Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ครบรอบ 22 ปี “ทนายสมชาย นีละไพจิตร” ทนายความและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกบังคับสูญหาย เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2547 ทนายสมชายเคยเป็นอดีตรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ และอดีตประธานชมรมนักฎหมายมุสลิม เขาทำงานรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ดังกล่าวที่ให้อำนาจล้นเกินกับเจ้าหน้าที่ในการควบคุมตัวบุคคลได้ 7 วันในค่ายทหาร โดยไม่ต้องมีข้อหา

ย้อนไปเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2547 ทนายสมชายหายตัวไป ระหว่างที่เป็นทนายความให้กับผู้ต้องหาคดีปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง นราธิวาส โดยคืนวันที่ 12 มี.ค. 2547 ทนายสมชายถูกชายฉกรรจ์ 6 คน ขับรถชนรถของ หลังจากเลี้ยวจากซอยมหาดไทยเข้าถนนรามคำแหง ตรงบริเวณปากซอยรามคำแหง 69 ก่อนที่เขาจะถูกลักพาตัว รถของทนายสมชายถูกนำไปจอดทิ้งไว้ใกล้กับสถานีขนส่งหมอชิต 2 หลังจากนั้นไม่มีใครพบตัวเขาอีกเลยตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา

โดยที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการอุ้มหายทนายสมชาย และคดีฆาตกรรมทนายสมชายถูกปิดลงโดยที่ไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้

ภาพ แมวส้ม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

หลังจากการหายตัวไปของทนายสมชาย อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของเขาถูกข่มขู่คุกคามเช่น เนื่องจากเธอออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในประเด็นการบังคับให้สูญหายอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2567 อังคณากล่าวปาฐกถาในงาน “20 ปีของการต่อสู้กับการลอยนวลผู้กระทำผิด” ส่วนหนึ่งของปาฐกถาระบุว่า ดิฉันหวังว่าเรื่องราวการบังคับสูญหายสมชาย นีละไพจิตร จะอธิบายว่าทำไมดิฉัน และเหยื่ออีกหลายคนจึงมุ่งมั่นถึงภารกิจบางประการร่วมกัน หลายท่านอาจรำคาญ เบื่อหน่ายที่จะฟังเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายท่านอาจคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะพูดเรื่องเก่า ๆ แต่ดิฉันอยากบอกทุกท่านว่า เราจะไม่มีวันตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จนกว่าเราจะถูกพรากคุณค่าบางอย่างในชีวิตไป

ทุกครั้งเมื่อพูดเรื่องราวของผู้สูญหาย ดิฉันรู้สึกตัวเล็กลงอย่างมากเมื่อเทียบกับหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของครอบครัวคนหายอีกหลายครอบครัว แม้จะล้มเหลว ถูกเย้ยหยัน แต่ผู้หญิงในครอบครัวคนหายก็ไม่เคยสูญสิ้นความศรัทธา และความเชื่อมั่นว่าสักวันความจริงจะปรากฏ และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัว

อังคณา นีละไพจิตร ภาพแมวส้ม

มีคนถามดิฉันว่า ดิฉันกับลูก ๆ ยังอยู่บ้านเดิมหรือเปล่า สำหรับครอบครัวคนหาย บ้านคือสถานที่ที่มีความทรงจำ ครอบครัวคนหายส่วนมากจึงยังอยู่ที่เดิม ด้วยหวังว่า สักวันคนรักที่หายไปจะกลับมา มีหลายครอบครัวที่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่ แต่เด็ก ๆ ก็มักวนเวียนไปที่บ้านเดิมด้วยความหวังว่า “พ่ออาจกลับมา”

ขณะที่ประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวของทนายสมชายเคยให้สัมภาษณ์กับประชาไทในวาระครบรอบ 20 ปี การถูกบังคับสูญหายของทนายสมชาย เมื่อถูกถามว่าทุกวันนี้ถอดใจเรื่องพ่อหรือยัง ประทับจิตตอบว่า มันเหมือนเป็นภาระทางใจมากกว่าว่าไม่สามารถจะถอดใจได้ แต่ถามว่าท้อหรือเปล่า ก็ท้อ ท้อมากๆ เลย รู้สึกกดดันมากจากทั้งบทบาทการงานที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เอื้อให้เราทำงานเกี่ยวกับพ่อมากนัก แต่ดีที่ว่าสังคม ที่ทำงานก็เข้าอกเข้าใจหน้าที่ของเรา แล้วเจ้าหน้าที่หลายๆ คนก็รู้ว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้างมีความคิด positive ก็ยังปล่อยให้เราทำงานเกี่ยวกับเรื่องพ่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็รู้สึกท้อ

ด้วยความที่ว่าเคสมันยิ่งยาวโดยเฉพาะ 20 ปี ปีนี้เริ่มมีคนไม่รู้จักพ่อเรา ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่อินด้วย ทุกวันนี้มีแต่คนเขียนประวัติทนายสมชายว่ามาจากสามจังหวัดชายแดนใต้ ก็ไม่ได้โกรธที่เข้าใจผิดว่าเรามาจากใต้ แต่จริงๆ ไม่ใช่…คนในสังคมจะลืมเรื่องพ่อเรา ไม่เป็นไรเลย แต่ขอให้คุณได้รู้จักกับคนเหล่านี้ใหม่ทุกๆ ปี เราคิดว่าตรงนี้มันจำเป็นต้องสร้างกำลังจิตกำลังใจให้ตัวเองพอสมควร เพราะเป้าหมายเราค่อนข้างมีความเชื่อว่าแรงผลักดันทางสาธารณะเท่านั้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

ประทับจิต นีละไพจิตร

ทั้งนี้ UN Human Rights – Asia ได้โพสต์ข้อความในวันนี้ (12 มี.ค. 2569) เกี่ยวกับกรณีการหายตัวไปกว่า 22 ปีของทนายสมชายระบุว่า 22 ปีแล้วนับตั้งแต่สมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชน ถูกบังคับให้สูญหาย ครอบครัวยังคงไม่ได้รับคำตอบใดๆ จนถึงวันนี้ เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้ความจริง ความยุติธรรม ความรับผิด และการเยียวยานั้นเกิดขึ้น การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมเลวร้ายและเป็นความผิดต่อเนื่อง ซึ่งรัฐมีความรับผิดชอบในการระบุชะตากรรมและสถานที่อยู่ของผู้สูญหาย และต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าข้อมูลดังกล่าวจะได้รับความกระจ่างอย่างแท้จริงและความยุติธรรมบังเกิดขึ้น

เสียงจากครอบครัวนีละไพจิตร 22 ปีที่ความจริงไม่เคยถูกเปิดเผย ชื่อ “ทนายสมชาย” เลือนหายไปจากสังคม

อังคณาภรรยาของทนายสมชายได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในวันครบรอบ 22 ปีที่ทนายสมชายถูกบังคับสูญหาย ระบุว่า

“เมื่อสถาบันต่าง ๆ ไม่สามารถเปิดเผยความจริงได้ ครอบครัวของผู้สูญหายจึงต้องเป็นผู้รักษาความทรงจำของพวกเขาไว้ เพื่อไม่ให้สังคมสามารถแสร้งทำเป็นว่าอาชญากรรมนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเราได้พูดถึงการบังคับสูญหายของทนายสมชาย นีละไพจิตร อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะเราต้องการรื้อฟื้นอดีต หรือวิงวอนขอความเมตตา แต่เพราะความจริงยังไม่เคยถูกเปิดเผย และผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล

ในช่วง 22 ปีนี้ คดีอุ้มหายทนายสมชายถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงโดยกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างน้อย 20 ครั้ง คือเกือบทุกปีของการบังคับสูญหาย เนื่องจากการสอบสวนไม่เคยเสร็จสิ้น และชะตากรรมของสมชายยังไม่เคยได้รับการพิสูจน์ คดีสมชายถือเป็นกรณีตัวอย่างของการบังคับสูญหายโดยรัฐ และวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดเชิงโครงสร้างในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แทนที่รัฐจะมุ่งสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ความสนใจกลับถูกเบี่ยงเบนไปสู่การทำลายความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีของครอบครัว ปล่อยให้การบังคับสูญหายโดยรัฐค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม

เหนือสิ่งอื่นใด ปัญหานี้ถูกทำให้กลายเป็นเพียง “#โศกนาฏกรรมของครอบครัวนีละไพจิตร” ทั้งที่แท้จริงแล้ว การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมโดยรัฐ และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคม ระบบกฎหมาย และหลักนิติรัฐ ซึ่งรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

ภาพแมวส้ม

ภายหลังจากทนายสมชายถูกบังคับสูญหายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 รัฐบาลในขณะนั้นได้จำกัดกรอบคดีนี้ให้เป็นเพียงคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบางราย แทนที่จะยอมรับข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ แม้ว่ารัฐจะรายงานต่อสังคมและประชาคมระหว่างประเทศว่ามีการสอบสวนและดำเนินคดี แต่กระบวนการดังกล่าวกลับล้มเหลวในการนำไปสู่ความรับผิดชอบในการเปิดเผยชะตากรรมของสมชายและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ท้ายที่สุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด และคดีฆาตกรรมสมชายถูกปิดลงโดยไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ อย่างไรก็ตาม คดีการบังคับสูญหายไม่ควรถูกปิดลง เพราะชะตากรรมและสถานที่อยู่ของผู้สูญหายยังไม่ถูกเปิดเผย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้สื่อสารกับสังคมและประชาคมระหว่างประเทศว่า ความยุติธรรมจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อมีการตรากฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้สูญหาย อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ความสนใจของรัฐกลับมุ่งไปที่การป้องกันการกระทำผิดในอนาคต ขณะที่ไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการรื้อฟื้นหรือสอบสวนคดีบังคับสูญหายในอดีต รวมถึงคดีของสมชาย ทั้งที่การบังคับสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่องที่ไม่มีอายุความ และถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสังคมกลับเป็นการนำเสนอความสำเร็จในการตรากฎหมายต่อประชาคมระหว่างประเทศ มากกว่าความคืบหน้าในการค้นหาความจริงหรือการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

สมชาย นีละไพจิตร เป็นเพียงคนธรรมดา เป็นทนายความที่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แต่ตลอด 22 ปีที่เขาถูกบังคับสูญหาย รัฐกลับไม่เคยมอบความยุติธรรมให้เขาและครอบครัว การป้องกันจะไม่มีความหมาย หากคดีที่เกิดขึ้นแล้วไม่เคยได้รับการสอบสวนอย่างจริงจัง ในทางกลับกัน รัฐบาลไทยยังคงใช้คำอธิบายเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ” ทั้งที่แทบไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการค้นหาความจริงและหาตัวผู้กระทำผิด

ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษ ครอบครัวทนายสมชายยังคงแสวงหาความจริงและความยุติธรรม ท่ามกลางกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส ไร้ซึ่งความรับผิด และการมีส่วนร่วมของครอบครัว ในขณะเดียวกันครอบครัวกลับถูกทำให้เป็น “ปัญหา” เพียงเพราะเราไม่ยอมลืม และยังคงเรียกร้องความจริงและความยุติธรรม ดังที่ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ได้กล่าวว่า หลายรัฐมักมองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนว่าเป็น “ปัญหา” แทนที่จะจัดการกับความอยุติธรรมที่พวกเขาพยายามเปิดเผย

ในสถานการณ์ที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถเปิดเผยความจริงและให้ความยุติธรรมได้ การจดจำจึงกลายเป็นความรับผิดชอบ ครอบครัวของเราจะยังคงจับมือกับครอบครัวของผู้สูญหายรายอื่นๆ ไม่ว่ารัฐจะยอมรับการมีอยู่ของพวกเราหรือไม่ เพื่อยืนยันว่าการบังคับให้สูญหายในประเทศไทยจะไม่ถูกปล่อยให้เลือนหายไปจากความทรงจำของสังคม เพราะหากสังคมปล่อยให้เหยื่อการบังคับสูญหายถูกลืม ความยุติธรรมก็จะถูกลืมไปด้วย และอาชญากรรมเช่นนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้กับใครก็ได้

การยุติการบังคับสูญหาย เริ่มต้นจากการจดจำเหยื่อทุกคน การร่วมกันค้นหาความจริง การยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด และ #คืนผู้สูญหายทุกคนสู่ครอบครัว

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง