สัก 20-30 ปีมานี้ ไทยเราค่อย ๆ มองคำว่า “เล่นการเมือง” ไปในทางไม่สู้ดีนัก ค่าที่เห็นเป็นการทำเรื่องจริงจังไปเป็นเรื่อง “เล่น ๆ” และค่อย ๆ ใช้คำว่า “ทำงานการเมือง” มากกว่า ฟังดู เอาจริงเอาจัง มีระเบียบแบบแผน และมีความรับผิดชอบ
แนวคิดเรื่องเล่นการเมืองนั้น นับย้อนไปได้ถึงตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ ให้เห็นเป็นคุณธรรมพื้นฐานของการเป็น เดโมคราซี หรือประชาธิปไตยของไทยเรา
เรื่องราวเกิดขึ้นใน “วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวของวชิราวุธวิทยาลัย” ประจำปี 2475 ตรงกับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2475 มีงานเขียนเล่าเหตุการณ์ในวันที่ว่านี้อยู่ในหนังสือ วิทยาจารย์ เล่ม 32 ตอนที่ 24 ประจำวันที่ 15 ธันวาคม 2475 ชื่อว่า “วันของวชิราวุธวิทยาลัย”
งานเขียนนี้เล่าว่า ...วชิราวุธวิทยาลัยเป็นสถานการศึกษาเฉลิมพระเกียรติ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ถือเอางานกีฬาเป็นงานรื่นเริงประจำปี...คณะกรรมการจัดการเห็นว่าวันที่ 12 พฤศจิกายนเป็นวันเหมาะ นอกจากจะเป็นวันว่างแล้ว ยังตรงกับวันพระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชชกาลก่อนด้วย นับเป็นศุภวาระอันมงคลวันหนึ่ง จึงได้ดำเนิรงานใหญ่วันนี้ ซึ่งน่าจะเรียกเสียเลยทีเดียวว่า “วันของวชิราวุธวิทยาลัย”
งานวันนั้นเป็นงานใหญ่ มี “ท่านเจ้าคุณเสนาบดีกระทรวงธรรมการ” เป็นประธาน มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีข้าราชการ มีสุภาพชนชายหญิงและชาวต่างประเทศ มาในงานและอยู่ในกระโจมใหญ่ 6 กระโจมแน่นไปหมด
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพร้อมกับสมเด็จพระราชินี และพระราชทาน “พระบรมราโชวาท” ด้วย
ความตอนต้นของพระบรมราโชวาทเป็นความชื่นชมความก้าวหน้าของโรงเรียน ปีนั้นมีกิจกรรมพิเศษอยู่หน่อยหนึ่ง จึงทรงกล่าวถึง ว่า ...วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นนักเรียนไทยเล่นฟุตบอลล์รักบี้ ฟุตบอลล์อย่างนี้เคยมีคนพูดว่า ไทยเราเล่นไม่ได้ เพราะถ้าเล่นเข้าก็ได้ต่อยกันตาย แต่วันนี้ก็เห็นเล่นได้โดยเรียบร้อย ซึ่งแปลว่าโรงเรียนนี้สามารถฝึกหัดให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้ได้จริง ๆ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มมาก...
ทรงกล่าวว่า ...โรงเรียนนี้ข้าพเจ้าได้มาทีไรได้ชี้เหตุผลของระเบียบและวิธีการของปับลิคสกูลอังกฤษที่ได้ถือเป็นเยี่ยงอย่างมากล่าวเป็นลำดับมา เวลานี้ข้าพเจ้าเห็นว่ายิ่งสำคัญขึ้นกว่าแต่ก่อน ที่เราจะต้องพยายามดำเนินตามแบบอย่างเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้นอีก เพราะเวลานี้ประเทศสยามเราจะก้าวหน้าต่อไป เราจะใช้วิธีปกครองที่เขาใช้ในประเทศที่เจริญทั้งหลาย ก็วิธีการปกครองอย่างแบบเดโมคราซี พระมหากษัตริย์ และรัฐสภาปกครองประเทศร่วมกันนั้น ประเทศอังกฤษเขาเป็นเจ้าของแบบเหมือนอย่างแบบปับลิคสกูลเหมือนกัน
จากนี้ไปจะได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทมา โดยตัดตอนเฉพาะที่เกี่ยวกับ “น้ำใจนักกีฬา” หรือ “เล่นการเมือง”
...ประเทศอังกฤษได้มีการปกครองเช่นนั้นมาช้านาน และปกครองได้เป็นอย่างดียิ่ง ใคร ๆ ก็ยกย่องว่าดีกว่าที่อื่น จนมีชื่อว่ารัฐสภาของประเทศอังกฤษเป็นมารดาของรัฐสภาทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ให้แบบอย่างในการปกครองที่ประเทศอังกฤษใช้วิธีปกครองแบบเดโมคราซีได้ดีอย่างยิ่งนั้น เราน่าจะคำนึงให้มากว่าเป็นด้วยเหตุใด
แบบวิธีใด ๆ ก็ตาม ถึงแม้ว่าวิธีการและหลักการจะดีเพียงไร แต่เอาไปใช้ไม่ถูกอาจจะมีผลไม่ดีก็ได้ เช่น จะยกตัวอย่างให้เห็นพอเป็นเลา ๆ คือ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขามีรัฐธรรมนูญอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาใช้ปกครองประเทศของเขาได้เรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองเจริญมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศเม๊กซิโกก็เอาแบบธรรมนูญนั้นเองไปใช้บ้าง แต่จะเป็นโดยเหตุใดก็ตาม แบบนั้นไม่สู้จะเป็นผลดีเท่าในประเทศอเมริกา เพราะฉะนั้นเราจะถือว่าเมื่อเราได้แบบมาแล้ว เราจะดีเหมือนประเทศที่เป็นเจ้าของแบบในทันทีทันใดนั้นหาได้ไม่
การปกครองที่จะดีนั้น ยิ่งเป็นแบบรัฐสภาหรือแบบปาลิเมนต์ด้วยแล้ว ถ้าจะดีได้ก็ต้องอาศัยความดีของประชาชน ต้องอาศัยน้ำใจและนิสสัยของประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าประเทศใดมีประชาชนมีน้ำใจดี รู้จักวิธีการที่จะปกครองตนเองโดยแบบมีรัฐสภาจริง ๆ แล้ว การปกครองนั้นก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศเป็นอันมาก วิธีที่จะให้พลเมืองมีน้ำใจดีนั้นอยู่ที่การศึกษาการฝึกฝน
ก็การอบรมฝึกฝนน้ำใจคนของอังกฤษนั้นเขาถือวิธีของปับลิคสกูลเป็นตัวแบบที่ใช้ทั่วไป ในที่นี้เราจึงควรพิจารณาว่า วิธีฝึกฝนแบบปับลิคสกูลนั้นให้ผลดีแก่การปกครองแบบเดโมคราซีอย่างใด จะขอหยิบยกในข้อต่าง ๆ ที่เคยกล่าวแล้วมากล่าวพอเป็นเลา ๆ ในวันนี้.
.....
หลักที่สาม ที่ปับลิคสกูลเขาใช้ก็คือ เขาฝึกหัดให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้ คือที่เรียกว่าสปอร์ตสแมน การฝึกหัดน้ำใจนั้นเป็นของสำคัญมาก ยิ่งเราจะปกครองแบบเดโมคราซียิ่งสำคัญขึ้นอีก ในที่นี้จะขอหยิบยกหลัก 2-3 อย่าง ที่ว่าน้ำใจเป็นนักกีฬานั้นคืออะไร
ประการที่หนึ่ง นักกีฬาแท้จะเล่นเกมอะไรก็ตามต้องเล่นให้ถูกต้องตามกฎข้อบังคับของเกมนั้น ไม่ใช้วิธีเอารัดเอาเปรียบโกงเล็กโกงน้อยอย่างใดเลยจึงจะสนุก จึงจะเป็นประโยชน์
ประการที่สอง ถ้าเกมที่เล่นนั้นเล่นหลายคน ต้องเล่นเพื่อความชะนะของฝ่ายตน ไม่ใช่เล่นเพื่อตัวคนเดียว ไม่ใช่เพื่อแสดงความเก่งของตัวคนเดียว
ประการที่สาม นักกีฬาแท้นั้นต้องรู้จักชะนะและรู้จักแพ้ ถ้าชะนะก็ต้องไม่อวดดีทำภูมิ ถ้าแพ้ก็ต้องไม่พยาบาทผู้ชะนะเป็นต้น
หลักสามอย่างนี้สำคัญมาก ย่อมใช้เป็นประโยชน์ได้ในการเมืองด้วย เมื่อเราปกครองแบบรัฐสภาแล้ว ก็ต้องมีคณะการเมืองเป็นธรรมดา เกมการเมืองก็ย่อมต้องมีกฎของเกมเหมือนกัน ถ้าเราเล่นผิดกฎการเมืองก็ย่อมจะมีผลเสียหายได้มากทีเดียว เพราะการปกครองแบบเดโมคราซีย่อมต้องมีการแพ้และชะนะ ซึ่งถือเอาตามเสียงของหมู่มากว่าฝ่ายใดแพ้และชะนะ เพราะคณะการเมืองย่อมมีความเห็นต่าง ๆ กันเป็นธรรมดา ต่างฝ่ายก็ต้องมุ่งที่จะให้หมู่มากเห็นด้วยกับตนและเลือกตนเข้าเป็นรัฐบาล ฝ่ายไหนประชาชนส่วนมากเห็นด้วย ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาจะพูดชักชวนให้ประชาชนลงความเห็นด้วยกับตนนั้น ถ้าเราใช้วิธีโกงต่าง ๆ เช่น ติดสินบน หรือข่มขืนน้ำใจก็ต้องเรียกว่าเล่นผิดเกมการเมืองโดยแท้ ต้องพูดให้คนอื่นเห็นตามโดยโวหารและโดยชอบธรรมจึงจะถูกกฎของเกม
การปกครองแบบเดโมคราซีนั้น ผู้ที่ชะนะแล้วได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง ก็ควรจะต้องนึกถึงน้ำใจของฝ่ายน้อยที่แพ้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราชะนะแล้วก็จะหาวิธีกดขี่ข่มเหงผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้ต่าง ๆ นา ๆ หาได้ไม่ ย่อมต้องมุ่งปกครองเพื่อประโยชน์ของคณะต่าง ๆ ทั้งหมด
ส่วนผู้ที่แพ้ก็เหมือนกัน เมื่อแพ้แล้วก็ต้องยอมรับว่าตนแพ้ในความคิดในโวหาร แพ้เพราะประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย เมื่อแพ้แล้วถ้าตั้งกองวิวาทเรื่อย บอกว่าถึงแม้คะแนนโวตแพ้กำหมัดยังไม่แพ้เช่นนั้นแล้ว ความเรียบร้อยจะมีไม่ได้ คงได้เกิดตีกันหัวแตกเต็มไป ฝ่ายผู้แพ้ควรต้องนึกว่า คราวนี้เราแพ้แล้วต้องไม่ขัดขวางหรือขัดคอพวกที่ชะนะอย่างใดเลย ต้องปล่อยให้เขาดำเนิรการตามความเห็นชอบของเขา ต่อไปภายหน้าเราอาจเป็นฝ่ายที่ชะนะได้เหมือนกัน
น้ำใจของนักกีฬาซึ่งเป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเราต้องเล่นสำหรับคณะเป็นส่วนรวม แม้ในโรงเรียนเรานี้แบ่งออกเป็นคณะต่าง ๆ เมื่อเล่นแข่งขันในระหว่างคณะ เราก็เล่นสำหรับคณะของเราเพื่อให้คณะของเราชะนะ แต่เมื่อโรงเรียนทั้งโรงเรียนไปเล่นเกมกับโรงเรียนอื่น ไม่ว่าคณะใดก็ตามต้องร่วมใจกัน เล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น เวลานั้นต้องลืมว่าเราเคยแบ่งเป็นคณะ เคยแข่งขันกันมาในระหว่างคณะอย่างไรต้องลืมหมด ต้องมุ่งเล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น
สำหรับประเทศชาติความข้อนี้เป็นของสำคัญอย่างยิ่งเหมือนกัน เพราะตามธรรมดาย่อมต้องมีคณะการเมืองคณะต่าง ๆ ซึ่งมีความเห็นต่าง ๆ กัน แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องนึกถึงประเทศแล้ว ต่างคณะต้องต่างร่วมใจกันนึกถึงประโยชน์ของประเทศอย่างเดียวเป็นใหญ่ ต้องลืมความเห็นที่แตกต่างกันนั้นหมด ถึงจะเคยน้อยอกน้อยใจกันมาอย่างไรต้องลืมหมด ต้องฝังเสียหมด ต้องนึกถึงประโยชน์ของประเทศของตนเท่านั้น จะนึกเห็นแก่ตัวไม่ได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีใจเป็นนักกีฬาแท้ เป็นของจำเป็นที่จะต้องปลูกให้คนมีน้ำใจอย่างนั้น จึงจะปกครองอย่างแบบเดโมคราซีได้ดี.
ในเร็ว ๆ นี้เคยมีเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงตัวอย่างนักการเมืองให้เห็นเด่นว่า ท่านเป็นนักกีฬาแท้ แต่จะพูดถึงเรื่องเก่า ๆ ให้เป็นลำดับมาเสียก่อน เมื่อครั้งมหาสงครามนั้นประเทศต่าง ๆ ที่นักการเมืองมีความเห็นแก่งแย่งกันต่าง ๆ นั้น เมื่อถึงสงครามเข้าแล้วก็ร่วมใจกัน ทำสงครามเพื่อประโยชน์แห่งประเทศ
และเมื่อเร็ว ๆ นี้เมื่อประเทศอังกฤษเกิดความยุ่งเหยิงเรื่องการเงินมากมาย นักการเมืองคณะต่าง ๆ ก็ได้รวมกันเป็นคณะชาติขึ้น เพื่อร่วมความคิดกันช่วยประเทศอังกฤษ
กับเมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักการเมืองที่มีน้ำใจเป็นสปอร์ตสแมนแท้ คือ ประธานาธิบดีฮูเวอร์ เวลานี้เราทราบว่ามีการเลือกประธานาธิบดีอเมริกาใหม่ และประธานาธิบดีฮูเวอร์แพ้โวต มิสเตอร์แฟรงกลินรูสเวลต์จะได้เป็นประธานาธิบดีต่อไป คนแรกที่ส่งโทรเลขไปแสดงความยินดีคือประธานาธิบดีฮูเวอร์เอง นั่นแสดงน้ำใจนักกีฬาที่รู้จักแพ้.
ตามแบบเลือกประธานาธิบดีของอเมริกานั้น ถึงแม้ได้รับเลือกแล้ว กว่าจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีก็ต้องรอไปอีกหลายเดือน ดูเหมือนจนถึงเดือนมีนาคม ในระหว่างนี้ถ้าประธานาธิบดีฮูเวอร์ไม่เป็นนักกีฬาจะแกล้งทำให้เกิดลำบากต่าง ๆ ก็ได้ แต่แทนที่จะทำอย่างนั้น นี่กลับปรากฏว่าฮูเวอร์จะเชิญมิสเตอร์รูสเวลต์มาที่วอชิงตันเพื่อปรึกษาการงานกัน และเพื่อให้รู้เรื่องไว้ เพื่อจะได้รับมอบการงานและทำงานต่อไปได้โดยเรียบร้อย เป็นประโยชน์แก่ประเทศบ้านเมืองของเขาอย่างดีที่สุดที่จะเป็นได้
นี่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองของอเมริกาเขามีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้ โดยเหตุนั้นอเมริกาจึงเป็นประเทศที่รุ่งเรืองและสมบูรณ์อย่างยิ่ง
ในข้อนี้สมควรที่คนไทยจะหัดตัวเองให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้ทุกประการเหมือนอย่างเขา และเชื่อว่าการที่เราเปลี่ยนแปลงการปกครองจะเป็นผลดีอย่างยิ่ง
การปกครองแบบเดโมคราซีนั้น ถ้าราษฎรมีน้ำใจดีอย่างที่ว่ามาแล้วก็จะเป็นผลดีแก่ประเทศเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงแม้วิธีนั้นเป็นวิธีที่ดีอย่างที่สุดก็ตาม ถ้าไม่รู้จักใช้อาจเป็นผลร้ายก็ได้ เพราะฉะนั้นในเวลานี้เราจะต้องพยายามโดยเคร่งครัดที่จะฝึกฝนพลเมืองของเราให้มีน้ำใจอยู่ในหลักต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้...
ถัดจากวันของวชิราวุธวิทยาลัยมา 4 วัน คือวันที่ 16 พฤศจิกายน 2475 ประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามต่อสภาผู้แทนราษฎร ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2475 ก็มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ในคราวประชุมสภาครั้งที่ 36 วันที่ 25 พฤศจิกายน (ตอนบ่าย) มีการพิจารณาร่างมาตรา 11 ซึ่งว่าด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง ตอนหนึ่งมีสมาชิกเสนอญัตติให้ครอบคลุมถึงผู้ได้ “บรรดาศักดิ์” ด้วย
ในระหว่างที่อภิปรายกันนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งกล่าวว่า ...ก่อนที่จะได้อภิปรายกันต่อไป ขอร้องให้ท่านผู้มีบรรดาศักดิ์สูงขอให้ทำใจหนักแน่น เพราะถ้าพูดรุนแรงจะเกิดความน้อยใจถึงจะลาออก จึ่งขอพูดกันไว้ก่อน การประชุมในสภานี้ถือว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะพูดอะไรได้ตามความเห็นของตน การเมืองเป็นกีฬาอย่างหนึ่งซี่งผู้อยู่ในการเมืองเป็นนักกีฬาการเมือง ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ย่อมต้องมีใจเป็นนักกีฬาเสมอ ในเรื่องนี้ถ้าฝ่ายที่มีบรรดาศักดิ์แพ้โหวต ขอให้ถือว่าเป็นการแพ้อย่างนักกีฬา อย่าได้มีความเสียใจถึงต้องลาออกจากสมาชิกสภา...
นอกจากจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้นำแนวคิดเรื่อง “น้ำใจเป็นนักกีฬาแท้” ตามพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวข้างต้น ไปใช้ในการประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามแล้ว ยังมีใช้กันต่อ ๆ มาในคำว่า “เล่นการเมือง” หรือคำเต็มก็คือ “เล่นกีฬาการเมือง”
นี้เป็นแนวคิดเรื่อง “เล่นการเมือง” ของไทยเรา ซึ่งถือเป็นของพระราชทาน โดยยึดหลัก น้ำใจนักกีฬา หรือ sportsmanship ต่อมาภายหลัง เราเพ่งพินิจคำว่า “เล่น” ไปในความหมายว่าทำให้สนุกสนานหรือรื่นรมย์ใจ หรือไม่ก็เป็นการกระทำที่ไม่จริงจัง ไม่เอาจริง จึงไม่ได้นึกถึง “น้ำใจนักกีฬา” ซึ่ง รู้จักเล่นไปตามเกม ไม่โกง รู้จักเล่นเพื่อชัยชนะของกลุ่ม ไม่ใช่อวดตัวคนเดียว และรู้จักแพ้รู้จักชนะ มีจิตใจดีต่อกัน เพื่อสังคมและประเทศชาติของเรา.
