จากกรณีของคอนเทนต์ครีเอเตอร์รายหนึ่งที่รู้จักกันในนาม “บังหล่า นายร้อยหน้าลิฟท์” พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายกับบุคคลสำคัญของประเทศไทยจนกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งานในแพลตฟอร์ม TikTok เป็นอย่างมากส่งผลให้ยอดรับชมของครีเอเตอร์รายนี้สูงถึง 10 ล้านครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า มีประชาชนรายหนึ่งเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112[1] แต่เนื่องจากกรณีของครีเอเตอร์รายนี้ไม่พบข้อเท็จจริงว่าได้กระทำการอย่างใดอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เจ้าหน้าที่จึงไม่มีการดำเนินคดีกับบังหล่า นายร้อยหน้าลิฟต์แต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นความเคลื่อนไหวล่าสุดของบังหล่าคือ ถูกเจ้าหน้าที่กดดันให้เขาต้องลบคลิปในช่องตัวเองทั้งหมด, ตัดผมสั้นเกรียน รวมถึงบริษัทต้นสังกัดได้เลิกจ้างรปภ. รายนี้ ปัจจุบันบังหล่าได้ตัดผมสั้นเกรียน, ลบคลิปในช่อง TilTok ของตัวเอง และตกงาน[2]
ในแง่ของกฎหมายอาญานั้นไม่ปรากฎบทบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่พูดถึงการกระทำความผิดเพียงเพราะมีรูปพรรณที่คล้ายคลึงกับบุคคลสำคัญแต่อย่างใด จะมีเพียงแต่บทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ตั้งชื่อ-นามสกุลให้เหมือนหรือพ้องกับพระปรมาภิไธย พระนามของ พระราชินี หรือราชทินนาม เท่านั้น
จุดเริ่มต้นของพระราชบัญญัติชื่อบุคคล 2505[3] นั้นพัฒนามาจากการวางรากฐานทางทะเบียนในรัชกาลที่ 6[4] โดยเป็นช่วงเวลาที่เริ่มต้นการจดทะเบียนคนเกิด, คนตาย, คนทำงาน และการสมรส และต้องการความชัดเจนแน่นอนของการสืบสายโลหิตของราษฎรภายในราชอาณาจักร[5] อย่างไรก็ตาม แม้มีการแก้ไขเพิ่มเติมและชำระกฎหมายฉบับนี้จนถึงฉบับปัจจุบัน แต่ข้อห้ามการตั้งชื่อให้เหมือนหรือคล้ายกับพระปรมาภิไธยยังคงมีอยู่เช่นเดิม[6]
กรณีของบังหล่า นายร้อยหน้าลิฟต์นั้นไม่ใช่กรณีของการตั้งชื่อให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย แต่เป็นเรื่องของสรีระของประชาชนหาเช้ากินค่ำรายหนึ่งที่บังเอิญหน้าคล้ายกับบุคคลสำคัญเท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติไว้เป็นความผิดทางอาญา
อำนาจที่มอบอิสระในการแจ้งความ ม.112 ต่อคนอื่น
การแจ้งความดำเนินคดีต่อบังหล่า ต่อเนื่องจากบทบัญญัติกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นเป็นความผิดทางอาญาในกลุ่ม “ความผิดต่อรัฐ” ความผิดในกลุ่มนี้มุ่งควบคุมการกระทำที่เป็นการผิดศีลธรรมโดยรวมของสังคมอย่างร้ายแรง และประชาชนทุกคนมีผลกระทบจากการกระทำนั้น (เช่น ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย, ความผิดต่อเสรีภาพ เป็นต้น) ด้วยเหตุดังกล่าวจึงทำให้ประชาชนผู้พบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าวสามารถเข้ากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนได้ ด้วยเหตุนี้การดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย ต่อพระมหากษัตริย์นั้นจึงเปิดช่องให้บุคคลใดก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนได้
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาถึงบทบัญญัติคุ้มครองชื่อเสียงพระมหากษัตริย์ที่เปิดช่องให้สามารถแจ้งความหรือฟ้องร้องกันได้อย่างอิสระ ย่อมนำไปสู่การตีความพฤติกรรมของผู้คนในสังคมโดยอาศัยความเปราะบางของความเคารพสักการะของตนเอง จึงทำให้การใช้ชีวิตโดยปกติสุขของบุคคลทั่วไปในสังคมอาจถูกตีความเกินจริงไปในทางไม่จงรักภักดี หรือละเมิดต่อกฎหมายได้อย่างง่ายดาย จากเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดกรณีของการแจ้งความดำเนินคดีบุคคลในฐานความผิด มาตรา 112 ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ เลยถึง 2 กรณีด้วยกัน เช่นกรณีของนักวาดการ์ตูนเรื่อง อโยธยาเอยาวดี เพราะถูกกล่าวหาว่าจงใจวาดภาพของอดีตกษัตริย์สยามให้มีลักษณะไม่กำยำดั่งชายชาตรี[7] เป็นต้น
กรณีของบังหล่า แม้ในท้ายที่สุดจะไม่มีการดำเนินคดีต่อบังหล่าก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับกดดันให้บังหล่าต้องเปลี่ยนทรงผมเพื่อไม่ให้ละม้ายคล้ายคลึงกับบุคคลสำคัญอีก การกดดันเช่นนี้คือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะหากการกระทำใดๆ ของบุคคลที่ไม่ถูกกฎหมายบัญญัติห้าม การกระทำนั้นก็จะถูกรับรองในฐานะเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ[8]
จากการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้ “พระราชทินนาม” สู่ “รูปพรรณต้องห้าม”
อารมณ์และความรู้สึกของสังคมในปัจจุบันคือความเคารพสักการะ ที่ล้นเกินไปอย่างมาก และมากเกินกว่าสำนึกแห่งความสักการะที่ราษฎรในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เสียอีก
กล่าวคือ ในอดีตกาลนั้นมีเพียงการระวังไม่ให้เกิดการแอบอ้างพระราชทินนามเพื่อประโยชน์ในทางทะเบียนด้วยเหตุผลทางฐานันดรเท่านั้น
แต่ในปัจจุบันนี้แม้ระเบียบสังคมจะพัฒนามาสู่ยุคประชาธิปไตยที่ไม่ได้อ้างอิงเหตุผลทางฐานันดร แต่เป็นสถาณะทางกฎหมายขององค์ประมุขแห่งรัฐ แต่ด้วยกฎหมายอาญาที่มีช่องโหว่ที่ไม่อาจแตะต้องได้ ทำให้แต่เดิมที่มีเพียง “ชื่อต้องห้าม” พัฒนามาสู่ “รูปพรรณต้องห้าม” กรณีนี้จึงเป็นการย้อนกลับไปการพิจารณา ฐานันดรของบุคคลโดยอาศัยรูปพรรณที่สืบทอดตามสายเลือดของบุคคลธรรมดาโดยอาศัยบทบัญญัติกฎหมายสมัยใหม่ เพื่อดำเนินคดีต่อประชาชน
ปรากฎการณ์นี้อาจนับได้ว่าเป็นพัฒนาการถอยหลังของการบังคับใช้กฎหมายด้วยสำนึกความจงรักภักดีที่ล้นเกิน
อ้างอิง
[1] ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 มาตรา 112 “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
[3] “พระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505” ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 75 ตอนที่ 104, 23 พฤศจิกายน 2505. (หน้าที่ 5-12)
[4] เสถียร ลายลักษณ์. (2477). “ประชุมกฎหมายประจำศก เล่ม 25: พระราชบัญญัติ ขนนานนามสกุล พ.ศ. 2456 คำปรารภ”. (หน้าที่ 259-262)
