Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปิดล้อมปะทะวันแรกใน 10 วันสุดท้ายรอมฏอน วิสามัญฯ เสียชีวิต 1 ราย กอ.รมน.เผยเป็นผู้ต้องหามีหมายจับ เจ้าหน้าที่ส่งศพไปถึงบ้าน แต่เกิดเหตุชุลมุนกับชาวบ้านจนสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ หวั่น 10 วันสุดท้ายรอมฎอนสถานการณ์ยิ่งแรงขึ้นอีก

 

14 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊กกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) รายงานเมื่อ 11 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ หลังใช้อาวุธยิงและปาระเบิดไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เหตุเกิดวันที่ 11 มี.ค. 2569

เหตุการณ์เริ่มต้นขณะหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมประจำ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งจากด่านตรวจความมั่นคงในพื้นที่ ต.ท่ากำชำ ว่าพบบุคคลต้องสงสัยมีพิรุธขณะผ่านด่านตรวจ เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจแต่บุคคลดังกล่าวพยายามหลบหนี

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ เจ้าหน้าที่จึงติดตามไป กระทั่งเวลาประมาณ 15.35 น. ได้เข้าดำเนินการบังคับใช้กฎหมายบริเวณบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่บ้านปรัง ต.ท่ากำชำ โดยพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ต้องหาออกมาแสดงตัว แต่ถูกผู้ต้องหาใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงยิงตอบโต้

บ้านที่ถูกปิดล้อม

ต่อมา เมื่อเวลา 19.50 น. หลังเสียงปืนและเสียงระเบิดสงบลง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อคือ ‘มะสะกรี’ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่ จ.กระบี่ ภูเก็ต และพังงา

ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธปืน M16 จำนวน 1 กระบอก ปืนพกสั้น 1 กระบอก และระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์ 1 ลูก จึงรวบรวมไว้เป็นพยานหลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์ตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา เวลา 20.30 น. พล.ท.นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้ลงพื้นที่ ต.ท่ากำชำ เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ยึดหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

เจ้าหน้าที่ส่งศพถึงบ้าน แต่เกิดเหตุชุลมุน

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นขณะที่ญาติมารับศพผู้เสียชีวิตจากกรณีปิดล้อม-ปะทะในพื้นที่บ้านปรังรายดังกล่าว ภายหลังการชันสูตรพลิกศพแล้วเสร็จ 

รายงานระบุว่า ญาติและประชาชนได้เตรียมรถเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนา ในพื้นที่บ้านคลองช้าง ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี แต่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมรถส่งศพแล้ว ทำให้ญาติและชาวบ้านสงสัย เพราะเห็นว่าภารกิจของเจ้าหน้าที่สิ้นสุดแล้ว ทางครอบครัวควรนำศพกลับได้เอง จนนำไปสู่การโต้เถียงและเกิดสถานการณ์ชุลมุนระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนในบริเวณดังกล่าว

บรรยากาศยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่นำศพไปถึงที่บ้านของผู้เสียชีวิต มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่พยายามกดดันให้อาบน้ำศพ และให้ละหมาดศพอย่างคนปกติ ไม่ให้ปฏิบัติเหมือนศพนักรบชะฮีด (ผู้เสียชีวิตในหนทางของพระเจ้า) 

อย่างไรก็ตาม กว่าที่ชาวบ้านจะจัดการศพได้ สามารถส่งศพไปยังสุสานซึ่งมีการกล่าวสรรเสริญพระเจ้าตลอดทาง พร้อมเสียงตะโกน “Patani Merdeka และฝังได้ก็เกือบรุ่งเช้าของวันนี้ (12 มี.ค. 2569) โดยมีชาวบ้านโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเข้าร่วมจำนวนมาก

หวั่น 10 วันสุดท้ายรอมฎอนสถานการณ์ยิ่งแรงขึ้นอีก

สำหรับเหตุปิดล้อมปะทะครั้งนี้ ถือเป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้นในช่วงวันแรกของ 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม และมักเป็นช่วงที่มีเหตุรุนแรงมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ก่อนหน้านี้เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ แสดงความกังวลมาแล้วว่า เหตุการณ์ปะทะที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ อาจจะเร่งเร้าให้มีการตอบโต้หรือมีการก่อเหตุที่รุนแรงขึ้น

ยิ่ง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอนปีนี้ ค่อนข้างพิเศษ เพราะตรงกับช่วงที่มีหมุดหมายสำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์หลายอย่าง ที่อาจมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นถี่มาก

เริ่มจาก 10 มี.ค. 2452 (หรือ ค.ศ. 1909) มีการลงนามใน สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 (Anglo-Siamese Treaty of 1909) หรือสัญญากรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นการปักปันเขตแดนที่สยามกับอังกฤษเพื่อแลกกับการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและการกู้เงินสร้างทางรถไฟสายใต้

12 มี.ค. 2547 หรือเมื่อ 22 ปีที่แล้ว เป็นวันที่สมชาย นีละไพจิตร นักกฎหมายมุสลิมและทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถูกอุ้มหายกลางกรุงเทพฯ ระหว่างเป็นทนายความให้ผู้ต้องหาคดี ‘ปล้นปืน’ ที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส ซึ่งการหายตัวไปของเขายังเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้

13 มี.ค. 2503 วันที่ขบวนการ BRN (แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี - Barisan Revolusi Nasional) ก่อนตั้งขึ้น จึงมีการกำหนดให้วันที่ 13 มี.ค. ของทุกปีเป็นวันสถาปนาขบวนการ BRN ฝ่ายความมั่นคงมักจะมีการเฝ้าระวังเหตุความไม่สงบเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงนี้เป็นพิเศษ

ในขณะที่ข้อเรียกร้อง “รอมฏอนสันติ” จากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะจากโต๊ะพูดคุยสันติภาพยังไม่มีเลย เพราะเป็นช่วงสุญญากาศที่ยังไม่มีคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย ต้องรอให้ได้รัฐบาลใหม่ก่อนจึงจะมีการแต่งตั้งได้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง