Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

9 ก.พ. 2549 เป็นวันที่มีการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ ‘คนเสื้อเหลือง’ ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยร่วมสมัย จากการรวมตัวของหลายองค์กรทั่วประเทศ และได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยมีแกนนำยุคแรก คือ สนธิ ลิ้มทองกุล, จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงชัย และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

กลุ่มพันธมิตรฯ มีพันธกิจหลัก คือ การเรียกร้องให้ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกมองว่า ขาดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง และให้เปิดโปง ‘วาระซ่อนเร้น’ ของทักษิณและคนใกล้ชิด พร้อมผลักดันให้มีการปฏิรูปการเมือง โดยมุ่งลดอำนาจรัฐและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทักษิณได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย สมัยแรกจากการเลือกตั้ง 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งได้ สส. 248 เสียง ครั้งที่สองจากเลือกตั้ง 2548 ด้วย สส. 376 เสียง และถือเป็นรัฐบาลประวัติศาสตร์ที่มาจากพรรคการเมืองเดียว ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

หากอ่านประวัติการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรมักพบว่ามีจุดเริ่มต้นจากการที่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกถอดผังจากช่อง 9 นำมาสู่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรนอกสถานที่ และถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ซึ่งนำเสนอเนื้อหาความไม่ชอบมาพากลของทักษิณ ทำให้เกิดมวลชนจำนวนมาก

หนึ่งในประเด็นที่ปลุกให้เกิดกระแสมวลชนครั้งใหญ่ คือ กรณีที่ครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นให้กองทุนเทมาเซ็ก สิงคโปร์ มูลค่ากว่า  73,271 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 49.6% ของบริษัท ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยไม่เสียภาษี เมื่อ 23 ม.ค. 2549 ซึ่งเกิดขึ้นหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 (20 ม.ค. 2549)

กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ต่างชาติซื้อหุ้นกิจการโทรคมนาคมได้ถึง 49% จากเดิมไม่เกิน 25% ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ต่อทักษิณและครอบครัวว่า อาจเป็นการแก้ไขกฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อ ‘บิ๊กดีล’ ของครอบครัวชินวัตร และประเด็นที่ว่ากิจการสื่อสารมวลชนซึ่งเป็นกิจการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ แต่กลับต้องตกไปอยู่ในการบริหารของต่างชาติ

วันที่ 4 ก.พ. 2549 จึงมีการชุมนุมภายใต้ชื่อ ‘กู้ชาติ’ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ถวายคืนพระราชอำนาจ เอาประเทศไทยของเราคืนมา และเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ก่อนจะจัดตั้งเป็น ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

แนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร คือ การจัดปราศรัยให้คนเห็นถึงภัย ‘ระบอบทักษิณ’  จัดอภิปรายให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยทักษิณ และจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ สติกเกอร์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นความไม่เป็นธรรมของระบอบทักษิณ

จากนั้น 24 ก.พ. 2549 ทักษิณได้ประกาศยุบสภา ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่พันธมิตรนัดชุมนุมใหญ่ 2 วัน (26 ก.พ. 2549) กกต. จึงกำหนดเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมองว่าทักษิณใช้การกำหนดวันเลือกตั้งนี้เพื่อซักฟอกตัวเอง จึงยืนยันชุมนุมให้ทักษิณออกจากตำแหน่งอย่างไม่มีเงื่อนไข และเพื่อให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเมืองก่อนจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงตามกำหนดการเดิม

การชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมาก แต่พันธมิตรฯ ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือข้อเรียกร้องอย่างการปฏิรูปการเมือง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน มีบางส่วนเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ระบุว่า “มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือการเรียกร้องให้มี ‘นายกฯ พระราชทาน’ ขึ้น

ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง มีการรณรงค์ให้ “No Vote” และรวมทั้งประท้วงด้วยวิธีฉีกบัตรเลือกตั้ง กระนั้นผลการเลือกตั้งยังออกมาว่าพรรคไทยรักไทยได้จำนวน สส. นำเป็นอันดับ 1

แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกยื่นคำร้องว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉันเป็นโมฆะ ขณะที่ กกต. ก็ถูกฟ้องว่าเอื้อประโยชน์ให้พรรคไทยรักไทย และมีการยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี และได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็น 15 ต.ค. 2549

แต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง 19 ก.ย. 2549 ได้มีคณะรัฐประหารนำโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผ่านชื่อ ‘คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)’ ยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของทักษิณระหว่างเดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัยซึ่งส่งผลถึงปัจจุบัน

 

อ้างอิงจาก

  • การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566)
  • พันธมิตรกู้ชาติ บทพิสูจน์ความกล้า เสียสละ อหิงสา. กรุงเทพฯ: ผู้จัดการ 360, 2552. 420 หน้า

 

หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง