ตำนานคลื่นยักษ์ 7 ลูกที่จะพัดถล่มชายฝั่งหลังเกิดเหตุน้ำทะเลลดอย่างผิดปกติ เป็นเรื่องเล่าพื้นถิ่นที่ไม่ทราบต้นกำเนิด ส่งต่อกันมาจากบรรพชนรุ่นก่อน และกระจายอยู่ในสำนึกรู้ของชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะจำ ในเหตุการณ์คลื่นสึนามิซัดชายฝั่งอันดามันเมื่อปี 2547 ที่เกาะจำจึงไม่มีผู้เสียชีวิต เพราะเมื่อน้ำทะเลลดระดับลงอย่างรวดเร็ว คนบนเกาะต่างพากันอพยพขึ้นที่สูงโดยไม่ต้องพึ่งระบบเตือนภัย ตั้งแต่ก่อนที่ประเทศไทยจะรู้จักคำว่าสึนามิด้วยซ้ำ

นารี วงศาชล จากกลุ่มสตรีชนเผ่าพื้นเมืองอูรักลาโว้ยเกาะจำ เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ขณะพาผู้เขียนนั่งเรือไปสำรวจความเสียหายของหญ้าทะเลรอบ ๆ เกาะจำ ปัญหาหญ้าทะเลตามชายฝั่งทะเลอันดามันเสียหายเป็นวงกว้าง คือวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของภาคใต้ในขณะนี้
“อูรัก” แปลว่าคน “ลาโว้ย” แปลว่าทะเล อูรักลาโว้ยจึงเป็นกลุ่มคนผู้ใช้ผืนทะเลเป็นบ้าน มีท้องฟ้าเป็นเข็มทิศ ดำเนินชีวิตตามจังหวะของทะเล อาศัยเรือทำมาหากิน เคลื่อนย้ายไปตามหมู่เกาะต่าง ๆ สัมพันธ์กับลมมรสุมในแต่ละช่วงฤดู เมื่อชีวิตกับทะเลเป็นหนึ่งเดียวกัน กลุ่มอูรักลาโว้ยที่เกาะจำ จังหวัดกระบี่ จึงพยายามมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูหญ้าทะเลตามแบบฉบับวิถีชาวทะเลของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าวิถีภูมิปัญญาของพวกเขาจะไม่เป็นที่ต้องการของโลกสมัยใหม่
นารีชี้ไปยังเกาะอีกฟากของเรือ บอกว่าตรงนั้นเคยเป็น “บาฆัจ” คือพื้นที่ซึ่งถูกสร้างไว้ตามเกาะแก่งต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่พักพิงอาศัยชั่วคราว และเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณ สำหรับชาวอูรักลาโว้ยที่เคลื่อนย้ายออกหากินทั่วผืนทะเล แต่เมื่อรัฐเริ่มแบ่งแนวเขตอนุรักษ์ธรรมชาติขึ้น โดยไม่นับชาวทะเลแบบพวกเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทะเล วิถีชีวิตของพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย บาฆัจถูกทาบทับด้วยเขตอนุรักษ์ เหลือพื้นที่ที่อูรักลาโว้ยยังเข้าไปใช้ได้น้อยลงไปทุกที และเมื่อเม็ดเงินมหาศาลจากตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังเข้ามาทั่วภาคใต้ พร้อมจะเปลี่ยนเกาะแก่งต่าง ๆ ทั่วผืนทะเล ให้เป็นเครื่องผลิตคาร์บอนเครดิต นารีจึงกังวลว่ามันจะยิ่งเป็นเหมือนคลื่นการอนุรักษ์อีกระลอกที่ซัดถล่มให้วิถีชาวทะเลจมหายไป
หญ้าทะเลหายไป: วิกฤตใหญ่ของระบบนิเวศทะเลใต้
เอกลักษณ์ รัตนโชติ นักวิชาการจากสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หยิบหญ้าทะเลต่างชนิดขึ้นมาให้ดู จากโหลแก้วที่เก็บไว้เพื่อใช้ในการสอนและศึกษาหาวิธีฟื้นฟูหญ้าทะเล ในช่วง 7–8 ปีที่ผ่านมา พื้นที่หญ้าทะเลทั่วฝั่งอันดามันลดจำนวนลงอย่างมาก บางพื้นที่อย่างในจังหวัดกระบี่และตรังหายไปมากกว่าครึ่ง กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่ภาคใต้กำลังเผชิญในปัจจุบัน

เอกลักษณ์อธิบายว่าสาเหตุที่ทำให้หญ้าทะเลหายไปมีด้วยกันหลายปัจจัย ทั้งจากกิจกรรมบนชายฝั่ง อย่างการขุดลอกและการก่อสร้างริมฝั่งที่ทำให้เกิดตะกอนปกคลุมใบหญ้า การทำเกษตร ขยะจากการท่องเที่ยวที่ทำให้เกิดของเสียลงสู่ทะเล หรือกิจกรรมบนทะเลโดยตรงอย่างการเดินเรือในพื้นที่ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อหญ้าทะเลทั้งสิ้น แต่จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ที่หญ้าทะเลหายไปเป็นพื้นที่กว้างรวมหลายหมื่นไร่ในเวลาเดียวกันทั่วทะเลภาคใต้ ไม่ใช่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หญ้าทะเลลดลง เสริมเข้ากับปัจจัยอื่นๆ ในพื้นที่
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลฝั่งอันดามันลดต่ำลงหลายระลอก ทั้งปี 2562 ที่ลดลง 20 เซนติเมตร และปี 2567 ที่ลดลง 22 เซนติเมตรจากระดับค่าเฉลี่ย รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อหญ้าทะเลในวงกว้าง
ผลกระทบที่ตามมาจากการหายไปของหญ้าทะเล ที่ถูกพูดถึงบนหน้าสื่อมากที่สุด คือจำนวนพะยูนในฝั่งอันดามันที่ลดลงอย่างมาก คาดว่าปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่ถึง 100 ตัว จากเดิมที่มี 300–400 ตัว เนื่องจากพะยูนอาศัยหญ้าทะเลเป็นแหล่งอาหารหลัก เมื่อหญ้าทะเลหายไป พะยูนจึงมีร่างกายอ่อนแอจากการขาดอาหาร บางส่วนต้องอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ไกลจากถิ่นฐานเดิม บ้างต้องไปอยู่ในแถบที่ไม่คุ้นเคยหรือมีการเดินเรือหนาแน่น จึงเห็นอุบัติเหตุพะยูนเสียชีวิตจากเรือบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นปัญหาจากการหายไปของหญ้าทะเลที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก
เอกลักษณ์อธิบายต่อว่า นอกจากเรื่องพะยูนที่ปรากฏตามหน้าสื่อแล้ว ด้วยความที่หญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศชายทะเลที่สำคัญ เปรียบเหมือนป่าใต้น้ำที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์หลายชนิด ผลิตออกซิเจนให้กับน้ำทะเล และเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของทั้งสัตว์และคน สิ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดคือสัตว์ทะเลหลายชนิดมีจำนวนลดลง นอกจากนี้หญ้าทะเลยังเป็นพื้นที่ดักเก็บตะกอนซึ่งดูดซับคาร์บอนได้ดีอีกด้วย เมื่อหญ้าทะเลหายไปจึงทำให้คาร์บอนจำนวนมากถูกปล่อยออกมา อาจทำให้เกิดภาวะทะเลเป็นกรด และทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียหายเป็นอย่างมาก ปัญหาหญ้าทะเลจึงเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
“การปลูกหญ้าทะเลส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก แต่ที่กังวลคือหลาย ๆ องค์กรที่เข้าไปปลูกหญ้าทะเล โดยเฉพาะที่เป็น CSR ที่ไปปลูกแต่ไม่ได้มีการติดตามว่าสำเร็จแค่ไหน บางโครงการปลูกผิดที่ผิดทาง กลายเป็นไปทำลายหญ้าทะเล”
เอกลักษณ์มองว่าการฟื้นฟูหญ้าทะเลถือเป็นเรื่องใหม่ในไทย และเป็นความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นเดียวกัน มีความพยายามจากหลายภาคส่วนที่ปลูกหญ้าทะเลด้วยวิธีต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จ มีเพียงไม่กี่โครงการเท่านั้นที่หญ้ามีอัตราการรอดที่น่าพอใจ แม้จะเป็นเช่นนั้น เอกลักษณ์ก็มองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่หลายฝ่ายมีความพยายามร่วมกันที่จะแก้ปัญหา แต่ก็ยังมีโครงการ CSR หลายโครงการที่เข้ามาปลูกโดยไม่มีองค์ความรู้ ทำเพียงเพื่อให้ได้ภาพ ไม่มีการติดตามผล และใช้วิธีการปลูกที่ไม่เหมาะกับพื้นที่ ซึ่งยิ่งจะเป็นการทำลายพื้นที่หญ้าทะเล
ขณะเดียวกัน เม็ดเงินด้านสิ่งแวดล้อมจากคาร์บอนเครดิตที่ไหลเข้าสู่ภาคใต้ ก็ยังไม่ได้เข้ามาสนับสนุนการแก้ปัญหานี้โดยตรง จากการสืบค้นโครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พบว่ายังไม่มีโครงการที่ปลูกหญ้าทะเลโดยตรง
“โดยธรรมชาติ หญ้าทะเลมีการเพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาล ต้องใช้เวลานานกว่าจะรู้ปริมาณคาร์บอน เลยอาจไม่น่าไว้ใจในความคุ้มทุน หรือถ้าปลูกเพื่อเอาคาร์บอนเครดิต แล้วถ้าพะยูนมากินจะวัดกันยังไง ทั้งที่หญ้าทะเลมันได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว”
แม้หญ้าทะเลจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ดีจากการดักจับตะกอนให้ก๊าซอยู่ใต้พื้นดิน แต่เพราะมีการเพิ่มขึ้นลดลงจำนวนอยู่ตลอดเวลา จึงยากที่จะวัดเป็นคาร์บอนเครดิต โครงการส่วนใหญ่จึงนิยมทำในพื้นที่ป่าบกหรือป่าชายเลนที่มีไม้ยืนต้นซึ่งตรวจวัดได้ง่ายกว่า
แก้ปัญหาหญ้าทะเลด้วยวิถีคนทะเล
เอียด สิทธิชัย คงศรี ทีมงานของนารี พาเราเดินสำรวจหญ้าทะเลตามชายหาดเกาะจำ ย้อนให้ฟังว่าบริเวณนี้เคยเป็นแปลงหญ้าทะเลผืนใหญ่ทอดตัวยาวเต็มทั่วหาด ปัจจุบันคงเหลืออยู่เป็นหย่อม ๆ ในช่วงที่วิกฤตหนัก หญ้าทะเลรอบเกาะหายไปเกินครึ่ง แต่ปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวมาบ้างแล้ว พี่เอียดยกกล้องขึ้นมาถ่าย ดึงสมุดมาจดพิกัดจีพีเอสของกอหญ้าที่เกิดขึ้นใหม่ แวะพูดคุยกับชาวประมงถึงความเป็นไปของทะเลตลอดทาง การเคลื่อนที่ของทรายในทะเลเป็นอีกจุดบ่งชี้หนึ่งที่พี่เอียดสนใจ และพยายามบันทึกการเปลี่ยนแปลงของทรายรอบเกาะ

เอียดไม่ได้มีพื้นเพเป็นชาวอูรักลาโว้ย แต่เข้ามาช่วยงานเก็บข้อมูลและจัดการสิ่งต่าง ๆ กับทางกลุ่ม จึงได้เรียนรู้จากองค์ความรู้ของอูรักลาโว้ยว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางทรายบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงของคลื่นลมในทะเล ข้อมูลที่เก็บมาถูกบันทึกไว้ในโปรแกรมภูมิศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อนำไปให้ชาวบ้านบนเกาะร่วมกันออกแบบการอนุรักษ์โดยใช้วิถีดั้งเดิมเป็นแนวทาง เพราะคงไม่มีใครมีองค์ความรู้การฟื้นฟูหญ้าทะเลได้เท่ากับคนทะเลอีกแล้ว
“การเคลื่อนย้ายตลอดเวลาของเรามีเหตุผล เป็นการให้ทะเลได้ฟื้นตัว ทะเลได้พัก สัตว์เล็กเราก็ไม่จับ ทะเลเราต้องใช้ร่วมกัน” นารีอธิบายวิถี “บาฆัจ” ของชาวอูรักลาโว้ย ที่ถูกคนภายนอกมองว่าเป็นการร่อนเร่ ว่าแท้จริงแล้วเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่สอดประสานไปกับคลื่นลม กระแสน้ำ และฝูงปลา เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรของทะเล มีการสร้างบาฆัจซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยพักแรมชั่วคราวไว้ตามเกาะแก่งต่าง ๆ ให้ชาวอูรักลาโว้ยมาใช้พักแรมได้ระหว่างออกทะเลไปหากิน หรือไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง รวมไปถึงเป็นพื้นที่ศักสิทธิ์
ชาวอูรักลาโว้ยจะใช้เรือเดินทางออกไปทั่วท้องทะเลตามคลื่นลมมรสุมในแต่ละช่วงเวลา แต่ละเกาะแต่ละแก่งมีช่วงเวลาที่เหมาะแก่การหากินต่างกัน เช่นเดียวกับฝูงปลาและสัตว์น้ำที่ต่างก็มีช่วงเวลาของมัน การดูเส้นทางลมและสังเกตฝูงปลาเพื่อเข้าใจความเป็นไปของทะเล จึงเป็นความสามารถที่สืบทอดต่อกันมา ที่สำคัญการเคลื่อนย้ายที่ทำมาหากิน ยังเป็นการปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง เป็นการรักษาทะเลไว้ให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

การอนุรักษ์ทะเลอยู่ในมโนสำนึกของชาวอูรักลาโว้ย เพียงแต่ไม่เคยป่าวประกาศ แต่แสดงออกผ่านทางวิถีชีวิต การฟื้นฟูหญ้าทะเลก็เช่นกัน หลัก ๆ เพียงแค่ลดการถูกรบกวนจากมนุษย์ ปล่อยให้ธรรมชาติได้พัก นารีเชื่อว่าหญ้าจะฟื้นคืนกลับมาได้ กลุ่มของนารีจะนำข้อมูล หญ้าทะล เส้นทางการเคลื่อนที่ของทราย ที่เก็บรวบรวมมาตกผลึกด้วยองค์ความรู้ท้องถิ่น ไปพูดคุยกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งกลุ่มประมงและการท่องเที่ยว เพื่อหาแนวทางการใช้พื้นที่ร่วมกัน พื้นไม่ให้กับกระทบต่อหญ้าทะเลที่กำลังฟื้นฟู
เมื่อวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับธรรมชาติมาอาจตีมูลค่า การอนุรักษ์ระลอกใหม่อาจพัดจมหายไป
“ไม่มีป้ายบอกราคาในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและผืนดิน ไม่มีมาตรใดสามารถวัดความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณที่มีต่อสายน้ำ หรือวัดหน้าที่ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้”
Galina Angarova (Buryat) ผู้อำนวยการบริหาร SIRGE Coalition องค์กรด้านสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวไว้ในบทความ “What does a just transition look like for Indigenous Peoples?” ว่ากลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพถึง 50% ที่ยังเหลืออยู่ในโลก แต่พวกเขากลับได้รับเงินช่วยเหลือด้านสภาพอากาศ (Climate Finance) เพียงไม่ถึง 1% ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับผลกระทบจากแนวทางการอนุรักษ์มากที่สุด เพราะแร่หายากที่ใช้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของพวกเขา เช่นเดียวกับโครงการคาร์บอนเครดิตที่จำนวนมากทับซ้อนกับพื้นที่ของพวกเขา พวกเขาจึงถูกละเมิดสิทธิและถูกไล่ออกจากวิถีชีวิตของตัวเองในนามของการอนุรักษ์
“บาฆัจแต่ละที่แต่ละเกาะจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลอยู่ เราต้องขออนุญาตก่อนถึงจะพักแรมหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะธรรมชาติไม่ใช่ของเรา วิถีของเราคือใช้ร่วมกัน ไม่ใช่การจับจองไปเป็นเจ้าของ”
นารีเล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันของชาวอูรักลาโว้ย ที่เริ่มปรับตัวมาทำการเกษตรและทำมาหากินบนฝั่งมากขึ้น เพราะเกาะแก่งที่เคยเป็นพื้นที่หาทรัพยากรของชาวอูรักลาโว้ยถูกประกาศทับเป็นเขตอนุรักษ์ และถูกกันไว้สำหรับการท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ บาฆัจที่ยังเข้าไปได้เหลือน้อยลงทุกที จึงถูกใช้เพื่อทำมาหากินน้อยลงเช่นกัน แต่บาฆัจยังคงเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณของคนทะเลแบบพวกเขา ยังมีการเข้าไปบาฆัจเพื่อจัดพิธีกรรมตามความเชื่อ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องผืนทะเล ด้วยความเชื่อที่ว่าธรรมชาติไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูแลรักษาอยู่ จะทำอะไรต้องของอนุญาต ต้องช่วยกันดูไม่ให้เสื่อม
“เราดูแลธรรมชาติเพื่อให้ธรรมชาติดูแลเรา ไม่ได้ทำเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐ เพื่อเม็ดเงิน หรือเพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิตเยอะ ๆ การอนุรักษ์แบบนั้นไม่มีพื้นที่ให้กับวิถีชาวเล เพราะวิถีของเรามันตีเป็นตัวเลขไม่ได้ การอนุรักษ์จากทั้งรัฐและเอกชน ต้องยอมรับตัวตนของพวกเรา ถ้าไม่มีอูรักลาโว้ย ทะเลก็คงไม่สมบูรณ์มาจนถึงตอนนี้”
นารีสะท้อนว่า เพราะวิถีและตัวตนการอยู่อาศัยร่วมกับธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่อูรักลาโว้ย ไม่เคยถูกยอมรับจากรัฐ การอนุรักษ์ของรัฐจึงมักจะกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากแนวทางอนุรักษ์ นารีแน่ใจว่าคลื่นเม็ดเงินคาร์บอนเครดิตที่เข้ามาในภาคใต้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธ์อย่างแน่นอน เธอเปรียบระบบตลาดคาร์บอนว่าเป็นการอนุรักษ์ที่เหมือนตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทั้งโลกใส่ ซึ่งทุกคนต้องอนุรักษ์ธรรมชาติแบบเดียวกัน
ที่ผ่านมาการอนุรักษ์ในแนวทางของภาครัฐ ได้จำกัดพื้นที่วิถีชาวอุรักลาโว้ยให้บีบแคบลง เมื่อการอนุรักษ์ที่นำโดยระบบตลาดกำลังเข้ามา พื้นที่ธรรมชาติตามเกาะแก่งต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนให้ผลิตคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเกินจะคาดหมายเลยว่า พื้นที่ของชาวทะเลก็จะยิ่งหดหายไปมากกว่าเดิม เพราะบาฆัจ จิตวิญญาณคนทะเล หรือวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ต่างไม่อาจตีมูลค่าออกมาเป็นตัวเลข หรือวัดออกมาเป็นเครดิตได้
เปรียบเหมือนเป็นเหมือนคลื่นการอนุรักษ์ระลอกใหม่ คลื่นที่ยากจะหลีกหนีกว่าคราวก่อน ที่กำลังจะพัดวิถีชีวิตจิตวิญญาณให้จมหายไป
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บทความชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนโดย มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ภายใต้โครงการ Justice For Earth พลังนักสื่อสารรุ่นใหม่เพื่อการขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อม
