Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สรุปความเห็น กมธ.กฎหมาย กรณีสลายการชุมนุมม็อบน้ำกก หน้ากงสุลจีน เชียงใหม่ โดย กมธ.กฎหมาย ได้เรียก ผบ.ตร. และตัวแทนผู้ชุมนุมในวันดังกล่าวเข้าชี้แจงปมสลายการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่าผู้ชุมนุมไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนรั้วกั้น แต่เพียงแค่ต้องการเบี่ยงออกไปยังถนนที่พอจะเดินได้ การสกัดกั้นของตำรวจจึงอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดย กมธ.กฎหมาย ยังจะได้ลงพื้นที่ อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนน้ำกกในวันที่ 10–11 สิงหาคมนี้

 

24 ก.ค. 2569 วานนี้ (23 ก.ค. 2569) กมธ.กฎหมาย ออกหนังสือเรียก ผบ.ตร. ชี้แจงปมสลายม็อบประชาชนปกป้อมแม่น้ำกก หน้ากงสุลจีน เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ อาทิ พุธิตา ชัยอนันต์, ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ และเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ได้ร่วมประชุมกรรมาธิการกฎหมายฯ พิจารณาเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีการดำเนินการทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ชุมนุม และมาตรการการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพการชุมนุม ตลอดจนแนวนโยบายทางกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำในพื้นที่บริเวณพรมแดนไทย-พม่า จังหวัดเชียงใหม่

กรณีการชุมนุมของประชาชนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ราว 30 คน รวมตัวชุมนุมยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผ่านไปทางกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจีนควบคุมดูแลเหมืองแร่จีนในพม่าที่ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนลงแม่น้ำกก และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย สลายการชุมนุมก่อนจะถึงหน้ากงสุลจีน เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บกระดูกต้นแขนหัก โดยสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกกเกิดจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากศุลกากรระบุชัดเจนว่า ห่วงโซ่แร่นี้มีการนำเข้ามายังประเทศไทยและส่งออกต่อไปยังประเทศจีน

ปัญหานี้สะท้อนว่ารัฐบาลเพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่ จนภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและคุณภาพชีวิตของตนเอง

ในวันชุมนุมมีผู้ชุมนุมแขนหัก ทางฝั่งตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการชุมนุมที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มาตรา 8 (4) ที่ห้ามชุมนุมกีดขวางทางเข้าออกของสถานทูต 

แต่จากการตรวจสอบแผนที่จริง รังสิมันต์ โรม ระบุว่า พื้นที่ชุมนุมและจุดที่มีการปะทะไม่ได้กีดขวางทางเข้าออกของกงสุลจีนแต่อย่างใด โดยกรรมาธิการรายงานผลการประชุมดังต่อไป

วิเคราะห์ข้อกฎหมายและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นที่ 1 การควบคุมการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการรับฟังข้อเท็จจริงจากฝั่งตำรวจ (รักษาการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และ ผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่) พบว่าการควบคุมการชุมนุมอาจมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ระยะห่างจากสถานทูต จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากประตูสถานทูตจีนประมาณ 50 ถึง 150 เมตร (ตามข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย) 

การประเมินว่าผู้ชุมนุมเพียง 20–30 คนจะไปกีดขวางทางเข้าออก จึงเป็นการประเมินที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ในส่วนของพฤติกรรมผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายยอมรับตรงกันว่าผู้ชุมนุมไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนรั้วกั้น แต่เพียงแค่ต้องการเบี่ยงออกไปยังถนนที่พอจะเดินได้ การสกัดกั้นของตำรวจจึงอาจเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

ในประเด็นการส่งเสียงรบกวน ในวันชุมนุมดังกล่าวสถานกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ปิดทำการเป็นส่วนใหญ่ และผู้ชุมนุมใช้เพียงโทรโข่งขนาด 60 วัตต์ ซึ่งไม่ได้ดังมากพอที่จะรบกวนการทำงาน การตีความของเจ้าหน้าที่จึงเกินกว่าเหตุ

กระบวนการแจ้งคำสั่ง เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ประกาศห้ามด้วยวาจาแล้ว แต่ไม่มีการยื่นเอกสารลายลักษณ์อักษรให้ผู้ชุมนุมเห็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่มุ่งปกป้องสิทธิในการชุมนุม ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตำรวจเท่านั้น

กรรมาธิการได้แจ้งให้ทางตำรวจทราบว่ามาตรฐานนี้ยอมรับไม่ได้ และจะส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติไม่ให้เกิดปัญหาปฏิบัติสองมาตรฐาน ระหว่างการชุมนุมในกรุงเทพฯ และที่เชียงใหม่

ประเด็นที่ 2 วิกฤตมลพิษสารพิษในแม่น้ำกก และแม่น้ำสาขา ปัจจุบันพื้นที่รอยต่อติดกับพม่ากำลังเผชิญวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษร้ายแรง ทั้งสารหนู แคดเมียม และแมงกานีส 

จนประชาชนไม่สามารถอุปโภคบริโภคได้เหมือนในอดีต ข้อมูลทางการยืนยันว่าปัญหาน้ำปนเปื้อนในแม่น้ำกก เริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันปี 2569 ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะทำเพียงแค่ตั้งคณะกรรมการพูดคุยกับพม่าตามลำพังไม่ได้ เพราะพื้นที่ต้นตออยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์ (กลุ่มว้า) ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหายาเสพติด แก๊งสแกมเมอร์ และทุนสีเทา และกลุ่มนี้ไม่ได้มีความเกรงใจต่อประเทศไทย 

หากรัฐบาลไม่เอาจริงเอาจัง ประชาชนในภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และพื้นที่ลุ่มน้ำโขง จะได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างรุนแรง

ข้อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินงานต่อไป แม้กระทรวงการต่างประเทศจะแจ้งว่าทางการจีนรับรู้ปัญหานี้แล้ว รวมถึงนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (แม้ภายหลังนายกฯ จะระบุว่ายังไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยอย่างเป็นทางการก็ตาม) 

แต่สิ่งสำคัญคือการลงมือแก้ไขกรรมาธิการเสนอแนะว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพิธีการทูตปกติของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ควรใช้กลไกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการบูรณาการทุกฝ่ายเพื่อหาทางออก 

และในวันที่ 10–11 สิงหาคมนี้ กรรมาธิการจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้าของปัญหานี้อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยกรรมาธิการกฎหมายพร้อมสนับสนุนบทบาทการทำงานอย่างเต็มที่

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง