- ‘ยิ่งชีพ - ไอลอว์’ โพสต์ขอให้ 9 นักการเมือง ภท. ทบทวนฟ้องหมิ่นประมาทฯ หลังถูกโยงคดีฮั้ว สว. ไม่ได้กลัวแพ้คดี แต่เป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างาม ถ้าเห็นว่าสิ่งที่นำเสนอไม่เป็นความเป็น สามารถชี้แจงได้
- หากพิจารณาแล้วว่าจำเป็นต้องฟ้อง เขามี 4 ข้อเสนอเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดี คือ 1. อย่าใช้เครื่องมือรัฐเป็นเครื่องมือ 2. อย่าฟ้องแยกคดีความ ให้รวมเป็นคดีเดียวกัน 3. อย่าฟ้องทางไกล และ 4. ให้มาเบิกความที่ศาลด้วยตัวเอง หวังการดำเนินคดีที่ชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
- ‘อนุทิน’ ไม่มีการทบทวน มอบทนายฟ้องหมิ่น แต่เมื่อไรยังไม่ทราบ
23 ก.ค. 2569 'เป๋า' ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กวันนี้ (23 ก.ค.) เมื่อเวลา 8.59 น.ระบุว่า เขาขอร้องและเชิญชวนพรรคภูมิใจไทย ให้พิจารณาทบทวนการฟ้องคดีความหมิ่นประมาท เพราะเขาไม่อยากถูกฟ้องหมิ่นประมาทอยู่แล้ว และไม่ได้อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่ากลัวแพ้คดี แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างาม
สำหรับกระแสข่าวการฟ้องร้องหมิ่นประมาทยิ่งชีพ เกิดขึ้นหลังจาก ผอ.ไอลอว์ ได้นำหนังสือยื่นให้พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด 9 คน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาล ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาเลือก สว.โดยไม่สุจริต หรือคดีฮั้วเลือก สว. แต่อาจ ‘ลอยนวล’ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจไม่สั่งฟ้องศาลฎีกาฯ แบ่งเป็น รัฐมนตรี ปัจจุบัน 7 คน อดีตรองประธานสภาฯ อีก 1 คน และ สส. 1 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีรายชื่อของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย
ยิ่งชีพ ระบุว่า ข้อมูลที่เขานำมายื่นต่อ ประธานวิปฝ่ายค้าน ไม่ได้เป็นข้อมูลใหม่ แต่ว่ามีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ และพยานที่เกี่ยวข้องพูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกอากาศทางทีวี มีการแถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริง ขอให้ท่าน (นักการเมือง 9 รายชื่อ) ชี้แจง สังคมก็จะได้ยิน สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อตัวเขา ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้นที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล  ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ
ผอ.ไอลอว์ ระบุว่า สิ่งที่เขาได้ทำ เป็นเพียงการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านี้ จากปากคำพยานมากมาย และนำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบผ่านกระบวนการของรัฐสภา ซึ่งเป็นการกระทำหน้าที่ของในฐานะประชาชนคนธรรมดา เพื่อให้มีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ใครๆ ก็สามารถทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วไม่จริง ก็จบไป เขาไม่อาจมีอำนาจทำอะไรได้มากกว่านี้
ส่วนข้อสงสัยว่าบุคคลในรัฐบาลอาจทำอะไรที่ผิดหรือพลาด สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลาทุกสถานที่ คนที่รู้เห็นหรือพอจะรู้เห็นก็ย่อมชอบธรรมที่จะออกมาพูดถึง ในพื้นที่และรูปแบบที่เขาทำได้ตามบทบาทของแต่ละคน กฎหมายและการบังคับใช้ควรจะต้องทำหน้าที่คุ้มครองการพูดถึงและการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีเหล่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศและกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้องรู้สึกว่ากลัวที่จะถูกดำเนินคดีตามมาจากการพูดถึงสิ่งที่คนในรัฐบาลอาจทำผิดหรือทำพลาดหรือถูกกล่าวหา ผมอยากให้เราอยู่กันด้วยบรรยากาศแบบนี้ มาตรฐานแบบนี้ และหลักการแบบนี้ครับ จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวน
4 ข้อเสนอถึง ภท. หากเลือกเดินหน้าฟ้องหมิ่นประมาท
เพจเฟซบุ๊ก ‘เป๋า - ไอลอว์’ ระบุต่อว่า หากทบทวนแล้ว เห็นว่ามีความจำเป็นต้องดำเนินดคีหมิ่นประมาทจริง เพราะเห็นว่ามีข้อมูลไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้เสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ เขาก็พร้อมจะนำข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในมือมากมายวันนี้ และเพิ่มเติมอีกในอนาคตเอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาล พร้อมกันนี้ ทางยิ่งชีพ ได้มีข้อเรียกร้องในการสร้างบรรทัดฐานในคดีที่ดีด้วย
- อย่าใช้กลไกของรัฐเป็น ‘เครื่องมือ นักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือให้พรรคออกให้ เพราะตอนนี้นักการเมืองที่มีรายชื่อเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทน โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลชุดนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเพื่อชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเอง เพราะเขาในฐานะฝ่ายจำเลย ต้องใช้ทรัพยากรของตัวเองเช่นกัน
- อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของเขาทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่เขากล่าวถึงทั้ง 9 คน รู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ เมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียว ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันและพูดทีเดียวกัน
อย่าฟ้องทางไกล - เบิกความด้วยตัวเอง
- ยิ่งชีพ เสนอว่าอย่าฟ้องคดีทางไกล เขาทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่กล่าวถึงหลายคนไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละมีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ทุกคนยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมี แต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายเขาอาจชนะคดีได้ไม่ยาก เพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา
- มาเบิกความด้วยตัวเอง เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าใช้วิธีมอบอำนาจให้ศุภชัย หรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้าน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจริง ขอให้มาอธิบายเอง แล้วให้เรามีโอกาสตรวจสอบได้ตั้งคำถามต่อพวกท่านด้วยว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีพยานหลักฐานไปถึงตัวท่านเป็นจริงมากน้อยเพียงใด เข้าใจว่าทุกคนมีภารกิจเพื่อประเทศชาติมากมายแล้ว แต่ถ้าท่านจะดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อส่วนตัว เพื่อให้คนหนึ่งคนต้องติดคุก พวกคุณก็ยังมีภาระที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเอง
ยิ่งชีพ กล่าวย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดี แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้ง 2 ฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองได้ ถ้าเขาจะถูกตัดสินว่าผิด ก็ขอให้ถูกตัดสินแบบแฟร์เกมที่เป็นธรรมกับเขาด้วย
'ภราดร' ฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องของพรรค
เว็บไซต์มติชนออนไลน์ รายงานวันเดียวกันนี้ (23 ก.ค.) เวลา 9.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวสอบถามภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ยิ่งชีพ โพสต์ข้อความขอให้ทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาทฯ จากการเปิดข้อมูลเรื่องนักการเมือง 9 รายชื่อ ที่เชื่อมโยงกับคดีฮั้ว สว. ว่า พรรคจะฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องของพรรค เขาไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกับยิ่งชีพ เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่โรงเรียน ถือคติว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ฆ่าเพื่อน” แต่น้องจะฆ่าตัวเองหรือเปล่า ไม่ทราบ หลักฐานก็ไม่มีอะไร ที่พูดมาก็บอกว่าไปเอาของเขามาอีกทีและมาเสนอต่อสาธารณะ ซึ่ง 9 คนที่ถูกกล่าวหาก็เสียหายไปแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนตัวตนน่าจะคุยกันได้ แต่ในส่วนของพรรค ก็ให้พรรคตัดสินใจ
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า การที่ยิ่งชีพ ออกมาพูดแบบนี้มีประเด็นทางการเมืองหรือไม่ ภราดร มองว่า ‘ยิ่งชีพ’ อาจจะติดกับดักทางการเมือง หรือผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา สว.ที่อกหัก ประเมินได้ทั้งสองด้าน ซึ่งผู้สมัคร สว.ควรยอมรับว่าอยู่ในรายชื่อสำรอง หากมีอะไรเป็นไปกับ สว. 200 คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ก็จะได้รับการเลื่อนขึ้นมา ดังนั้น มีผลประโยชน์ทับซ้อนล้านเปอร์เซ็นต์
ภราดร กล่าวต่อว่า อีกส่วนในฝ่ายการเมือง จะเห็นว่าเรื่องนี้ถูกเปิดออกมา หลังจากมีเรื่องของบุคคลในพรรคการเมืองพรรคหนึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งข้อกล่าวหาในคดี Forex หลังจากนั้นก็มีการเปิดเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องเก่า พวกเขาเคยเป็นผู้ถูกกล่าวหาไปแล้ว และเขาก็ได้ไปให้การกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้ว เขาก็ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อพวกเขาในพรรคเป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็เข้าไปชี้แจงและดำเนินการไปตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว (ปี 2567) แต่อยู่ๆ ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา หลังจากมีคดีของ ‘ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ส่วนตัวมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะคนในพรรคดังกล่าวเอาเรื่องคดีฮั้ว สว.มาเปิดหลังจากนั้น ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่ไปยัดใส่มือยิ่งชีพ ซึ่งยิ่งชีพ ไม่รู้ก็ตะครุบเหยื่อ และเอาข้อมูลนั้นย้อนกลับมาที่พรรคการเมือง
'อนุทิน' เผยเดินหน้าฟ้องต่อ
ขณะที่อนุทิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณียิ่งชีพ ไอลอว์ โพสต์ขอให้ทบทวนการฟ้องหมิ่นประมาทฯ ยืนยันว่าจะไม่มีการทบทวนในเรื่องนี้ ส่วนจะร้องทุกข์กล่าวโทษภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ อนุทิน ตอบว่า ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการแล้ว แต่ว่าภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ เขาไม่ทราบ
ต่อกรณีที่สื่อถามว่าเรื่องไหนที่รับไม่ได้มากที่สุด อนุทิน เผยว่าให้สอบถามทางทนายความ
