เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จัดฟอรัมสัมนา "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร" โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) , รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน., นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน. และบุคลากรจากพรรคประชาชน เป็นผู้ร่วมเสวนา โดยวัตถุประสงค์ของเวทีเสวนานี้จัดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม ในประเด็นการทุจริตของภาครัฐ โดยณัฐพงษ์ได้อธิบายที่มาของชื่อฟอรั่มเสวนา ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คือการวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงระบบผ่านเรื่องปกติที่คนไทยต้องเจอประจำวันที่ต้องเจอปัญหา คอร์รัปชั่นที่ใกล้ ตัว ตั้งแก่เกิดจนตาย เพื่อนำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทย
กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ดำเนินเป็นพิธีกรในฟอรัมเสวนา เปิดเวทีอย่างไม่เป็นทางการด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับประสบการณ์การเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นโดยรัฐผ่านช่องทางออนไลน์พบว่า ผู้มีส่วนร่วมเกินครึ่งมีประสบการณ์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐโกง เช่น ปัญหาการเก็บส่วยจราจร เป็นต้น
ณัฐพงษ์ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยระบุว่า ถ้ามองย้อนไปไกลๆ จากความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา บางคนอาจนึกถึงกรณี ‘โกงจำนำข้าว’ และการทุจริตเครื่องตรวจจับอาวุธ GT200 แต่ถ้าเราย้อนมาใกล้กว่านี้การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะนึกถึงกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เช่นกรณีนาฬิกายืมเพื่อน, TH-AI passport และล่าสุดกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น เรามักจะมีภาพจำเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือนักการเมือง แต่จากการสอบถามช่องทางออนไลน์ก่อนหน้า พบว่าประเด็นการคอร์รัปชั่นเช่น เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการประชาชน คุณภาพชีวิต ยังดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น
จัด 5 กลุ่มคอร์รัปชั่นในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตคนไทย
ณัฐพงษ์ ได้วิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชั่นในไทยจัดเป็น 5 กลุ่ม
1.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้ เช่น กรณีทุจริตเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าพื้นที่ชายแดนใต้มีปัญหาการด้านการขาดแคลนโภชนาการ ถ้าหากมีการการกระจายอำนาจ การบริหารที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะพลิกวิกฤตขาดแคลนโภชนาการ ให้เป็นอาหารกลางวันที่ครบถ้วนให้เด็กไทยได้
2.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องจ่ายเกินจริงเพื่อจ่าย ’ค่าน้ำร้อนน้ำชา’ เช่น การที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ซึ่งมันคือต้นทุนที่ไม่จำเป็น และจากการสำรวจของ TDRI พบว่า ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหลายแสนล้านบาทจากการที่ผู้มีอำนาจใช้ช่องทางกฎระเบียบที่มากเกินจริงเพื่อเก็บส่วย
3.การที่ประชาชนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการทุจริต เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการแข่งขัน และไม่ได้มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด
4.ความหละหลวมจากกฎระเบียบของภาครัฐ ทำให้การจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ เช่นโรงงานก่อมลพิษ ที่เลือกที่จะจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ
5.การจ่ายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ เช่น กรณี ‘พ่อทิพย์-แม่ทิพย์’ ที่จ่ายสินบนเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ประเทศไทยถูกมองจากประชาคมโลกว่าเป็นฐานปฎิบัติการของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ
‘พริษฐ์’ ชี้ การศึกษาไทยไม่ไปไหนเพราะคอร์รัปชั่น
พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ แต่คุณภาพของการศึกษาไทยกลับสวนทางงบประมาณ
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทยคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้จากการที่งบประมาณจะเข้าถึงผู้เรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับกลายเป็นว่างบประมาณเหล่านั้นเป็นเข้าสู่กระเป๋าคนไม่กี่คน
โดยพริษฐ์ยกตัวอย่างกรณีการ “ทุจริตนมโรงเรียน” ที่โรงเรียนออกใบเสร็จเกินจริง แต่พบว่าจำนวนนมที่นักเรียนดื่มจริงๆ กลับเป็นแค่ 30% เท่านั้น
ถ้าหากมีโรงเรียนสัดส่วน 1 ใน 10 ของประเทศไทยมีการทุจริตเช่นนี้ จากการคำนวนพบว่าจะทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหลถึง 300 ล้านบาทต่อปี
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า การทุจริตเช่นนี้ไม่ได้มาจากแค่ ’พฤติกรรมที่ไม่ดี’ ของผู้เกี่ยวข้อง แต่อาจเกิดจากระบบโครงสร้างรัฐที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตง่าย เช่นการกำหนดเกณฑ์เนื้อหาหนังสือเรียนล็อกสเปกให้เป็นหนังสือที่มีอยู่ในบัญชีกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ปัญหานี้มักเกิดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขใน (TOR)ให้เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสำนักพิมพ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบน เพื่อให้หนังสือได้ขึ้นบัญชีกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สำนักพิมพ์ต้องวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐทำให้แทนที่จะเกิดกระบวนการแข่งขันเชิงคุณภาพ หรือด้านราคา กลับกลายเป็นการวัดเส้นสายภายในกระทรวงศึกษาธิการ
พริษฐ์ย้ำถึงประเด็นทุจริตในวงการการศึกษาว่า การทุจริตไม่ได้มีผลแค่กับงบประมาณภาษีของประชาชน แต่มีต้นทุนแฝง 3 ด้านที่ฉุดรั้งคุณภาพการศึกษาไทย
1.สื่อการสอนที่ไม่ได้คุณภาพ นมบูดที่ส่งผลต่อพัฒนาการเยาวชน หรือการโกงสอบบรรจุครูทำให้พลาดผู้เรียนพลาดโอกาสในการได้เรียนกับครูที่เก่งที่สุดในประเทศ
2.เข็มทิศนโยบายที่ผิดเพี้ยนจากการทุจริตของผู้มีอำนาจที่ไปดีลกับกลุ่มทุน ทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินความ จำเป็นและเกิดการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงจุด เช่น การสร้างอาคารเกินความจำเป็นแทนที่จะจัดสรรงบ ประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยลดภาระครู หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียน
3.การผลิตซ้ำค่านิยมไทยต่อการทุจริต ทำให้ผู้เรียนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ จากการพบเห็นในรั้วโรงเรียน เมื่อมีใครตั้งคำถามต่อการทุจริต ก็มักจะถูกบอกว่า "เป็นเรื่องของผู้ใหญ๋" เป็นการสร้างค่านิยมทางอ้อมให้ยอมรับการทุจริตว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม
ทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบของการทุจริตต่อแรงงานข้ามชาติ
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องกับการ ประมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยตรง ในฐานะมนุษย์เงินเดือนการจ่ายภาษีโดยตรงและทางอ้อมจะถูกนำไป จากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยภาษีทุกๆ 100 บาท 36 บาทผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงินที่รั่วไหล ไปกับการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น2-11 บาท การทุจริตเป็นต้นทุนแฝงที่ประชาชนไทยต้องจ่ายในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง
นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการทุจริตส่งผลกระทบถึงแรงงานข้ามชาติด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคปชน. จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ธุรกิจในภาคการประมง การก่อสร้าง และเกษตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนักที่คนไทยไม่นิยมทำ ทว่าในมุมมองผู้ประกอบการ การหาแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมายมี ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ แฝงอยู่ เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมาย มีการเก็บส่วย โดยคิดเฉลี่ยส่วย รวมทั้งหมด 6,800-16,100 ต่อคน ทำให้นายจ้างหันมาพึ่งแรงงานข้ามชาตินอกระบบ
สหัสวัต กล่าวเพิ่มเติมว่าสิ่งที่แรงงานข้ามชาติต้องเจอคือ การกดขี่แรงงาน เนื่องจากแรงงานนอกระบบไม่ต้องจ่ายหลักประกันในการดำรงชีพ เช่นประกันสังคม และไม่มีประกันสุขภาพ
สหัสวัต วิจารณ์ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติว่า การลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติควรจะเป็น ง่าย ถูก และเร็ว แต่ไทย ยาก แพง และช้า ทำให้เอื้อต่อการทุจริต
ปชน. เสนอ ’พรบ จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’
นายวิสุทธิ์ ตันตินันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงคมนาคมจะลดงบลง แต่จำนวนโครงการสำหรับ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ กลับไม่ลด เนื่องจากกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เอื้อให้เกิดการฮั้วประมูล
นายวิสุทธิ์กล่าวถึงลักษณะการฮั้วประมูลที่รัฐจ้างรัฐโดยไม่ต้องแข่งขัน และการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในโครงการที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในโครงการบัญชีนวัตกรรมที่มีการล็อกสเปกให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างด้วยงบประมาณอย่างน้อย 30% ผ่านผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย
นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ ไม่ใช่การรื้อปะผุ แต่เป็นการรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน OECD ให้ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเต็มที่ และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ ไม่ให้เกิดการล็อกสเปก
ชู open government- “กิโยตินกฎหมาย” เพิ่มความโปร่งใส
น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน เสนอการ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดการทุจริตจากที่ขั้นการบริการรัฐตอนซับซ้อน โดยมีข้อเสนอ 3 ปัจจัยดันให้ประเทศไทยโปร่งใส ที่มีการศึกษาจากต่างประเทศเช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ และสิงคโปร์
1.นายกฯ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น มีกรอบเวลา แผนการชัดเจน
2.open government สะดวก โปร่งใส เข้าถึงง่าย ลดกระบวนการซ้ำซ้อน
3.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
จากการโกงเสี่ยงน้อยกว่าการไม่โกง สู่ ‘แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน’
นายกษิเดช แดงเดช ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนว่า คนที่มาเปิดเผยคนโกงในไทย มีความเสี่ยงมากกว่าคนโกง เนื่องจากปัญหาการทุจริตที่หยั่งรากลึก เช่น ปัญหาใบอนุญาตต่างๆ
กษิเดชมองว่าผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดไม่สามารถออกมาเปิดเผยข้อมูลได้ เช่น สื่อมวลชน เนื่องจากการฟ้องปิดปาก และในทางเดียวกัน ควรมีมาตราการลดโทษ หากผู้ที่อยู่ในวงการทุจริต ออกมาสารภาพก่อน และประชาชนผู้มีข้อมูลพยานหลักฐานออกมาแฉโกงควรได้รับเงินรางวัล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการต่อต้านทุจริต และเพื่อจัดการการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยรัฐควรมีหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทุจริต
แฟนคลับพรรคผิดหวัง ปมโหวตอนุทิน
ในช่วงถามคำถาม มีทั้งเสียงผู้ฟังที่ชื่นชมการทำงานในการตรวจสอบของพรรคประชาชน ในขณะเดียวกันทันตแพทย์หญิงอพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ภรรยาของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้บุกเบิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งคำถามถึงการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีที่ 32 ด้วยท่าทีที่ผิดหวังต่อการตัดสินใจโหวตนายกอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งเปรียบเหมือน “ทิ้งเรือให้โจรพาย” นั้น
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามต่อผู้ฟังในกรณีดังกล่าวว่า
“ผมแชร์ความรู้สึกนั้น ทุกๆเวทีก็จะมีคนมาแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน” พร้อมอธิบายในการตัดสินใจการโหวตนายกฯอนุทินว่า ”ณ ตอนนั้นเรามีข้อจำกัด ว่าเราไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เราจะสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้กำลังจะถูกนำโดยนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำประเทศที่เรารู้สึกว่าคนที่เป็นกัปตันเรือ ที่เป็นคนที่เราอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นโจรหรือเขาไม่ได้มีความโปร่งใส มีการทุจริตในกลุ่มการเมืองเขา คำถามคือข้อจำกัดทางกฎหมาย ณ ตอนนั้น ที่พรรคประชาชน ไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราต้องการโหวตเพื่อปลดล็อกกติกาบางอย่าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ ถ้าตอนนั้นเองเราเข้าไปร่วมรัฐบาล หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นโจร เราไม่สามารถเป็นกัปตันได้ คำถามคือถ้าเราไปนั่งเรือโจร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ หรือเราสามารถนั่งอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก แล้วทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปถูกทิศทางหรือไม่ นี่คือคำตอบของพวกเรา ที่หากเราได้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ
ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มันไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเชื่อคือประเทศนี้จะเปลี่ยนได้ มีความหวังได้ กัปตันเรือเป็นคนที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นคนที่มีเจตจำนง เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ ณ ตอนนั้นเป็นข้อจำกัดจริงๆ ที่ยอมรับว่าเราไม่ได้ตัดสินใจง่าย แต่เราตอนนั้นเราเชื่อว่าการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เราต้องมีอำนาจดูแลกำกับ” ณัฐพงษ์ยอมรับว่าผิดหวังกับการโหวต ณ วันนั้น และเสียใจเหมือนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกคน แต่ตราบใดที่มีความหวัง ประชาชนออกมาแสดงตัวขบวนการพรรคประชาชนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
