Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในการเลือกตั้งปี 2566 ถ้ากรณีพรรคเพื่อไทยหันไปจับมือกับพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยผลักพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชนในปัจจุบัน) เป็นฝ่ายค้าน คือ การตระบัดสัตย์ ก็ต้องนับการทำ MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ที่ทำให้นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นการตระบัดสัตย์ด้วย

ต่อให้ผลของการทำ MOA ได้คำถามประชามติมาหนึ่งข้อในการเลือกตั้งสามสี่วันที่จะถึงนี้ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ก็ยังมิอาจลบการตระบัดสัตย์ของเหตุการณ์ดังกล่าวออกไปจากความทรงจำได้

ด้านหนึ่งของ MOA น่าจะเป็นการสื่อสารกับประชาชนว่าพรรคประชาชนเห็นว่าช่องทางนี้คือช่องทางเดียวที่เห็นอยู่ในเวลานั้นในการเปิดประตูสู่การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นไปได้จริง แต่อีกด้านหนึ่งของ MOA น่าจะเป็นการส่งสารถึงชนชั้นนำว่าพรรคประชาชนพร้อมถอยตัวเองออกมาจากจุดยืนที่แข็งแกร่งของตน พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นสีส้มที่จางลง เพื่อหวังที่จะเป็นรัฐบาลในอนาคตโดยที่ชนชั้นนำไม่ขัดขวาง

แต่ทำไมจะต้องทำ MOA ให้ยุ่งยากซับซ้อนด้วย ทั้งที่โอกาสที่ดีที่สุดที่พรรคประชาชนจะผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญตามความปรารถนาของตน ที่สามารถไปได้ไกลกว่าประชามติหนึ่งข้อ ก็คือร่วมเป็นรัฐบาลกับอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็จะทำให้ชนชั้นนำได้ไว้วางใจมากขึ้นที่พรรคประชาชนสามารถเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคอนุรักษ์นิยมสายตรงของชนชั้นนำอย่างพรรคภูมิใจไทยได้

โฆษณา - Advertising

นั่นแสดงว่า การทำ MOA ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อจะให้พรรคภูมิใจไทยผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ (โดยหวังเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. ที่พรรคภูมิใจไทยคุมเอาไว้) อย่างเดียวหรอก แต่ MOA น่าจะเป็นใบอนุญาตใบที่ 1 ที่พรรคประชาชนต้องการสื่อสารกับชนชั้นนำมากกว่าว่าพร้อมเป็นรัฐบาล โดยจะระมัดระวังไม่ทำให้เกิดความระคายเคืองใดๆ ขึ้น

เหตุการณ์ฝังใจนับตั้งแต่การตระบัดสัตย์ของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนจึงเห็นว่าหนทางที่จะเป็นรัฐบาลได้นั้น โดยที่จะไม่ถูกพรรคเพื่อไทยและพรรคอนุรักษ์นิยมต่างๆ ร่วมกันกลั่นแกล้งรังแกอีก ก็ต้องทำให้พรรคตนได้ ส.ส. เกินจำนวน 250 ซึ่งการจะได้มาซึ่งจำนวนนั้นต้องได้คะแนนเสียงจากประชาชนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเสียง มากกว่าครั้งเลือกตั้งปี 2566 เกือบ 6 ล้านเสียง ด้วยเหตุนี้เอง พรรคประชาชนจึงได้ลดทอนนโยบายที่ก้าวหน้าของตัวเองให้อ่อนลงเพื่อหวังคะแนนเสียงใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ประชาชนฝ่ายก้าวหน้าโดยตรง แต่อยู่ก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างหลายเฉดสี

และเมื่อดูรายชื่อของเทคโนแครต หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนิทแนบแน่นกับรัฐและทุน ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับประชาชนที่ร่วมกันก่อร่างสร้างพรรคเลย มาเป็นว่าที่รัฐมนตรีหรือเข้ามามีตำแหน่งสำคัญในพรรค จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนพร้อมเป็นรัฐบาลมากกว่าในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเทคโนแครตเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญในแง่ยกระดับความรู้ความสามารถของพรรคในการบริหารประเทศให้มากขึ้นหรอก แต่เทคโนแครตเหล่านี้มีความสำคัญในแง่ที่เป็นใบอนุญาตใบที่ 2 ที่จะทำให้ชนชั้นนำไว้เนื้อเชื่อใจให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้มากกว่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ยอมลดทอนผ่อนปรนตัวเองถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้อยู่ดีว่าชนชั้นนำจะยินยอมให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ คงต้องรอลุ้นหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะพึงพอใจหรือไม่จากการกระทำของพรรคประชาชน ก็ต้องถือว่าบทเรียนและประสบการณ์เหล่านี้เป็นผลดีต่อประชาชนและขบวนประชาชน โดยเฉพาะประชาชนและขบวนประชาชนที่มีส่วนร่วมสร้างพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกลและประชาชนขึ้นมา แม้ว่าตอนสร้างพรรค เขาอยากได้ทั้งจำนวนนับ พลังความคิดและภาพลักษณ์ในการเป็นฝ่ายก้าวหน้าของนักกิจกรรมทางสังคม เอ็นจีโอและขบวนประชาชนที่ต่อสู้กับรัฐและทุนเข้าไปร่วมสร้างพรรค แต่พอพรรคเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลการเลือกตั้ง กลับเห็นว่าจำนวนนับของนักกิจกรรมทางสังคม เอ็นจีโอและขบวนประชาชนที่ร่วมสร้างพรรคมีจำนวนเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะทำให้พรรคได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นได้ก็ตาม

บทเรียนและประสบการณ์ที่ดีนั้นตั้งอยู่บนฐานความคิดความเชื่อที่ว่า ประชาชนและขบวนประชาชนมิควรหวังพึ่งประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ เพราะพรรคการเมืองส่วนใหญ่มีวัฎจักรชีวิตสั้นต่อประชาชนและขบวนประชาชน จะตอบสนองต่อความปรารถนาของประชาชนและขบวนประชาชนที่สนับสนุนพวกเขาในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลืออยู่ของพวกเขาเหล่านั้นมักอยู่ภายใต้การครอบงำของกลุ่มทุนและชนชั้นนำเสมอ

.เพราะการเมือง/พรรคการเมืองมักมีอำนาจอะไรบางอย่างที่บังคับให้ประชาชน/ขบวนประชาชนถอยห่างจากจุดที่ยืนอยู่เสมอ เช่น เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคัดค้านเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำโขง แต่อำนาจของทุนที่ห่มคลุมการเมือง/พรรคการเมืองมักจะหาหนทางให้เราอยู่ร่วมกับเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำโขงให้ได้ เป็นต้น จึงเป็นโจทย์ท้าทายอย่างยิ่งว่าเราควรเลือกพรรคการเมืองจากจุดที่เรายืนอยู่ หรือเราควรเลือกพรรคการเมืองโดยออกมาจากจุดที่เรายืนอยู่

ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ พฤติกรรมของพรรคประชาชนสองเรื่อง คือ MOA และเทคโนแครต เป็นพฤติกรรมที่ชัดเจนมากว่าพรรคประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญในการเป็นพรรคของ ‘มวลชน’ ที่ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มของประชาชนให้มีพลังต่อรองกับรัฐและทุน สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการเป็นพรรคของ ‘ประชาชน’ ที่เน้นเรื่องสิทธิและเสรีภาพของแต่ละบุคคลหรือปัจเจกชนเป็นหลัก

โฆษณา - Advertising

นี่คือข้อท้าทายสำคัญว่า เมื่อพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะถอยห่างจากประชาชน/ขบวนประชาชนที่ให้การสนับสนุนเขาไปเรื่อยๆ หรือไม่ อย่างไร และข้อท้าทายนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชน/ขบวนประชาชนในสังคมไทยจะต้องคิดให้มากยิ่งขึ้น หากพรรคประชาชนถอยห่างจากประชาชน/ขบวนประชาชนจริง เราจะสร้างพรรคการเมืองใหม่ๆ ของประชาชนขึ้นมาทดแทนได้อย่างไร.

 

 

 

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising