ปรัชญาสายคานท์ (Kantianism) ซึ่งมีนักปรัชญาสำคัญที่วางรากฐานทางศีลธรรมและการเมืองสมัยใหม่ เช่น Immanuel Kant, John Rawls, Jürgen Habermas, Onora O'Neill, Christine Korsgaard เป็นต้น มักถูกวิจารณ์ว่าเสนอ “หลักการนามธรรม” ที่ขาดการพิจารณาปัญหาในโลกของความเป็นจริง แต่ผมคิดว่าปรัชญาสายคานท์พยายามหาวิธีการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ในโลกของความเป็นจริงมากกว่า ตัวอย่างเช่น
- ในโลกของความเป็นจริง คนส่วนใหญ่มักทำอะไรตามๆ กัน คือทำตามกฎที่อำนาจรัฐ, ศาสนจักรกำหนดไว้และบังคับให้ทำตาม หรือทำตามอิทธิพลความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมทางสังคม กระแสสังคม และอื่นๆ
ปรัชญาสายคานท์จะชวนเราตั้งคำถามว่ากฎต่างๆ เหล่านั้น และอิทธิพลความเชื่อต่างๆ เหล่านั้น เป็นกฎหรือความเชื่อที่เคารพการใช้เหตุผลและเสรีภาพของเราหรือไม่ และตัวเราเองในฐานะปัจเจกบุคคลควรตกอยู่ใต้บงการของกฎเหล่านั้น และถูกครอบงำด้วยความเชื่อต่างๆ นานาเหล่านั้น หรือเราควรเป็นผู้ที่สามารถใช้เหตุผลของตนเอง ใช้ความคิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง และใช้เสรีภาพบัญญัติกฎต่างๆ ขึ้นมาใช้ปกครองตนเองได้ ทั้งกฎทางศีลธรรม และกฎกติกาทางการเมือง
- ในโลกของความเป็นจริง เรามักจะ “เคยชิน” กระทั่ง “ชินชา” กับการอ้างกฎต่างๆ อย่างขาดความคงเส้นคงวา ทั้งการอ้างกฎทางศีลธรรม, ทางการเมือง และในกระบวนการยุติธรรม ความไม่คงเส้นคงวาของการอ้างกฎต่างๆ เหล่านั้น มักขึ้นอยู่กับฝ่ายใดมีอำนาจบัญญัติกฎและควบคุมการใช้กฎ หรือหลายๆ ครั้ง ก็เกิดจากการต่อรอง และการประนีประนอมอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ แต่กลับเป็นฝ่ายรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรัชญาสายคานท์จะชวนเราตั้งคำถามว่าสังคมจะเป็นอย่างไร หากเรายอมรับการอ้างกฎหรือการใช้กฎทางศีลธรรม, การเมือง, กระบวนการยุติธรรม และอื่นๆ อย่างไม่คงเส้นคงวา หรือไม่เป็น “มาตรฐานเดียวกัน” อย่างสม่ำเสมอ
ผลตามมาที่เราเห็นตรงกันได้ไม่ยากเลยคือ ทั้ง “ศีลธรรม (ศาสนา) การเมือง และกระบวนการยุติธรรม” ย่อมถูกกลุ่มชนชั้นนำที่ผูกขาดอำนาจรัฐและศาสนจักรใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ถูกปฏิบัติเหมือนเป็น “เครื่องมือ” คือถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรรม หรือไม่เคารพเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ข้อเสนอทางแก้ปัญหาใหญ่ๆ สองเรื่องนี้ ตามกรอบคิดปรัชญาสายคานท์ คือ
1. เราต้องยืนยัน “อิสรภาพ” (autonomy) ของตัวตนของเราทุกคนในฐานะปัจเจกบุคคลก่อนว่าเราไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ต้องคอยแต่จะเชื่อฟังและทำตามกฎที่รัฐ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมและอื่นๆ กำหนดให้ทำตามเท่านั้น แต่เราสามารถใช้เหตุผล ใช้ความคิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง และใช้เสรีภาพบัญญัติกฎศีลธรรมและกฎกติกาทางการเมืองขึ้นมาใช้ปกครองตนเอง และใช้ร่วมกันกับทุกคนในฐานะเป็น “กฎสากล/กฎทั่วไป” ที่ปกป้องเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนได้
ในแง่นี้ตีความได้ว่าปรัชญาสายคานท์สนับสนุน “สิทธิเท่าเทียมในการออกเสียงบัญญัติกฎ” และ “สิทธิมนุษยชน” ของพลเมืองทุกคนในสังคมประชาธิปไตย
2. เราต้องยืนยันเจตจำนงทั่วไป (general will) ในการเคารพกฎสากลที่เราบัญญัติขึ้น พูดอีกอย่างคือ “กฎใดๆ จะเป็นกฎที่สมเหตุสมผลที่ทุกคนควรเคารพ” หรือยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ก็เพราะเป็นกฎที่เราบัญญัติขึ้นเพื่อตัวเราเอง หรือเพื่อปกป้องการใช้เหตุผล การมีเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเราเองทุกคน และเราต้องยืนยัน “ความคงเส้นคงวา” (consistency) ในการทำตามกฎให้เป็นมาตรฐานเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
ในแง่นี้ตีความได้ว่าปรัชญาสายคานท์สนับสนุน “หลักนิติรัฐ” (rule of law) ในระบอบประชาธิปไตย ที่ถือว่าที่มาของระบบนิติบัญญัติต้องสอดคล้องกับเจตจำนงทั่วไปของประชาชน ตัวกฎหมายต้องมีสาระสำคัญคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบต้องเป็นอิสระและเป็นกลางสามารถคุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียม
ในงานชื่อ “Religion within the Bounds of Bare Reason” คานท์มองประเด็น “ศาสนากับศีลธรรม” ว่าแก่นแท้ของศาสนาคือการส่งเสริมความเป็นมนุษย์ทางศีลธรรม ไม่ใช่การ “เชื่อฟังอำนาจศักดิ์สิทธิ์แบบไร้เหตุผล” แม้ว่าความเชื่อของศาสนาต่างๆ ล้วนมีเหตุผลของตนเอง ศาสนานับถือพระเจ้า ก็มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงและเชื่อฟังพระเจ้า และศาสนจักรเองก็มีเหตุผลในการกดปราบ “พวกนอกรีต” ที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า
แต่คำถามคือ เหตุผลทางศาสนาต่างๆ นั้น เป็นเหตุผลที่เคารพการที่เราแต่ละคนจะให้เหตุผลของตนเองอย่างอิสระหรือไม่ เคารพเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคนของเราหรือไม่
คานท์มองว่าศาสนามีบทบาทสนับสนุนศีลธรรมสาธารณะได้ ก็ต่อเมื่อบทบาทของศาสนานั้นๆ สอดคล้องกับ “เหตุผลเชิงปฏิบัติ” (practical reason) คือเหตุผลในการเลือกการกระทำตามกฎศีลธรรมสากลที่ยุติธรรมกับทุกคนได้ และช่วยส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎศีลธรรมที่มนุษย์ผู้เป็นอิสระกำหนดให้กับตนเอง เพราะสำหรับคานท์ รากฐานของศีลธรรมไม่ได้อยู่ที่ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" โดยตรง แต่ศักดิ์ศรีเกิดขึ้นจากความสามารถของมนุษย์ในการเป็นผู้ใช้เหตุผลและเสรีภาพกำหนดกฎศีลธรรมปกครองตนเองได้ (autonomy)
ดังนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับการใช้เหตุผลและเสรีภาพจึงไม่อาจแยกขาดจากกันได้ การใช้เหตุผลจึงมาคู่กับการมีเสรีภาพในการใช้ความคิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง, ในการโต้แย้ง และในการเสนอความเห็นต่างได้ ซึ่งบ่งถึงการมีศักดิ์ศรีหรือความสง่างามในตัวเอง
พูดอีกอย่างคือ คานท์ถือว่าศักดิ์ศรีความเป็นคนของเรามาจากการที่เราสามารถใช้เหตุผลและเสรีภาพบัญญัติกฎสากลปกครองตนเองได้ เช่น กฎการไม่โกหก เป็นกฎที่มีเหตุผลและเป็นกฎสากลได้ เพราะเราเองก็ไม่ต้องการถูกคนที่เราเชื่อใจ เช่น คนรัก เพื่อน คนที่เรานับถือ หรือใครๆ โกหก หรือเพราะว่าสังคมมนุษย์ก็ไม่สามารถยึดถือ “การโกหก” เป็นกฎสากลได้ เพราะถ้าทุกคนตกลงกันว่าเราจะอยู่ร่วมกันด้วยการโกหก ในที่สุดแล้วเราจะสื่อสารกันไม่ได้ จะสร้างข้อตกลง หรือทำสัญญาอะไรกันไม่ได้เลย แม้ในโลกของความเป็นจริงจะมีคนโกหกอยู่เสมอ แต่ก็มีการ “จับโกหก” ในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ เพราะ “สามัญสำนึก” หรือ “เหตุผล” ของเราไม่ยอมรับว่าการโกหกเป็น “สิ่งที่ดี” หรือควรจะเป็นกฎสากลที่ยึดถือร่วมกันได้
ทำนองเดียวกัน การถือว่า “ผมต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของคุณและของทุกคน และคุณและทุกคนต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของผม” เป็นกฎสากลทางศีลธรรม, ทางกฎหมาย และทางกการเมืองได้ เพราะเป็นกฎที่อธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลว่า “ยุติธรรม” กับทุกคน
ดังนั้น บทบาททางศีลธรรมของศาสนาต้อง “ไม่บังคับศรัทธา” และไม่กดปราบพวกนอกรีต ปล่อยให้เรื่องความเชื่อเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล คำสอนเรื่องความรัก การให้อภัย อหิงสา การไม่ใช้ความรุนแรง หรือการยึดถือหลักการทางศีลธรรมของศาสนาที่ว่า “เมื่อเราไม่ชอบถูกกระทำในทางเลวร้ายต่างๆ เราก็จะไม่กระทำเลวร้ายแบบนั้นๆ ต่อคนอื่นๆ” ถือว่าไม่ขัดกับ “เหตุผลที่ยึดโยงกับเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์” ในมุมมองแบบคานท์ จึงเท่ากับว่าคนมีศาสนาและคนไม่มีศาสนาก็มีศีลธรรมได้ ถ้าเขาปฏิบัติอย่างเคารพความมีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองและของคนอื่นๆ เท่าเทียมกัน
ส่วนประเด็น “ศาสนากับการเมือง” เห็นได้ในงาน “Political Liberalism” ของรอลส์ (ที่เป็น Kantian ในแง่ที่นำไอเดียคานท์มาเป็นรากฐานในการสร้างปรัชญาการเมืองร่วมสมัย) ที่เสนอว่าศาสนามีบทบาททางการเมืองได้ แต่ต้อง “ไม่ขัดกับเหตุผลสาธารณะ” ที่ยึดโยงกับหลักความยุติธรรมทางการเมืองและสังคม รอลส์ไม่ได้เรียกร้องให้ประชาชนละทิ้งความเชื่อทางศาสนาเมื่อเข้ามาในพื้นที่สาธารณะ แต่เสนอแนวคิดเรื่อง “เหตุผลสาธารณะ” (public reason) ว่าประชาชนใช้เหตุผลทางศาสนาได้ และนักการเมืองก็อาจได้รับแรงบันดาลใจจากศาสนาได้ แต่เมื่อจะใช้เหตุผลทางศาสนาและแรงบันดาลใจทางศาสนาที่ “ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การใช้อำนาจรัฐบังคับคนอื่น” ควรเลือกใช้เหตุผลทางศาสนาและแรงบันดาลใจทางศาสนานั้นๆ ให้ “สอดคล้องกับเหตุผลสาธารณะ” ที่ประชาชนผู้มีโลกทัศน์ต่างกัน หรือมีความเชื่อศาสนาและอื่นๆ ต่างกันสามารถเข้าใจและยอมรับร่วมกันได้
พูดในสาระสำคัญคือ คานท์มองว่าศาสนามีบทบาททางศีลธรรมสาธารณะได้ ก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับเหตุผลเชิงปฏิบัติและส่งเสริมอิสรภาพทางศีลธรรมของเราทุกคน ส่วนรอลส์มองว่าศาสนามีบทบาทในชีวิตสาธารณะและการเมืองได้ ก็ต่อเมื่อข้อเสนอทางการเมืองที่อ้างอิงความเชื่อศาสนานั้นๆ สามารถอธิบายผ่านเหตุผลสาธารณะที่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมสำหรับพลเมืองที่มีความเชื่อต่างกันได้
พูดสั้นๆ คือสำหรับคานท์ ศาสนาต้องอยู่ภายใต้เหตุผลทางศีลธรรม สำหรับรอลส์ ศาสนาต้องอยู่ภายใต้เหตุผลสาธารณะทางการเมือง
คำถามคือ คานท์ปฏิเสธ “ความหลากหลาย” ของโลกทัศน์ทางศีลธรรมตามความเชื่อทางศาสนาและปรัชญาต่างๆ หรือไม่ ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเช่นนั้น เพราะคานท์ยืนยันว่าศีลธรรมต้องเป็นกฎสากล แต่เมื่อดูให้ชัดเจนจะเห็น “ความจำเป็น” ที่ต้องมี “กฎสากล” รองรับให้ความแตกต่างหลากหลายเป็นไปได้ และอยู่ร่วมกันได้ หลักสิทธิมนุษยชนสากลก็ได้อิทธิพลจากความคิดคานท์ ซึ่งเราสามารถจะเข้าใจได้ว่าถ้าเราทุกคนต่างเคารพสิทธิ เสรีภาพด้านต่างๆ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกันได้จริงตามหลักสิทธิมนุษยชน คนที่เชื่อศาสนาต่างกันและคนไม่มีศาสนาย่อมอยู่ร่วมกันได้
คุณจะเชื่อว่าตายไปแล้วจะไปยู่บนสวรรค์ของพระเจ้า หรือเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือบรรลุนิพพาน และ ฯลฯ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ตราบที่คุณยังเคารพสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นที่จะเลือกเชื่อต่างจากคุณ พูดให้ชัดขึ้นอีกคือ คุณจะเชื่อในเรื่อง “ความดีส่วนตัว” แบบใดๆ ก็ได้ แต่ในเรื่อง “ความดีสาธารณะ” หรือศีลธรรมสาธารณะ คุณต้องทำตามกฎสากลที่เคารพความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเองของทุกคนเท่าเทียมกัน
รอลส์ก็ถือว่าเรื่องความเชื่อทางศาสนาและการไม่มีศาสนาเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล คุณสามารถเลือกความเชื่อ เลือกที่จะไม่เชื่อ และโปรโมทความเชื่อ หรือการไม่เชื่อใดๆ ที่เห็นว่าเป็น “ความดีส่วนตัว” ของตนเองได้อย่างเสรี ตราบที่ยังเคารพสิทธิและเสรีภาพแบบเดียวกันของคนอื่น แต่ถ้าจะนำความเชื่อส่วนตัวทางศาสนาหรือปรัชญาใดๆ มาเป็นข้อเสนอให้รัฐบังคับคนอื่นในรูปแบบของนโยบายสาธารณะ หรือการบัญญัติกฎหมายต่างๆ คุณต้องทำให้ข้อเสนอนั้นๆ เป็นที่เข้าใจและยอมรับร่วมกันได้ของประชาชนที่มีความเชื่อแตกต่างกัน ในฐานะที่มันเป็นข้อเสนอที่อธิบายได้ว่า “ยุติธรรม” กับทุกฝ่ายตามหลักความยุติธรรมสาธารณะทางการเมืองและสังคม
เมื่อเราใช้ปรัชญาสายคานท์ หรือไอเดียแบบคานท์และรอลส์ดังกล่าวมาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ “นักโทษ 112” เราจะเห็นได้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองของคนอย่างอานนท์ นำภา, ไผ่ ดาวดิน, ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์, ทิวากร วิถีตน และคนอื่นๆ คือการต่อสู้เพื่อการมี “เสรีภาพทางศีลธรรม” (moral autonomy) และ “เสรีภาพทางการเมือง” (political liberties) จากอำนาจสถาบันกษัตริย์แบบไทย
เช่น ทิวากรใส่เสื้อที่มีข้อความว่า “เราหมดศรัทธาในสถาบันกษัตริย์” ก็คือการยืนยัน “autonomy” จากการ “ถูกบังคับศรัทธา” หรือเป็นการประกาศว่าประชาชนทุกคนต้องมีเสรีภาพที่จะเลือกศรัทธาหรือไม่ศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ก็ได้ แม้จะไม่มี “กฎหมายบังคับศรัทธา” โดยตรง แต่การที่ทิวากรติดคุกในคดี 112 เพราะใส่เสื้อที่มีข้อความเช่นนั้น ก็คือหลักฐานยืนยันว่ามีการบังคับศรัทธาโดยใช้มาตรา 112 อยู่จริง ในมุมมองแบบคานท์การบังคับศรัทธาเช่นนั้น ถือว่าขัดต่อความมีเหตุผลและอิสรภาพทางศีลธรรม จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนอย่างถึงราก
การบังคับศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์เชื่อมโยงกับประเด็น “ศาสนากับศีลธรรม” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะสถานะ “ทรงเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” ของกษัตริย์ไทยอาศัย “ความชอบธรรม” จากหลักความเชื่อ “การปกครองโดยธรรม” ของ “พุทธศาสนาแบบไทย” เห็นได้จากในพระราชพิธีบรมราชาภิกเษก สมเด็จพระสังฆราช ประมุขฝ่ายศาสนจักรของรัฐทรงเทศนา “ทศพิธราชธรรม” ว่าเป็นหลักธรรมที่กษัตริย์พึงปฏิบัติในการปกครองบ้านเมือง
แต่เมื่อ “ครูใหญ่” อรรถพลวิจารณ์ประเด็น “พระราชอำนาจ” ตาม พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์ว่าอาจขัดแย้งกับหลักการของรัฐโลกวิสัยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ที่รัฐกับศาสนาควรแยกเป็นอิสระจากกัน เขากลับถูกขังคุกในคดี 112 โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระราชอำนาจที่อิงหลักทศพิธราชธรรมนั้น “แตะต้องไม่ได้” หรือวิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทศพิธราชธรรมจึงมีไว้ “สรรเสริญพระบารมี” เท่านั้น ประชาชนไม่มีเสรีภาพอ้างหลักทศพิธราชธรรมวิจารณ์และตรวจสอบการใช้พระราชอำนาจของกษัตริย์ได้
มองในมุมปรัชญาสายคานท์ การใช้ทศพิธราชธรรมในทางสรรเสริญได้อย่างเดียว ย่อมขัดกับหลักเหตุผและอิสรภาพทางศีลธรรม บทบาทของสถาบันศาสนาที่ใช้คำสอนทางศีลธรรมสรรเสริญเจ้าอย่างเดียว วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ จึงไม่ใช่บทบาททางศีลธรรมที่สอดคล้องกับความมีเหตุผล, การเคารพเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน
ส่วนกรณีที่อานนท์ (และคนอื่นๆ) กล่าวปราศรัยบนเวทีชุมนุมทางการเมืองเรียกร้องเสรีภาพในการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์, วิจารณ์กฎหมายเกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, การใช้พระราชอำนาจบางประการที่เกี่ยวข้องกับการแก้รัฐธรรมนูญ และเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย เมื่อมองจากหลักเหตุผลสาธารณะของรอลส์ ย่อมถือว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ “ชอบธรรม” เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับหลักเสรีภาพทางการเมืองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล และหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย แต่อานนท์ก็โดนคดี 112 หลายคดี โดยศาลตัดสินจำคุกไปแล้วกว่า 30 ปี (ขณะที่บัสบาสถูกตัดสินจำคุก 49 ปี) และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวในการต่อสู้คดีเลย
เมื่อมองจากปรัชญาสายคานท์ การขังคุกนักโทษคดี 112 หรือ “นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience) ที่ถูกศาลตัดสินจำคุกเกือบ 50 ปี เพียงเพราะใช้เสรีภาพทางการเมือง คือเสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออกตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ย่อมขัดแย้งกับอิสรภาพทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล และขัดแย้งกับเสรีภาพทางการเมืองของพลเมืองเสรีและเสมอภาคโดยสิ้นเชิง
การที่รัฐบาลและกระบวนการรัฐสภาไม่สามารถปกป้องสิทธิและเสรีภาพของนักโทษ 112 เหล่านั้นเลย คือไม่สามารถ “นิรโทษกรรมคดี 112” ได้ แต่กลับนิรโทษกรรมให้ฝ่ายทำรัฐประหารที่มีโทษประหารชีวิตได้ง่ายดายมาตลอดนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อมองจากจุดยืนปรัชญาสายคานท์ ย่อมสะท้อน “ความล้มเหลวของประชาธิปไตย” (democratic failure) ที่มีตัวแทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้ง ในแง่ของการคุ้มครองเสรีภาพทางการเมือง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนผู้ตื่นรู้ และมีความกล้าหาญทางศีลธรรมลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ในโลกโซเชียลมีการถามหา “ความเป็นมนุษย์” จากบรรดาผู้ที่แสดงออกต่อข่าวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ว่าอาจเป็นการแสดงออกที่ “ไม่เหมาะสม” ในสายตาฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำนองว่า “สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ คือการที่จะไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของผู้อื่น แม้จะเห็นต่างหรือไม่ชอบเขาก็ตาม”เมื่อมองจากปรัชญาสายคานท์ คำกล่าวนี้ถูกต้องในแง่เรียกร้องให้เรา “เคารพคนเห็นต่าง” แต่คำถามต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมคือ พวกคุณอ้างหลักการเคารพความเห็นต่าง “อย่างคงเส้นคงวา” หรือไม่ ถ้าอ้างอย่างคงเส้นคงวา ก็ต้องอ้างหลักการเดียวกันนี้เรียกร้องให้อำนาจรัฐเคารพสิทธิและเสรีภาพของคนเห็นต่างที่ถูกกดปราบด้วยมาตรา 112 ทุกคนด้วย
และคำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ เมื่อไรตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หรือรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะร่วมมือกันปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคนใน “มาตรฐานเดียวกัน” ได้เสียที ด้วยการยืนยันหลักเสรีภาพทางการเมืองอย่างคงเส้นคงวา ไม่ใช่ “ยกเว้น” การยืนยันหลักการนี้ “เฉพาะในกรณี 112” แบบที่เป็นมา แต่ต้องยืนยันเสรีภาพทางการเมืองเพื่อนิรโทษกรรม 112 ด้วย ในแบบเดียวกับการยืนยันเสรีภาพในกรณีอื่นๆ เพราะด้วยวิธีการเช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์มั่นคงอย่างสอดคล้องไปด้วยกันได้จริง!
