รายงานพิเศษจากสื่อ InfoMigrants เผยตัวอย่างชีวิตผู้อพยพแอฟริกันที่ทำอาชีพผู้ช่วยกุ๊กในฝรั่งเศส เมื่อการปรับตัวเข้ากับสังคม มีงานทำ และมีวุฒิการศึกษา ยังไม่เพียงพอต่อการได้รับสถานะที่มั่นคง ขณะที่อุปสรรคทางกฎหมายยังคงเป็นกำแพงขวางกั้นความฝันของคนรุ่นใหม่ที่ทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในยุโรป

ภาพวาดประกอบ 'สิริกิ' (Siriki) ชายหนุ่มชาวโกตดิวัวร์วัย 23 ปี ได้รับคำสั่งเนรเทศถึงสองครั้ง แม้ว่าเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมในฝรั่งเศสได้อย่างดีเยี่ยมก็ตาม | ภาพจาก: FMM Graphic Studio
สิริกิ (Siriki) เดินทางมายังฝรั่งเศสตั้งแต่ยังเป็นเยาวชนเพื่อหลบหนีความรุนแรงในครอบครัวจากประเทศโกตดิวัวร์ โดยเขาได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กฝึกหัดในเมืองดังเคิร์ก ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส แต่กลับต้องเผชิญกับคำสั่งเนรเทศถึงสองครั้ง แม้ว่าเขาจะได้รับวุฒิบัตรวิชาชีพและสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวเข้ากับสังคมได้อย่างดีเยี่ยม
“เขาเป็นคนยิ้มแย้มเสมอ เว้นแต่จะมีปัญหา ซึ่งสีหน้าเขาก็จะแสดงออกมาเหมือนคนทั่วไป” ติโบต์ (Thibault) เจ้าของร้านอาหารที่ สิริกิ ทำงานอยู่กล่าว โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ชายหนุ่มชาวโกตดิวัวร์วัย 23 ปีรายนี้ได้รับคำสั่งให้เดินทางออกจากดินแดนฝรั่งเศส (Obligation to leave French territory - OQTF) ในระหว่างการต่ออายุใบอนุญาตพำนัก อย่างไรก็ตาม หลังจากทนายความของเขาได้ยื่นคัดค้น ผู้พิพากษาได้สั่งให้มีการพิจารณากรณีของเขาใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสความร่วมมือของคนในท้องถิ่นที่ร่วมกันช่วยเหลือเรื่องค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย
แม้ว่าชายหนุ่มชาวแอฟริกันรายนี้จะไม่เคยกระทำความผิดใดๆ แต่เขากลับต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายที่หนักหน่วง สิริกิ เดินทางมาถึงเมืองดังเคิร์ก ทางตอนเหนือของฝรั่งเศสในฐานะผู้เยาว์เมื่อปี 2019 ต่อมาในปี 2022 เขาได้รับวุฒิบัตรวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร และได้ผ่านการฝึกงานในร้านอาหารหลายแห่งจนกระทั่งได้เข้าร่วมทีมในฐานะเด็กฝึกหัดของสถานประกอบการที่มีชื่อเสียง
“เขาเป็นคนจิตใจดี มีความพิถีพิถันในการทำงาน และตรงต่อเวลาเสมอ” ติโบต์ กล่าวชื่นชม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งเมื่อพิจารณาจากอดีตของเขา ก่อนจะมาถึงฝรั่งเศส สิริกิ ต้องเดินทางไกลกว่า 7,000 กิโลเมตร ผ่านประเทศลิเบีย ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และข้ามเทือกเขาในอิตาลี “ผมเพิ่งจะมาตระหนักถึงสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดก็ตอนที่เดินทางมาถึงแล้วนี่แหละครับ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมทำท่าทางประกอบว่าหัวของเขาแทบจะระเบิดออกเมื่อนึกถึงความยากลำบากเหล่านั้น
'ผมกลัวทุกคนไปหมด'
สิริกิ เกิดที่ประเทศโกตดิวัวร์ โดยที่ไม่เคยรู้จักแม่ของตนเองเลย “พ่อไล่ผมออกจากบ้านเพื่อที่จะพาผู้หญิงอีกคนเข้ามา เธอทำร้ายผมบ่อยมาก โดยเฉพาะการใช้ไฟลวกจนทิ้งรอยแผลเป็นที่ยังเห็นชัดบนผิวหนังของผมจนถึงทุกวันนี้” บาดแผลจากความรุนแรงในครอบครัวผลักดันให้เขาตัดสินใจหนีออกจากบ้านตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นเพื่อพยายามเดินทางไปหาญาติคนอื่นในปารีส เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายในทะเลทรายที่ซึ่ง “บางคนล้มลงและเสียชีวิตจากความกระหายน้ำ” รวมถึงความไม่ปลอดภัยในลิเบียซึ่งเป็นด่านหน้าอันอันตรายสู่สหภาพยุโรปสำหรับผู้ที่เลือก “ออกเดินทาง” แต่เขาก็ได้รับแรงใจจากเพื่อนร่วมทาง โดยระบุว่าทุกคนต่างดิ้นรนเหมือนกันจึงต้องช่วยเหลือกัน
หลังจากข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สิริกิ (Siriki) เดินทางผ่านอิตาลี ข้าม “ภูเขาและป่าไม้” จนเข้าสู่ฝรั่งเศสทางเมืองบริอองซง เขาถูกตำรวจควบคุมตัวในปี 2018 ก่อนที่หน่วยงานการกุศลจะรับตัวไปดูแลในขณะที่มีอายุเพียง 16 ปี “ผมกลัวทุกคนไปหมด” เขากล่าวถึงสภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากสิ่งที่ผ่านมา “ผมคิดว่าจะได้เจอคุณอาที่ชานชาลาตอนมาถึงสถานีรถไฟลียง ในปารีส แต่กลับไม่มีใครรอผมอยู่เลย” ในท้ายที่สุดเขาได้ที่พักพิงในเมืองดังเคิร์ก เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศส และก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพในครัว
'มีวุฒิการศึกษา แต่ยังไม่มีที่ยืน'
สำหรับ สิริกิ การผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้หมายถึง "ความสำเร็จ" ในความหมายทั่วไป เพราะเขาต้องจำใจจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า “ความปรารถนาเดียวของผมคือการมีสถานะที่มั่นคง เพื่อที่จะได้ตั้งตัวและสร้างครอบครัวได้เสียที” เขากล่าวในฐานะกุ๊กฝึกหัด ทว่าทันทีที่อายุครบ 18 ปี เขาได้รับคำสั่งให้เดินทางออกจากฝรั่งเศส เป็นครั้งแรกขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ซึ่งครูในโรงเรียนมัธยมที่เมืองดังเคิร์ก ระบุว่าปกติเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเยาวชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของ หน่วยงานช่วยเหลือสังคมเพื่อเด็ก (Aide Sociale à l’Enfance - ASE) และกำลังมุ่งมั่นในโครงการฝึกวิชาชีพ จนสุดท้ายคำสั่งเนรเทศนั้นถูกยกเลิก และเขาสามารถคว้าวุฒิบัตรวิชาชีพ มาได้สำเร็จ
ชายหนุ่มชาวโกตดิวัวร์ยังคงมุ่งมั่นศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายวิชาชีพ จนกระทั่งได้เซ็นสัญญาเป็นเด็กฝึกหัดและได้รับใบอนุญาตทำงานชั่วคราวในปี 2024 อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม 2025 หน่วยงานท้องถิ่น กลับปฏิเสธการต่ออายุใบอนุญาตพำนักและยื่นคำสั่ง OQTF ฉบับใหม่ให้เขา “เขาหวาดกลัวมากและเก็บเรื่องนี้ไว้ถึง 15 วันก่อนจะยอมบอกพวกเรา” ติโบต์ เล่า “มันทำลายความรู้สึกของเขามาก พวกเราจึงยื่นมือเข้าช่วย” โดยครูคนหนึ่งของเขาได้เริ่มระดมทุนออนไลน์ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างล้นหลามจากเพื่อนร่วมงาน สมาคมต่าง ๆ และผู้บริจาคที่ไม่ประสงค์ออกนาม จนมีเงินเพียงพอสำหรับจ้างทนายความมาสู้คดี และในเดือนพฤศจิกายน 2025 ทนายความก็สามารถยื่นขอระงับคำสั่งของหน่วยงานทั้งถิ่นได้สำเร็จ
'เขามาที่นี่เพื่อทำงาน'
“หน่วยงานท้องถิ่นกำหนดเงื่อนไขการต่ออายุใบอนุญาตพำนักของเขาว่าต้องสอบผ่านวุฒิบัตรวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นวุฒิการศึกษาที่เน้นวิชาการมากขึ้นและใช้ศึกษาต่อได้ โดยเขาพลาดไปเพียงนิดเดียวในการสอบปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย” ทนายความของ สิริกิ กล่าว “การต่อสู้คดีของเราจึงมุ่งเน้นไปที่ความผิดพลาดทางข้อกฎหมายนี้เป็นหลัก เนื่องจากการสอบตกไม่สามารถนำมาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธการออกใบอนุญาตพำนักให้แก่บุคคลได้”
ในระหว่างที่รอผลการพิจารณาคำร้องครั้งใหม่ สิริกิ ยังคงมุ่งมั่นทำงานและอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบวุฒิบัตรวิชาชีพชั้นสูงอีกครั้งในปี 2026 นี้ ทว่าเขาก็ยังห่างไกลจากคำว่ามีเสรีภาพอย่างแท้จริง “อุปสรรคเหล่านี้มันน่าเหนื่อยหน่ายมาก ใครจะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้?” เขาตั้งคำถามด้วยความสงสัย “เยาวชนเหล่านี้ ซึ่งบางคนยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องเข้าเรียนในชั้นเรียนเดียวกับนักเรียนคนอื่น ๆ ในฝรั่งเศส และถูกวัดผลด้วยมาตรฐานเดียวกัน ทั้งที่ทุกอย่างสำหรับพวกเขานั้นยากลำบากกว่าคนอื่นหลายเท่า”
หากปราศจากใบอนุญาตพำนัก สิริกิ อาจต้อง "สูญเสียทุกอย่าง" ทั้งที่เขาใช้ชีวิต ทำงาน และ "มีมิตรสหายที่ดีมาก" ในฝรั่งเศส เรื่องราวของเขาทำให้นึกถึงโศกนาฏกรรมของ มามาดู กอร็องเก ดิอัลโล (Mamadou Garanké Diallo) เยาวชนชาวกินีที่เป็นเด็กฝึกหัดแล่เนื้อและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมในนอร์มังดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลับต้องเผชิญกับคำสั่งเนรเทศ จนตัดสินใจพยายามเดินทางไปยังสหราชอาณาจักร ทว่าร่างของเขาในวัย 21 ปี กลับถูกพบเมื่อเดือนกันยายน 2025 ใกล้กับเมืองดังเคิร์ก โดยสันนิษฐานว่าถูกรถบรรทุกชนในระหว่างการเดินทาง
“ผมมีรากเหง้าอยู่ที่นี่มากกว่าในโกตดิวัวร์เสียอีก” สิริกิ กล่าวด้วยความเศร้าใจ ขณะเดียวกันเขาก็ยังมีเจ้านายที่เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมาก โดย ติโบต์ ระบุว่า “เขามาที่นี่เพื่อทำงาน การมีอยู่ของเขาคือบ่อเกิดแห่งความมั่งคั่งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ซึ่งติโบต์เองก็กำลังเฝ้ารอให้สถานการณ์ที่ชะงักงันนี้สิ้นสุดลง เพื่อที่จะได้เห็นรอยยิ้มของสิริกิกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
