ในการเลือกตั้งปี 2562 คนไทยล้วนเต็มไปด้วยความหวังว่าเสียงของพวกเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ หลังจากอยู่ในยุคเผด็จการมาอย่างยาวนาน เฉกเช่นการเลือกตั้งปี 2566 แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับทำให้รู้สึกท้อแท้และผิดหวัง เสียงของพวกเราทุกคนไม่ว่าจะดังมากแค่ไหน กลับแพ้เสียงของคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
เราทุกคนจึงล้วนตั้งคำถามต่อการเลือกตั้งปี 2569 ว่าแท้จริงแล้วเสียงของประชาชน มีค่าต่อการกำหนดหน้าตาประเทศจริงหรือไม่ หรือแท้จริงเป็นเพียงแค่เสียงของคนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น ที่จะมีผลต่อการกำหนดตาหน้าของประเทศนี้
สาเหตุของความสิ้นหวังต่อระบบการเลือกตั้งไทย
หากเราพูดถึงความสิ้นหวังต่อระบอบเลือกตั้งในหมู่ประชาชน สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ประชาชนไม่สนใจการเมือง ประชาชนไม่ได้นอนหลับทับสิทธิเลือกตั้ง แต่ตรงกันข้าม มันเกิดจากการที่ประชาชนเคยเชื่อมั่น เคยมีความหวังและเคยออกไปใช้สิทธิ์ด้วยความรู้สึกแบบนั้น ในการเลือกตั้งสองครั้งที่ผ่านมา คนจำนวนมากไม่ได้อยู่เฉยๆ เราถกเถียงพูดคุยประเด็นการเมืองอย่างเข้มข้น เราติดตามนโยบายของทุกพรรคที่เราชื่นชอบ ในความเชื่อว่าอย่างน้อยเสียงของเราจะมีค่าและถูกนับอย่างเป็นธรรมในระบบการเมืองของประเทศนี้
แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมา กลับสะท้อนว่าเสียงของพวกเราไม่ได้มีคุณค่าเลย ต่อให้เสียงเราจะดังเพียงแค่ไหน ชนะมาด้วยคะแนนเท่าไหร่หรือเราจะจับมือกับพรรคที่มีอุดมการณ์คล้ายกันมากแค่ไหน เสียงของพวกเราก็แพ้กลไกที่สร้างขึ้นจากคนเพียงไม่กี่กลุ่มอยู่ดี ความศรัทธาต่อระบบเลือกตั้งจึงค่อยๆ ถูกลดคุณค่าลงจากกลไกที่ฝังไว้ และผมจึงไม่แปลกเลยที่วันนี้ ใครหลายคนจะรู้สึกท้อหรือสิ้นหวังกับการเลือกตั้ง
จุดตัดของทางเดินสีเทา
ผมคิดว่านี่ต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เราทุกคนท้อแท้กับระบอบการเมืองประเทศนี้ มาในวันนี้เรากำลังยืนอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจบางอย่างร่วมกัน จุดที่ความท้อและความสิ้นหวังได้เริ่มกลายเป็นคำถามว่า “หรือจริงๆ การเลือกตั้งอาจไม่ใช่คำตอบของประเทศนี้อีกต่อไป” ในจุดๆ นี้เองผมเรียกมันว่า ‘ทางเดินสีเทา’เป็นทางเดินที่ยังพอให้คนในสังคมมีความหวังหลงเหลืออยู่ และเป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยความลังเล ไม่แน่ใจ และความไม่เชื่อมั่นต่อระบอบที่เรามี
ทางเดินสายนี้ ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เรายังพอเห็นคนเก่ง คนมีความสามารถ อยากเข้ามาทำงานเพื่อประเทศให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เรายังคงเห็นประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่อยากยอมแพ้ต่อโครงสร้างอำนาจเดิม แต่ในขณะเดียวกันทางเดินสายนี้ ก็ยังคงเต็มไปด้วยการทรุจริตคอร์รัปชันจำนวนมาก มีระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับคนเพียงไม่กี่กลุ่ม ความรู้สึกแบบนี้เอง ที่ค่อยๆผลักให้เราเดินเข้าใกล้ ‘ทางแยก’ มากขึ้น ทางแยกที่จะไม่ใช่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นทางแยกที่จะเป็นแยกแห่งการตัดสินใจอนาคตหน้าตาของประเทศไทยให้เปลี่ยนไปตลอดกาล
ทางแยกที่เรากำลังยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ได้มีป้ายบอกทางชัดเจนว่าทางไหนคือทางที่ถูกต้อง มันไม่ใช่ทางแยกระหว่าง ‘ความดี’ หรือ ‘ความเลว’ และมันไม่ใช่ทางระหว่าง ‘ประชาธิปไตย’ หรือ ‘เผด็จการ’ เฉกเช่นการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา แต่มันเป็นทางแยกระหว่างการปล่อยให้ความท้อแท้ค่อยๆ กลืนเสียงของพวกเราไปทีละนิดกับการยอมรับความจริงว่า แม้ระบบของประเทศนี้จะบิดเบี้ยวแค่ไหนก็ตาม เราจะไม่เลือกอะไรเลย หลายคนอาจจะหันหลังให้การเมือง เลือกไม่คาดหวังเพื่อไม่ให้ผิดหวังเฉกเช่นที่ผ่านๆมา เลือกเงียบ เพราะการส่งเสียงดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร การเลือกแบบนี้ไม่ใช่ความผิด มันคือกลไกป้องกันตัวเองของคนที่เคยเชื่อ เคยมีความหวัง และเคยเจ็บมาแล้ว
แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะเดินต่อ ทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์ข้างหน้าอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่คล้ายเดิม เลือกที่จะออกไปใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าระบบประเทศนี้มีความยุติธรรม แต่พวกเขาเลือกที่จะไป เพราะไม่อยากให้อนาคตประเทศนี้ ยอมรับกลไกที่บิดเบี้ยวและส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกหลานเขาในอนาคต
การยืนยันตัวตน หรือการจำนนด้วยเงียบงัน
การเลือกตั้งปี 2569 อาจไม่ใช่การเลือกตั้งที่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนชีวิตของผู้คนไปในชั่วข้ามคืน อาจไม่ใช่จุดจบของโครงสร้างอำนาจเดิม และอาจไม่ได้ใช่คำตอบสุดท้ายของการเมืองไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มันอาจจะเป็น ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์’ อย่างหนึ่ง ว่าท่ามกลางระบบที่พยายามจะลดคุณค่าของเสียงประชาชน เรายังเลือกจะไม่ลดคุณค่าของเสียงของตัวเองลงไปด้วย
สุดท้ายแล้ว คำถามในใจของพวกเราอาจไม่ใช่คำถามว่า “การเลือกตั้งยังมีความหมายหรือไม่” แต่คำถามที่ตรงไปตรงมามากกว่านั้นคือ เราจะยอมให้ความท้อแท้เป็นสิ่งที่พรากสิทธิในการกำหนดอนาคตของเราไปหรือเราจะเลือกแบกความหวังแล้วเดินทางต่อไป ทั้งที่รู้ว่ามันยาก ทางแยกตรงข้างหน้าไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัว และไม่มีใครมาการันตีว่าทางไหนจะพาเราสู่ประเทศที่ดีกว่า สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ อนาคตของประเทศนี้ จะไม่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของใครบางคนอย่างแน่นอน หากเราทุกคนร่วมตัดสินใจด้วยกันในวันที่ยืนอยู่หน้าทางแยก
การเลือกตั้งอาจไม่ใช่เครื่องมือที่จะเปลี่ยนประเทศได้ทันที และอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาการเมืองไทย แต่การยอมแพ้ต่อความสิ้นหวังไปตั้งแต่วันนี้ คือการยอมสละเสียงของพวกเราและยกเสียงนั้นให้กับกลไกที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนเป็นคนกำหนดอนาคตแทนเราอย่างสมบูรณ์แบบ
