Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ชี้เหตุเครนลอนเชอร์ถล่มซ้ำหลายโครงการรัฐสะท้อนปัญหามาตรฐานก่อสร้าง เสนอ 6 มาตรการ ตั้งสอบสวนอิสระ ลงโทษจริง แก้จ้างช่วง–นอมินี และขึ้นทะเบียนเครื่องจักร ย้ำรัฐต้องเร่งยกเครื่องเชิงระบบก่อนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก - รมว.คมนาคม สั่งเลิกสัญญาจ้าง 2 โครงการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตามข้อสั่งการนายก จากเหตุเครนถล่มซ้ำซาก พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา


ภาพจาก: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสาคร

17 มกราคม 2569 จากเหตุการณ์เครนลอนเชอร์ถล่มต่อเนื่องกันถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่การก่อสร้างทางยกระดับลาดกระบัง-อ่อนนุช เมื่อ กรกฎาคม 2566 การก่อสร้างถนนพระราม 2 เมื่อ พฤศจิกายน 2567 การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้วและล่าสุดเกิดซ้ำอีกครั้งกับการก่อสร้างถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 14-15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา อีกทั้งเหตุตึกถล่มจากแผ่นดินไหวและหลุมยุบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในปี 2568 เหตุการณ์ถล่มระหว่างการก่อสร้างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังประสบปัญหามาตรฐานการก่อสร้างโครงสร้างในพื้นที่สาธารณะอย่างรุนแรง 
    
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ถล่มเหล่านี้ เกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้างภาครัฐทั้งหมด และจำเป็นต้องรับการแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมีข้อเสนอ 6 ข้อ
    
1. หยุดการก่อสร้างภาครัฐที่ใช้เครนลอนเชอร์ในพื้นที่สาธารณะไว้ก่อน และทบทวนมาตรฐานการก่อสร้างทั้งหมด 
    
2. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุที่เป็นอิสระจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ ผลการสอบสวนต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้หน่วยงานวิชาชีพอื่น ที่ไม่ได้ร่วมเป็นกรรมการมีสิทธิ์ให้ความเห็นได้ เพื่อป้องกันการฮั้วกันในทางวิชาชีพในการปกปิดสาเหตุที่แท้จริง 
    
3. ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังทั้งอาญาและแพ่ง และขึ้นบัญชีดำผู้รับจ้างที่กระทำผิดไม่ให้รับงานก่อสร้างในอนาคต
    
4. แก้ไขปัญหาการจ้างช่วง เนื่องจากผู้รับเหมารับที่ได้สัญญาก่อสร้างจากภาครัฐแล้ว บางครั้งไม่ได้ดำเนินการเอง แต่จ้างผู้รับจ้างช่วงที่ด้อยคุณภาพ ไม่ว่าเป็นการจ้างช่วงโดยมีสัญญาหรือไม่มีสัญญาก็ตาม และตัดหัวคิวไป โดยการทำงานจริงผู้รับจ้างช่วงไม่มีวิศวกร บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ หรือเครื่องจักรตามที่กำหนดในสัญญาหลัก เป็นเหตุให้หย่อนมาตรฐานด้านความปลอดภัย ดังนั้นรัฐต้องออกหลักเกณฑ์การจ้างช่วงให้ชัดเจนและมีมาตรฐาน
    
5. แก้ไขปัญหานอมินีทุนก่อสร้างต่างชาติ  ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีทุนก่อสร้างต่างชาติเข้ามา แต่ไม่มีสิทธิ์ประมูลงานภาครัฐ เนื่องจากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้รับจ้าง จึงร่วมกับผู้รับจ้างไทยในการเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ และตัดราคาเพื่อให้ได้งาน เมื่อได้งานแล้วผู้ที่ทำงานจริงกลับเป็นบริษัททุนต่างชาติโดยที่ผู้รับเหมาไทยได้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง และเมื่อเป็นการรับงานราคาถูกก็ไม่รักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ 
    
6. ออกกฎเกณฑ์การขึ้นทะเบียนเครื่องจักรเครนลอนเชอร์ เนื่องจากในปัจจุบันมีการนำเข้าเครนลอนเชอร์มือสองราคาถูกจากต่างประเทศ มาใช้ในงานก่อสร้างกันมาก เครนลอนเชอร์เหล่านี้บางครั้งมีการปรับแต่งขึ้นใหม่จากของเดิม ใช้เหล็กไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีวิศวกรลงนาม แต่มีการใช้ในการก่อสร้างเนื่องจากขาดการควบคุมและการขึ้นทะเบียนจากภาครัฐ
    
ศ.ดร.อมร พิมานมาศ กล่าวต่อว่า รัฐฯ จำเป็นต้องเข้าใจและรู้ทันปัญหารากเหง้าที่ทำให้เกิดการถล่มทั้ง 6 ข้อและต้องเร่งดำเนินการออกมาตรการ หรือปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้การก่อสร้างไทยมีมาตรฐานและขจัดความเสี่ยงจากการเกิดเครนลอนเชอร์ถล่มในอนาคต

รมว.คมนาคม สั่งเลิกสัญญาจ้าง 2 โครงการบริษัท อิตาเลียนไทย

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการความปลอดภัยด้านคมนาคม ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกสัญญาจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ จากเหตุเครนถล่มซ้ำซาก พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย และพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาข้อกฎหมายและใช้อำนาจทางปกครองอย่างเคร่งครัดในกรณีผู้รับจ้างประมาทเลินเล่อร้ายแรงซ้ำซาก และให้หน่วยงานเจ้าของโครงการแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำ หรือตัดสิทธิผู้รับจ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่ประชาชน

นายพิพัฒน์ ได้ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมต้องดำเนินการ “ครบวงจร” ทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริง – ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระยะยาว – บังคับใช้มาตรการกับผู้รับจ้างให้เกิดผลจริง โดยที่ประชุมรับทราบการจัดตั้งคณะกรรมการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1) กระทรวงคมนาคมได้จัดตั้ง ”คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง” ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงการก่อสร้าง เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุ ข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธาน และมีหน่วยงานด้านความปลอดภัยและเทคนิคเป็นฝ่ายเลขานุการตามภารกิจ

2) ตั้ง “คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ” (คำสั่งที่ 121) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็น “กลไกกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการ โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธาน และมีองค์ประกอบจากหน่วยงานหลักของกระทรวงคมนาคมครบทุกมิติ เช่น กรมการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางราง กรมเจ้าท่า กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมท่าอากาศยาน สนข. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) รฟท. รฟม. AOT รวมถึงผู้แทนด้านวิชาชีพ วิศวกรรม เพื่อร่วมกำกับมาตรฐานและข้อเสนอเชิงเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยมีหน้าที่หลัก คือ ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน “ทุกมิติ” เสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานสู่ความปลอดภัยสูงสุด และจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน พร้อมรายงานผลต่อรัฐมนตรีเป็นระยะ

3) ตั้ง “คณะกรรมการติดตาม – เร่งรัด” การใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และ “สมุดพกผู้รับจ้าง” ให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง (คำสั่งที่ 122)

นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า ให้เร่งทำให้มาตรการด้านผู้รับจ้างโครงการ เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดฯ เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำกฎกระทรวงไปใช้ “โดยเร็ว” ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธาน และมีหน่วยงานในสังกัดร่วมเป็นกรรมการครบถ้วน เช่น กรมทางหลวง/ชนบท/เจ้าท่า/ท่าอากาศยาน รวมถึง กทพ., รฟท., รฟม., AOT และหน่วยงานด้านกฎหมาย/ความปลอดภัยของ สปค. มีกองบริหารการคลัง สปค. เป็นเลขานุการ โดยมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่ ทำความเข้าใจกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ติดตาม–ประเมินผล–ให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้มาตรการใช้ได้จริง เรียกข้อมูล/เอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลต่อรัฐมนตรี “ทุกเดือน” จนกว่าจะจัดทำแนวทางปฏิบัติของกระทรวงแล้วเสร็จ

นายพิพัฒน์ ระบุย้ำหลักการในตอนท้ายว่า ต้องทำให้ประชาชนปลอดภัยและมั่นใจมากที่สุด โดยกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่

1. สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ตามกรอบข้อสั่งการ โดยต้องระบุผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

2. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระยะยาว ทั้งงานก่อสร้างและการให้บริการขนส่งสาธารณะ

3. เร่งมาตรการกำกับผู้รับจ้าง ผ่านระบบขึ้นทะเบียน/จัดระดับชั้นผู้รับเหมา/สมุดพก และบทลงโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งสรุปมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายจิระพงษ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมประสานผู้รับจ้าง หยุดการก่อสร้างโครงการของบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 14 สัญญา เป็นเวลา 15 วัน เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของทุกบริษัทในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม หยุดการก่อสร้างไม่เกิน 15 วัน เพื่อเข้าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยเช่นเดียวกัน และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง