แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘กลุ่มคนเสื้อแดง’ พัฒนาจากการต่อต้านรัฐประหารปี 2549 ก่อตั้งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2550 โดยรวมทั้งกลุ่มคนต่อต้านการรัฐประหาร-การปกครองที่ทหารและชนชั้นนำมีบทบาททางการเมือง กับฐานใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยและทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจในปี 2549
หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมือง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นเวลาห้าปี และวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย วันที่ 17 ธ.ค. 2551 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเดือนมีนาคม 2552 ผู้ประท้วงนับหมื่นคน เรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากข้อครหา ‘จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร’ และกลุ่มเพื่อนเนวิน (ต่อมาเป็นพรรคภูมิใจไทย) ถอนตัวจากรัฐบาลเดิมเพื่อไปสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ นอกจากนี้ นปช.ยังเรียกร้องให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากการเป็นองคมนตรี มีการขยายการชุมนุมไปสถานที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมืองพัทยา ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง นปช. กับผู้สนับสนุนรัฐบาล ‘กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน’ การประชุมครั้งนี้จึงถูกยกเลิก
12 เม.ย. 2552 อภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป นำมาสู่การเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงโดยใช้กำลังทหารและกระสุนจริงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงได้ยึดรถเมล์และวางยางรถยนต์เพื่อสร้างแนวป้องกัน ท้ายที่สุดเหตุการณ์จบลงที่แกนนำยอมยุติการชุมนุม และผู้ชุมนุมยอมกลับบ้านอย่างผู้พ่ายแพ้ในช่วงสงกรานต์ปีนั้น
ปีต่อมา นปช. ประกาศชุมนุมอีกครั้งวันที่ 14 มี.ค. 2553 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตเพื่อเป็นเครื่องตัดสินทางการเมือง โดยการชุมนุมดำเนินต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำ นปช. แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้
7 เม.ย. 2553 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไปในกรุงเทพฯ และแต่งตั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ทำงานร่วมกับ ‘3ป.’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนายทหารอื่นๆ
8 เม.ย. 2553 นปช. แถลงไม่ยอมรับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เนื่องจากมั่นใจว่าคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ พร้อมเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน
9 เม.ย. 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่ทั้งบริเวณถนนราชดำเนินและถนนราชประสงค์ ได้เคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพราะมีการตัดสัญญาณทีวีดาวเทียมเกิดขึ้น จึงหวังทวงคืนสัญญาณการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล โดยทหารที่นำกำลังพลควบคุมสถานีดาวเทียมในเวลานั้นคือ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งในเวลานั้น)
นำมาสู่การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุม โดยฝ่ายทหารได้ใช้แก๊สน้ำตา แต่ทิศทางลมได้ตีกลับควันแก๊สบางส่วนทำให้ฝั่งทหารแตกขบวน และผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนเข้ายังภายในสถานีไทยคมได้ มีการยึดอาวุธทหารมากองรวมไว้ และภายหลังได้คืนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับฝ่ายทหารไป เหมือนคนเสื้อแดงจะทวงคืนสถานีไทยคมได้ชั่วคราว เพราะสุดท้ายเมื่อประชาชนเคลื่อนขบวนกลับ ทหารจาก พล.ร.2 รอ.ก็เข้ามายึดสถานีไทยคมคืนในช่วงค่ำวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์วันที่ 9 เม.ย.ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ‘ลับ ลวง พราง’ ของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารว่า การที่ทหารต้องยอมจำนนในวันนั้นทำให้ฝ่ายทหารรู้สึก "เสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรีที่ทหารหลายพันคนต้องยอมวางโล่ กระบอง และอาวุธทุกอย่างที่มี ยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวลานั้นยังไม่ปรากฏว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ถูกผู้ชุมนุมยึดอาวุธ สั่งการไล่ต้อนให้เดินแถวออกสู่ทุ่งนา"
วันที่ 10 เม.ย. 2553 รัฐบาลได้นำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม นปช. โดยเคลื่อนกำลังจากถนนหลายเส้นทางรอบพื้นที่ชุมนุมใหญ่บนถนนราชดำเนินกลาง มีการเรียกปฏิบัติการนี้ว่า ‘ขอคืนพื้นที่’ โดยเริ่มผลักดันผู้ชุมนุมตั้งแต่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ในช่วงบ่ายและมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตตั้งแต่ประมาณ 15.30 น.คือ เกรียงไกร คำน้อย อาชีพคนขับสามล้อ ภายหลังพบว่าเป็นการถูกยิงด้วย "กระสุนความเร็วสูง"
จากนั้นในช่วงเย็นก่อนค่ำ ทหารที่ปิดล้อมพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางซึ่งเป็นที่ตั้งเวทีของ นปช. เริ่มปฏิบัติการอีกครั้ง โดยเริ่มยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมทั้งจากทหารราบและทางอากาศโดยโปรยแก๊สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ทหาร
การสลายการชุมนุมดำเนินไปถึงช่วงค่ำ จนกระทั่งมีเหตุระเบิดขึ้นที่ถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาส่งผลให้มีนายทหารบาดเจ็บหลายนายและเสียชีวิต 5 นายหนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายสวมชุดปิดบังใบหน้ามิดชิดมาพร้อมอาวุธสงครามปรากฏตัวมาที่บริเวณถนนตะนาวแยกคอกวัว เข้ายิงปะทะตอบโต้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเริ่มปฏิบัติการและมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตแล้ว กลุ่มคนปริศนานี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘ชายชุดดำ’ และต่อมากลายเป็นคำอธิบายหลักของรัฐบาลในเวลานั้นว่าเป็นผู้ที่ทำให้ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิต
เหตุการณ์คืนนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย จำแนกเป็นทหาร 5 ราย พลเรือน 21 ราย และนักข่าว 1 คน คือ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ (Hiroyuki Muramoto) ช่างภาพข่าวชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ของสำนักข่าวรอยเตอร์ส
หลังเหตุการณ์ 2 วัน ในวันที่ 12 เม.ย.2553 ทางด้านพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องเอาผิดอภิสิทธิ์และสุเทพ ในฐานะเป็นผู้ออกคำสั่งจนทำให้เกิดความสูญเสีย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่การยุบสภาไม่เกิดขึ้นและการชุมนุมยังเดินหน้าต่อไป โดยย้ายไปรวมกับเวทีที่แยกราชประสงค์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายชุมนุมในคืนวันที่ 10 เม.ย. ทำให้ปมปัญหาขยายจากเรื่องยุบสภากลายเป็นปัญหาของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก่อนที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์จะถูกล้อมปราบโดยทหารอีกครั้งในอีก 1 เดือนต่อมา จนมีผู้เสียชีวิตรวมจากเหตุการณ์ตลอดช่วง 1 เดือนถึง 94 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,400 ราย (ข้อมูลจาก ศปช.)
อ้างอิงจาก
- การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566)
- https://wevis.info/april-may-53/
- https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304
- https://prachatai.com/journal/2019/05/82551
- ความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.,2555)
หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว
