ในปี 2018 มีคนกรุงเทพฯ สองคนที่เกิดความคิดอยากศึกษาเรื่องราวความหลากหลายของชุมชนชาติพันธุ์ในไทยอย่างจริงจัง พวกเขาเริ่มหาข้อมูล และหาคำตอบว่าทำไมเสียงของชุมชนชาติพันธุ์ ในเวลานั้นถึงเป็นเสียงที่ไม่มีคนได้ยินและสนใจ จนทั้งสองไปเจอหนังสือชุด "ผู้คน ดนตรี ชีวิต" ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความจากการประชุมทางด้านมานุษยวิทยา ครั้งที่ 8 ที่มีคำกล่าว สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์และนักมานุษยวิทยาชาวปกาเกอะญอ ที่กล่าวไว้ว่า “วัฒนธรรมที่สูญหายไป หลายๆ ครั้งมันเกิดจากความที่คนไม่เข้าใจ”
สุวิชานใช้การเล่นดนตรีเตหน่าเพื่อทำให้คนนอกสนใจ เครื่องดนตรีรูปร่างแปลกตาลักษณะคล้ายพิณ และเสียงร้องภาษากะเหรี่ยงที่ไม่คุ้นหู ดึงดูดความสนใจและความหมายที่ซ่อนวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอในเนื้อเพลง เสียงนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในจุดเริ่มต้นของ Hear & Found วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่เป็นสื่อกลางให้คนได้เข้าถึงดนตรีและเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศไทย
โดยเม (ศิรษา บุญมา) อดีตนักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เคยลงพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์สมัยเป็นนักศึกษา และไปเจอกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ที่เธอไม่เคยเจอ กลายเป็นความรู้สึกผูกพันกับเครื่องดนตรีแปลกๆ เหล่านี้ และ รักษ์ (ปานสิตา ศศิรวุฒิ) อดีตนักศึกษาวารสารศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สมัยเป็นนักศึกษาชื่นชอบการไปค่ายอาสาพัฒนาชนบท และได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงจนเกิดเป็นความเชื่อมโยงกับชุมชน
เป็นเวลา 8 ปีแล้วที่ Hear & Found ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้คนภายนอกได้ทำความรู้จักกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ผ่านเครื่องมืออย่างเสียงและการฟัง เพื่อให้คนเมืองแบบเดียวกันกับพวกเขาทั้งสอง ที่เติบโตมาโดยไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจเสียงเหล่านั้น ได้มีโอกาสเข้าถึงเรื่องราวเสียงชาติพันธุ์ โดยไม่จำเป็นต้องบุกป่าฝ่าดงไปถึงชุมชนชาติพันธุ์เหมือนพวกเขาทั้งสองคน

กิจกรรม ฟัง - เล่น - เขียน - เล่า ที่ทางกลุ่ม Hear and Found เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนที่บางกลอยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569 ภาพโดย อธิคม แสงไชย
อะไรทำให้คนเมืองอยากได้ยินเสียงของคนชนเผ่า
“คนที่เราเคยเจอเขาบอกว่า เขาไม่มีบัตรประชาชน ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีโอกาสเท่าเราที่โตในเมืองหลวง มันจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่าเป็นไปได้อย่างไรกัน”
เมเล่าย้อนประสบการณ์สมัยที่เรียนอยู่ระดับชั้นปีที่ 3 ที่เธอมีโอกาสเข้าไปในชุมชนชาติพันธุ์ เมมองว่า การที่คนเมืองอย่างเธอไม่เข้าใจคนในป่าอย่างกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ กลายเป็นปัจจัยที่ตัดขาดคนเมืองกับกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากกัน
แต่ด้วยความสงสัยและอยากเข้าใจวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่าง เมจึงเริ่มเดินทางไปยังชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ ชุมชนแรกที่เธอเข้าไปคือชุมชนดอยช้างป่าแป๋ ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ทำให้เธอได้เจอกับ บัญชา มุแฮ หรือชื่อปกาเกอะญอ ดี ปุ๊ นุ๊ ศิลปินชาวกะเหรี่ยง
“เราเริ่มพูดคุยกับเขาเรื่องดนตรี ขอบันทึกเสียงและชวนเขามาเล่นดนตรีที่กรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาเล่าเรื่องราวผ่านดนตรี”
ในขณะที่เมใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการฟัง เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ รักษ์ที่มีทักษะด้านการสื่อสารมองว่าช่วงก่อนปี 2561 ความเข้าใจของสังคมไทยต่อชุมชนชาติพันธุ์มีน้อยมาก
ทั้งสองจึงเริ่มพูดคุยกันว่าจะสื่อสารเรื่องของเสียงและดนตรีชาติพันธุ์ออกไปอย่างไรให้คนภายนอกได้ยิน รักษ์กล่าวว่ากิจกรรมหลักของกลุ่ม Hear & Found ที่ทำประกอบด้วย การทำนิทรรศการเสียง ใช้เสียงเป็นสื่อนำให้คนใช้หูรับฟังเรื่องราวของเสียงนั้นๆ ทั้งเสียงดนตรีชนเผ่า และเสียงธรรมชาติที่ปรากฏในชุมชน ที่ยกนิทรรศการเหล่านั้นมาอยู่ในเมือง
ต่อมาคือการจัดกิจกรรม โดยให้ตัวคนชาติพันธุ์นำเรื่องราวและภูมิปัญญาต่างๆ ของตนเอง มาถ่ายทอดผ่านกิจกรรม Workshop ยกตัวอย่างเช่น การย้อมสีจากวัสดุจากธรรมชาติ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านอาหารชนเผ่า เป็นต้น
“คนที่เคยมาร่วมกิจกรรม ส่วนใหญ่เป็นคนเมืองที่บางครั้งพวกเขาก็ยอมรับว่า ไม่รู้จักคำว่าชาติพันธุ์มาก่อน หรือยังมีอคติที่มองว่าคนเหล่านี้ทำลายธรรมชาติ”
รักษ์กล่าวว่าเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เธอได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่มีความเข้าใจต่อชุมชนชาติพันธุ์มากขึ้น เมเสริมว่าการจะทำให้คนเปิดใจนั้น ไม่ใช่แค่การทำให้เขาได้ยินเสียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างประสบการณ์การฟัง ที่ทาง Hear & Found พยายามออกแบบพื้นที่หรือกระบวนการ โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อนำ
“ดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์มักมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนฟังแล้วใจเย็นที่จะฟัง แต่เสียงชาติพันธุ์ไม่ได้มีแค่เสียงดนตรี มันมีเสียงของธรรมชาติที่เปล่งเสียงถึงพวกเขาตลอดเวลา ถ้าไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์ป่าก็คงไม่สมบูรณ์” เมกล่าว

กิจกรรม ฟัง - เล่น - เขียน - เล่า ที่ทางกลุ่ม Hear and Found เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนที่บางกลอยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569 ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
เสียงจากคนนอก..ที่ดึงหรือผลักคนชนเผ่า
“เสียงของชุมชนดังขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ว่าการรับสื่อต่างๆ ก็สามารถทำให้วิถีต่างๆ เปลี่ยนไปได้เช่นกัน”
รักษ์มองว่าสื่อเป็นตัวบ่มเพาะ ที่ทับถมความเข้าใจที่คนเมืองมีต่อชุมชนชาติพันธุ์ ภาพจำที่คนเมืองเห็นและได้ยินผ่านสื่อ กลายเป็นตัวแทนที่คนเมืองรับรู้ความเป็นคนชาติพันธุ์ ในขณะเดียวกัน สื่อในยุคโซเชียลมีเดียที่หลากหลายทางขึ้น ก็เป็นช่องทางกระจายข่าวสารและเรื่องราวที่มีทางเลือกให้คนได้เสพ ในขณะที่คนบางกลุ่มยังมีภาพจำต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในเชิงกลุ่มด้อยโอกาส ก็มีคนกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้น ที่ให้ความสนใจ และมีความรู้ความเข้าใจต่อชุมชนชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
“เราเคยคุยกับคนต่างชาติ เขาไม่เคยรู้เลยว่าประเทศไทยมีชุมชนชนเผ่า” รักษ์กล่าว “เพราะภาพที่เขาเห็นประเทศไทยคือต้มยำกุ้ง วัดวาอาราม กะเหรี่ยงคอยาว มันมีภาพเหล่านั้นอยู่ในระดับโลกเวลามองประเทศไทย และไม่ใช่ว่าภาพเหล่านี้จะสร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติทุกคน”
ในขณะเดียวกันเมมองว่า วันนี้เสียงกลุ่มชาติพันธุ์ดังขึ้น สามารถเข้าถึงติดตามเรื่องราวของพวกเขาได้ง่ายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย คนชาติพันธุ์หลายคนปรากฏตัวออกสู่สังคมอย่างมั่นใจ หลายคนมีสื่อในมือที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก วันนี้พวกเขารู้ว่าต้องการสื่อสารอะไร โดยที่ไม่ต้องรอสื่อหรือคนจากภายนอก มาสื่อสารเรื่องราวของตนเอง
“แต่เสียงที่หายไปก็มี เสียงดนตรีหลายๆ บ้านที่หายไป เสียงวิถีชีวิตบางอย่างก็เริ่มไม่มีแล้ว มันเกิดจากความที่โลกหมุนเร็ว และกฎหมายที่บีบบังคับทำให้วิถีบางอย่างหายไป” เมกล่าว
ลักษ์เสริมว่าดังนั้นทุกครั้งที่ Hear & Found ลงพื้นที่ทำงานกับชุมชน ก่อนที่ทั้งสองจะถ่ายทอดเรื่องราวใดๆ ออกมา คำถามสำคัญที่ต้องถามคือ ‘พวกเขาอยากเล่าเรื่องนี้ไหม หรืออยากให้คนนอกเข้าใจเรื่องเหล่านี้ว่าอย่างไร’
แต่สิ่งที่ตามหลังคนได้ยินและรับฟังเสียงของชุมชนชาติพันธุ์แล้วนั้น เมเห็นว่าประเด็นเรื่องชาติพันธุ์เป็นหัวข้อที่คนพูดถึงกันมากขึ้น แต่ก็อยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและสร้างความเข้าใจใหม่ บนพื้นฐานความไม่แน่ใจของคนเมือง ที่หลายคนก็ยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
“แต่ถ้าคนที่สนใจก็จะอินไปเลย” เมเล่าประสบการณ์ของตนเอง “การได้ยินเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้เราเข้าข้างชุมชนโดยไม่รู้ตัว และยิ่งเราอินกับเรื่องชาติพันธุ์มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีระยะห่างกับคนภายนอกโดยไม่รู้ตัว”
ในหลายครั้งเมและรักษ์ต้องกลับมาทบทวนบทบาทของ Hear & Found ว่ามีความตั้งใจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนชาติพันธุ์กับสังคมภายนอก แต่กลับกันพวกเขาเคยได้รับเสียงสะท้อนว่า การที่พวกเขาทำงานกับชุมชนชาติพันธุ์อย่างใกล้ชิด ทำให้คนนอกรู้สึกว่าจุดยืนของกลุ่มมันไกลออกไปจนคนนอกไม่สามารถเข้าถึงได้
“ต่อให้คนนอกอย่างเราจะผูกพันหรืออยากปกป้องชุมชนเพียงใด เราต้องตระหนักเสมอว่าจริงๆ แล้วชุมชนเขาก็สามารถดูแลตัวเองได้” เมกล่าวทิ้งท้าย
โดยรักษ์สรุปว่า วันนี้ชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองมีเครื่องมือในการปกป้องตนเองผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 เสียงที่ตามมาหลังกฎหมายดังกล่าวประกาศใช้คือ ความหวังที่ควบคู่กับความกังวล คนชาติพันธุ์หวังจะใช้กฎหมายนี้ในการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิของตนเอง แต่ก็กังวลถึงความทับซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น
ในฐานะกลุ่มคนเมืองที่เข้าไปฟังเสียงชุมชนชาติพันธุ์มาตลอด 8 ปี ทั้งรักษ์และเมมองว่าทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ยังมีศักยภาพอีกมาก ที่รอคอยให้รัฐส่งเสริมผ่านช่องทางกฎหมายที่วันนี้เริ่มเปิดรับ

กิจกรรมฟัง - เล่น - เขียน - เล่า ที่ทางกลุ่ม Hear and Found เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนที่บางกลอยเมื่อวันที่ 30 เม.ย. – 2 พ.ค. 2569
ภาพโดย ณฐาภพ สังเกตุ
ปัจฉิมบท การต่อสู้ผ่านเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์
“ผมลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองตอนอายุ 17 ปี ผมไม่มีเครื่องมืออะไรนอกจากเตหน่า สำหรับคนไม่มีอำนาจอยู่ในมือ เสียงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้โลกได้ยิน”
สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์และนักมานุษยวิทยาชาวปกาเกอะญอ ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับการยอมรับในการใช้เสียงขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชนเผ่ามาอย่างยาวนาน สำหรับชนเผ่าพื้นเมือง เสียงไม่ใช่อาวุธเพื่อใช้ทำลายใคร แต่เสียงใช้เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ของตนเองเอาไว้ เพื่องัดง้างกับเสียงที่พยายามครอบงำ กดทับ และควบคุม
“ชีวิตในอดีตของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง มักเดินทางพร้อมกับเสียงของธรรมชาติ”
ในขณะที่เสียงจากภายนอกที่เข้ามาได้ยิน ได้ฟังชุมชนชาติพันธุ์ สุวิชานมองว่าไม่สามารถเหมารวมได้ คนจำนวนมากยังฟังเสียงชาติพันธุ์ผ่านภาพจำการฟังเสียงของคนแปลก ฟังเสียงของคนผู้น่าสงสาร ฟังเสียงของวัฒนธรรมที่ล้าหลัง ฟังเสียงวัฒนธรรมที่เป็นอื่นผ่านหูของอำนาจ
ในขณะที่ยังมีคนอีกกลุ่มที่รับรู้เสียงของชนเผ่าว่า เป็นเสียงที่เชื่อมโยงวิธีคิดของคนกับธรรมชาติ และไม่ได้วัดคุณค่าเสียงเหล่านั้นด้วยเงินตราเท่านั้น แต่ฟังด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์
“ในโลกที่เผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม และความโดดเดี่ยวทางจิตวิญญาณ เสียงชนเผ่าพื้นเมือง จะไม่ใช่เสียงของอดีตแต่เป็นเสียงของอนาคต”
โดยเสียงที่คนภายนอกจะได้รับเกี่ยวกับชนเผ่าพื้นเมือง สุวิชานมองว่าขึ้นอยู่กับการถูกปลูกฝังจากสังคม และเสียงที่คนแต่ละกลุ่มได้ยินก็แตกต่างกันออกไป ฝั่งชุมชนชาติพันธุ์เอง ถ้าต้องการให้คนภายนอกได้ยินเสียงของตนเอง ก็ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาว่าเสียงของตนเองมีความแตกต่างจากเสียงอื่นและมีคุณค่าอย่างไร
“ดังนั้นการจะรักษาเสียงของตนเองให้คงอยู่ ก็ต้องรักษาภาษาชนเผ่าควบคู่ไปกับการรักษาธรรมชาติ”
สุวิชานกล่าวว่าการรักษาเสียงของชาติพันธุ์ตนเองไว้นั้น จะต้องทำอย่างน้อย 5 เรื่องต่อจากนี้คือ
- การทำให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจในรากเหง้าเสียงของตนเอง
- การสร้างหรือรักษาพื้นที่เสียงให้อยู่ในชีวิตประจำวันให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะในเวทีการแสดง
- การใช้สื่อทั้งศิลปะและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือขยายเสียงให้ดังขึ้น
- การสร้างพันธมิตรเสียง ที่ไม่ใช่เสียงชาติพันธุ์ใครชาติพันธุ์มันอย่างเดียว แต่ต้องมีเสียงระหว่างชาติพันธุ์ และกับคนภายนอกด้วย
- การยอมให้วัฒนธรรมปรับเปลี่ยนได้ โดยไม่ตัดขาดจากรากเหง้าเดิม
สุวิชานกล่าวทิ้งท้ายว่าเสียงที่มีชีวิต จะต้องไม่ใช่เสียงที่ถูกแช่แข็ง และจำกัดการใช้อยู่แค่เฉพาะชนชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง
“เสียงของเราต้องไม่ใช่การกีดกันคนอื่น เสียงจะมีชีวิตต่อไปได้ เมื่อมีพื้นที่ได้รับการถูกใช้งานจริง เสียงของเราจะต้องไม่ใช้เฉพาะคนใน แต่คนนอกก็มาใช้เสียงของเราได้”
สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ (ภาพจากเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
