า กพร. กลับบกพร่องในบทบาทและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยเน้นหนักไปที่การส่งเสริม สนับสนุน เชิญชวนเอกชนให้ทำการลงทุนสำรวจและทำเหมืองเป็นหลักแต่เพียงด้านเดียว ส่วนอีกด้านหนึ่งกลับเพิกเฉยและไร้ความรับผิดชอบ

เพราะหากกฎหมายแร่ไทย (รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ) เข้มงวดจริง ผลกระทบจากการทำเหมืองที่ยุติการประกอบกิจการแล้ว และที่ยังประกอบกิจการอยู่ ที่เป็นกรณีที่ได้รับความสนใจและถูกให้ความสำคัญมาก ๆ ในสังคมไทย อาทิเช่น (1) การทำเหมืองแร่ดีบุกที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช คงไม่เกิดการแพร่กระจายของสารหนูจนทำให้ประชาชนที่นั่นเป็นไข้ดำที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งจำนวนหลายพันคน (2) สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอันดามันโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระนองและพังงา ก็คงไม่ถูกทำลายเสียหายจากการทำเหมืองดีบุกในทะเล (3) ผู้คนที่บ้านคลิตี้ล่าง ที่ ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ก็คงไม่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองตะกั่วจนเจ็บไข้ได้ป่วยและเสียชีวิตหลายสิบคน (4) การทำเหมืองสังกะสีที่ลุ่มน้ำแม่ตาวและแม่กุ อ.แม่สอด จ.ตาก ก็คงไม่มีแคดเมียมกระจายปนเปื้อนไปทั่วทั้งในลำน้ำและผืนดินจนทำให้ประชาชนที่นั่นมีอาการโรคไตรุนแรง ทั้งเจ็บป่วยเรื้อรังและเสียชีวิต หลายพันคน (5) การทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ก็คงไม่ทำให้ประชาชนที่นั่นได้รับสารพิษจากกำมะถัน ต้องเจ็บป่วยและเสียชีวิตไปหลายร้อยคน (6) การทำเหมืองทองคำที่จังหวัดพิจิตรและเลย ก็คงไม่มีสารโลหะหนักหลายชนิดปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอยู่ในร่างกายมนุษย์หลายร้อยคน (7) การทำเหมืองทองคำ แร่หายาก แร่สำคัญ และแร่อื่น ๆ ในประเทศพม่าและลาว ก็คงไม่ก่อปัญหาและผลกระทบข้ามพรมแดนมาที่ลุ่มแม่น้ำกก สาย รวกและโขง ที่นับวันจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้หมู่บ้านและชุมชนหลายแห่งไม่สามารถใช้น้ำดิบผลิตประปาและทำการเกษตรได้อีกต่อไปแล้ว

โฆษณา - Advertising

ตลอดจนพืช สัตว์ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่สำคัญต่อห่วงโซ่อาหารก็เกิดผลกระทบรุนแรงจนมิอาจประเมินได้ในทุกพื้นที่ที่กล่าวมา ที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่กล่าวมาไม่ได้

3. เอ็มโอยูมีลักษณะเปิดกว้างมาก ไม่ใช่หละหลวม เพราะต้องการเปิดประเทศรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากแร่สำคัญตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การผลิต จากต้นสู่ปลายน้ำ ทั้งการสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ การทำให้บริสุทธิ์ การผลิตแม่เหล็กความเข้มข้นสูงและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ การรีไซเคิล ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรวมและสะสมสารพิษรุนแรงจากกระบวนการเหล่านี้

ดังนั้น จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งสามข้อ การที่บอกว่าเอ็มโอยูดังกล่าวเมื่อดำเนินการภายใต้กฎหมายแร่และกฎหมายอื่น ๆ ของไทยแล้ว ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าไม่เอื้อประโยชน์ ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย และปลอดภัยนั้น เป็นความเข้าใจผิด

ยิ่งเมื่อดูตัวเลขการผลิตแร่หายากอันดับต้น ๆ สี่อันดับแรกของโลก จะเห็นชัดเจนขึ้นว่าเอ็มโอยูดังกล่าวต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทิศทางใด ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Geological Survey : USGS) ได้จัดทำรายงานสรุปสินค้าแร่ประจำเดือนมกราคม 2568 สำหรับแร่หายาก [4] โดยจีนมีการผลิตในปีที่แล้วสูงเป็นอันดับแรก 270,000 ตัน อเมริกามีการผลิตในปีที่แล้วเป็นอันดับสอง 45,000 ตัน ส่วนเมียนมามีการผลิตในปีที่แล้วเป็นอันดับสาม 31,000 ตัน ส่วนไทยมีการผลิตในปีที่แล้วเป็นอันดับสี่ 13,000 ตัน (เท่ากับออสเตรเลีย)

โฆษณา - Advertising

ตัวเลขการผลิตแร่หายากที่น่าสนใจอยู่ที่เมียนมาและไทย สำหรับเมียนมานั้นแม้จะเป็นประเทศที่ไม่มีปริมาณสำรองแร่หายากเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ต่างจากจีน สหรัฐฯและไทยที่มีปริมาณสำรองแร่หายากประมาณ 44 ล้านตัน 1.9 ล้านตัน และ 4,500 ตัน ตามลำดับ แต่ USGS เคยประเมินปริมาณสำรองแร่หายากชนิดหนักของเมียนมาเอาไว้ที่ประมาณ 1.2 ล้านตัน (ยังไม่นับรวมปริมาณสำรองแร่หายากชนิดเบา) ซึ่งในรอบเกือบสิบปีมานี้เมียนมาได้ผลิตแร่หายากสูงถึงร้อยละ 13 ของการผลิตทั่วโลกในแต่ละปี ซึ่งทั้งหมดถูกส่งออกไปจีน โดยข้อมูลศุลกากรของจีนเผยว่าในปี 2566 เมียนมาส่งออกแร่หายากชนิดหนักให้จีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98 ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน [5] แม้หลายปีที่ผ่านมาเมียนมาจะผลิตแร่หายากในปริมาณเกิน 30,000 ตันต่อปี ก็ถือว่าเป็นการผลิตที่ไม่เกินตัว หากเทียบกับปริมาณสำรองแร่หายากที่ตัวเองมี แต่สำหรับไทยที่มีปริมาณสำรองแร่หายากน้อยมากเพียง 4,500 ตัน ในปีที่ผ่านมากลับมีการผลิตเกินตัวไปมากถึง 13,000 ตัน ซึ่งเป็นนำเข้าแร่หายากจากประเทศอื่นมาผลิตทั้งหมด เพราะประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่หายากสักแห่งเดียว

ด้วยตัวเลขเหล่านี้ และด้วยกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนปรน ทำให้การผลิตมีต้นทุนต่ำ จีนมองว่าเมียนมามีบทบาทสูงมากในการทำให้ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลกที่จีนผูกขาดอยู่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะแร่หายากชนิดหนักที่นับวันจะมีการทำเหมืองลดลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในจีน

ส่วนสหรัฐฯ ก็มองว่าไทยมีความสามารถผลิตแร่หายากเกินตัวได้มากกว่านี้ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสำรวจแร่หายากให้เข้มข้นขึ้นด้วยเทคโนโลยีจากสหรัฐฯที่ก้าวหน้ากว่า เพื่อหวังจะมีการทำเหมืองแร่หายากในประเทศไทยเอง รวมถึงมองเห็นไทยเป็นศูนย์กลางนำเข้าแร่ดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำการผลิตให้มากยิ่งขึ้น และหวังใช้ไทยเป็นสมรภูมิห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญตรงแนวรบด้านตะวันออกเฉียงใต้ที่สหรัฐฯสูญเสียอิทธิพลระดับโลกไปตั้งแต่หลังสงครามเย็น เพื่อทำลายความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญของโลกที่จีนผูกขาดอยู่ ด้วยการแย่งผลผลิตแร่สำคัญ (โดยเฉพาะแร่หายาก) ของเมียนมาไม่ให้ส่งออกไปให้จีนฝ่ายเดียว โดยใช้ไทยเป็นแหล่งผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

แม้มหาอำนาจทั้งสองประเทศจะแข่งขันแย่งชิงกัน แต่มีวิธีคิดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คล้าย ๆ สงครามตัวแทนในยุคสงครามเย็น ที่มหาอำนาจไม่ได้ทำสงครามในประเทศตัวเอง แต่ใช้ประเทศพันธมิตรรบราฆ่าฟันกันแทน ในเรื่องเอ็มโอยูดังกล่าวก็พยายามใช้เมียนมาและไทยให้เป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญเพื่อแบกรับต้นทุนด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนแทนประเทศตน.

โฆษณา - Advertising

 

อ้างอิง

[1] Memorandum of Understanding Between the Government of the United States of America and the Government of the Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments (ลงนามเมื่อ 26 ตุลาคม 2568)

[2] มาตรา 21 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจนำพื้นที่ที่แผนแม่บทกำหนดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง และได้มีการสำรวจเบื้องต้นแล้วปรากฏว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง มาประกาศให้มีการประมูลแหล่งแร่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้ผู้ชนะการประมูลได้สิทธิในการสำรวจแร่และทำเหมืองในพื้นที่นั้น

หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการประมูล และการยกเลิกการประมูล ตลอดจนการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

ประกาศตามวรรคสองอย่างน้อยต้องกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลให้มีการแข่งขันโดยเสรีและเป็นธรรม สัดส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนหรือการแบ่งปันผลผลิตแก่รัฐ และสัดส่วนที่จะแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันเป็นที่ตั้งของเขตพื้นที่การทำเหมืองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเขตติดต่อกับเขตพื้นที่การทำเหมืองซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองด้วย โดยต้องพิจารณากำหนดให้เหมาะสมตามชนิดของแหล่งแร่ที่จะนำมาประมูล

ผู้ชนะการประมูลตามวรรคหนึ่งต้องขออนุญาตและดำเนินการสำรวจแร่หรือทำเหมืองตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีที่พื้นที่ตามวรรคหนึ่งมีคำขออาชญาบัตรหรือคำขอประทานบัตรที่ได้ยื่นไว้แล้ว ให้ถือว่าเป็นคำขอที่ไม่อาจอนุญาตได้ และให้จำหน่ายคำขอดังกล่าวออกจากทะเบียนคำขอ เว้นแต่ในกรณีที่คำขอนั้นทับซ้อนพื้นที่ตามวรรคหนึ่งบางส่วน ให้ส่วนที่ไม่ทับซ้อนยังคงดำเนินการเพื่อการอนุญาตหรือไม่อนุญาตคำขอนั้นต่อไปได้

[3] มาตรา 138 หากปรากฏว่าพื้นที่ใดน่าจะมีแร่เหมาะสมเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการแร่อาจให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จัดทำเอกสารที่จำเป็นในการขอประทานบัตร และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่นั้นเพื่อขอความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติก่อนออกประทานบัตรให้ทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าว

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าพื้นที่นั้นมีผู้ยื่นคำขออาชญาบัตรหรือคำขอประทานบัตรอยู่แล้ว ให้นำบทบัญญัติมาตรา 21 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่นั้นได้รับความเห็นชอบแล้วตามวรรคหนึ่ง ใน

การออกประทานบัตรกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อาจนำพื้นที่นั้นออกประมูลโดยให้นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ประกาศกำหนดตามมาตรา 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม  ทั้งนี้ ให้ผู้ออกประทานบัตรพิจารณาให้ผู้ประกอบการตามมาตรา 137 (1) มีสิทธิได้รับการคัดเลือกก่อน

ผู้ชนะการประมูลตามวรรคสามต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประทานบัตร และต้องชำระค่าใช้จ่ายที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ดำเนินการไปตามวรรคหนึ่งทั้งหมดในวันที่ได้รับประทานบัตร

[4] U.S. Geological Survey, Mineral Commodity Summaries, January 2025

[5] https://discoveryalert.com.au/myanmar-crucial-china-rare-earth-dominance-2025/?utm_source=chatgpt.com

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising