เมืองพิษณุโลก เป็นหัวเมืองที่สำคัญของหัวเมืองฝ่ายเหนือมาแต่โบราณ ดังปรากฏในสมัยสุโขทัยถือเป็นเมืองลูกหลวง สมัยอยุธยาก็เป็นหัวเมืองชั้นเอก สถานะนี้สืบต่อมาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ในสมัยพระเจ้าบรมไตรโลกนาถได้เสด็จมาประทับเมืองพิษณุโลก เพื่อทำศึกกับสมัยพระเจ้าติโลกราชของอาณาจักรล้านนา จวบจนถึงปัจจุบันเมืองพิษณโลกก็ยังคงเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง
ครั้นเมื่อเสียกรุงใหม่ พ.ศ. 2310 เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ครั้งตอนกรุงแตกได้แยกตัวออกมาเป็นก๊กหนึ่ง มีอาณาเขตตั้งแต่ปากน้ำนครสวรรค์ต่อเมืองฝาง เจ้าพระยาพิษณุโลกในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไม่ได้ถูกกล่าวประณาม หรือทำให้เป็นผู้ร้ายตัวฉกาจเหมือนเจ้าพระฝาง หรือเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) ทั้งที่เป็นเจ้าก๊กที่ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ (กรมฯ ดำรงก็อธิบายไว้ประมาณว่าบุญไม่ถึงจึงถึงแก่ความตายหลังปราบดาภิเษกไม่นาน) แม้ในเวลาต่อมาก๊กถูกยึดโดยเจ้าพระฝางแต่ก็ยังมีเรื่องเล่าว่าลูกหลานได้รับราชการสืบต่อมาถึงปัจจุบัน อาจคล้ายก๊กเจ้านครที่เชื้อสายยังสามารถรับราชการสืบต่อมา ต่างจากก๊กเจ้าพิมายและเจ้าพระฝางที่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก
ตัวของเจ้าพระยาพิษณุโลกก็น่าสนใจตอนตั้งก๊กใหม่ ๆ ได้ดึงดูดผู้ดีมาทำงานด้วยไม่น้อย ดังเรื่องเล่าว่าพระชนกในรัชกาลที่ 1 (พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ก็มาเข้าด้วย แสดงให้เห็นว่าก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลกดึงดูดผู้ดีกรุงเก่าครั้งเสียกรุงได้ไม่น้อย ไม่นับว่าเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองพระยามหานครที่มีกำลังไพร่พล และทรัพยากรที่ทำให้เจ้าก๊กตั้งตัวได้
รูปที่ 1 ศาลพ่อปู่เรืองฤทธิ์ ริมคูเมืองพิษณโลก (รูป: ชัยพงษ์)
ที่น่าสนใจคือ โครงเรื่องประวัติศาสตร์ในฐานะก๊กหนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกพูดถึงนักในฐานะประวัติศาสตร์ของเมือง ไม่นับว่าตัวของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ก็แทบไม่มีใครรู้จักหรือกล่าวถึง แน่ละการแยกก๊กตรงข้ามกับความภักดีเป็นคนละเรื่อง และไม่เข้ากับขนบประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่การกลายเป็น “ผีเมือง” อันศักดิ์ในฐานะพ่อปู่เรืองฤทธิ์ก็น่าสนใจ (เรื่องเล่าก็มีหลายแบบ) มีเรื่องเล่าบางโครงเรื่องบอกว่าท่านคือ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)ที่ชื่อพ้องกัน อาจทำให้เจ้าพระยาพิษณุโลกมีที่ทางในความทรงจำของเมืองก็เป็นได้ ในปัจจุบันศาลพ่อปู่เรืองฤทธิ์ ริมคูเมืองพิษณโลก คราคร่ำด้วยข้าวของแก้บน ทั้งเรื่องเล่าความศักดิ์สิทธิ์นานาประการ
ไม่เพียงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ด้วยทำเลที่ตั้งของเมืองพิษณุโลกที่เชื่อมต่อไปยังล้านนา (ภาคเหนือตอนบน) ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการขนส่งตั้งแต่อดีต การขนส่งทางน้ำเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้า ผู้คน และส่วนหนึ่งได้ทำให้เกิดการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของหลากหลายกลุ่ม จนกลายเป็นเมืองการค้าริมน้ำขนาดใหญ่ ดังที่เพลงพิษรักพิษณุโลก ที่แต่งโดย อุดมทรงแสง หรืออุดม ชวนชื่น บรรยายไว้ว่า
"พี่จอดแพคอยแม่สาวน้อยนัยน์ตาสีโศก
ริมฝั่งน้ำเมืองพิษณุโลกโชคไม่ช่วยคนสวยไม่มา
ฝนตกพรำ ๆ หนาวไอน้ำจากเหนือไหลบ่า
แอบอิงซบผักตบชวาเสียงขลุ่ยพลิ้วมาจากลำน้ำยม..."
เมืองพิษณุโลกตั้งอยู่บนแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ที่ช่วยให้เกิดที่ราบที่อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นเส้นทางน้ำที่เชื่อมหัวเมืองฝ่ายเหนือ และที่ราบภาคกลาง เมืองพิษณุโลกสามารถเชื่อมต่อ และควบคุมหัวเมืองฝ่ายเหนือหรืออาณาจักรสุโขทัยได้เกือบหมด ทั้งสุโขทัย เชลียง กำแพงเพชร(ซากังลาว) หล่มสัก เพชรบูรณ์ พิจิตร นครสวรรค์ ฉอด(ตาก) หรือต่อไปถึงหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และยังสามารถเชื่อมกับเมืองในเขตอยุธยาได้ไม่ยาก เมืองรายรอบใช้เวลาเดินทาง 1 วันถึง 2 วัน (แม้ในปัจจุบันจากเมืองพิษณุโลกไปเมืองต่าง ๆ ก็ใช้เวลา 1-3 ชั่วโมง) ข้ามไปเขตลาวก็ไม่น่าเกิน 5-7 วัน จึงเหมาะกับการเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่ใช้ควบคุมเมืองต่าง ๆ
ต่อเมื่อมีการสร้างทางทางรถไฟถึงเมืองพิษณุโลก ( พ.ศ.2450) ส่งผลให้เมืองพิษณุโลกกลายเป็นศูนย์กลางส่งสินค้าจากเมืองรายรอบ ทำให้เกิดย่านการค้ากลางเมืองอย่างตลาดใต้ และเชื่อมการค้าทางน้ำและรถไฟ แม้ในระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการคมนาคมจากทางน้ำ สู่รถไฟ และขนส่งทางรถยนต์ ทำให้ “ย่าน” ของเมืองเปลี่ยนไป ไม่เพียงทำให้ย่านเปลี่ยนแต่ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ (Landscape) ของเมืองตามไปด้วย

รูปที่ 2 หนังสือประวัติศาสตร์สังคมเมืองพิษณุโลก พ.ศ. 2475 – 2503
กล่าวมาถึงตอนนี้ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นพลวัตของเมืองที่เคลื่อนไปตามมิติของเวลา และโยงเข้าสู่หนังสือประวัติศาสตร์สังคมเมืองพิษณุโลก พ.ศ. 2475 – 2503 ของ อาจารย์จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ หนังสือเล่มนี้ ทำให้เราเข้าใจสังคมของเมืองพิษณุโลกที่อาจจะต่างจากงานทั่ว ๆ ไป 3-4 ประการ
ประการแรก หนังสือเล่มนี้ไม่ได้นำเราไปสู่อดีตเมืองพิษณุโลกอันไกลโพ้น ที่สัมพันธ์กับรัฐ หรือชนชั้นนำอย่างเดียว แต่เป็นการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ระยะใกล้ ผู้เขียนเริ่มไว้ที่ พ.ศ. 2475 อันเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และต่อเนื่องมาสู่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นปฏิบัติการของ “เสรีไทย” ในเมืองพิษณุโลก ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าพื้นที่เมืองพิษณุโลกมีการจัดตั้งเสรีไทยอย่างเข้มแข็ง รวมถึงสร้างเครือข่ายไปในเมืองอื่น ๆ อาทิ ตาก อุตรดิตถ์ โครงข่ายเหล่านี้เกิดจากการจัดตั้งในระบบราชการ และการเข้าร่วมด้วยสำนึกว่าด้วย “ชาติ” ทำให้เห็นบทบาทของเสรีไทยที่ไม่จำกัดอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นชีวิตในยามสงครามที่มีทหารญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพิษณุโลก โดยการเข้ามาของทหารญี่ปุ่นไม่ได้เข้ามาในฐานะ “ศัตรู” แต่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้า มิตร ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และอาจก่อประโยชน์ให้แก่ชาวเมืองด้วย อาทิ บางคนเข้าไปเป็นเด็กรับใช้แลกค่าจ้าง หรือนำสินค้าต่าง ๆ มาขายแลกเปลี่ยน โดย “ประชาชนมิได้เกลียดชังทหารญี่ปุ่น” (หน้า 113) ซึ่งจากข้อมูลนี้อาจสร้างภาพร่างช่วงสงครามครั้งที่ 2 ในสังคมไทยอีกมุมที่ต่างออกจากการรับรู้โดยทั่วไป
นอกจากนี้ ในช่วงสงคราม ผู้เขียนได้อธิบายถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในความวิตกหวาดกลัว กังวล ความขาดแคลน ผู้เขียนได้หยิบยกนิยายของสุวรรณี สุคนธา คนพิษณุโลกที่ใช้พิษณุโลกเป็นฉากประกอบนิยาย ทำให้เห็นผู้คนผ่านเรื่องเล่านั้น ๆ ดังข้อความที่ว่า “สงครามเริ่มกรุ่ม ๆ และใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที นับตั้งแต่ข่าวญี่ปุ่นยกพลขึ้นมา และต่อมาอีกไม่นานเราก็มีญี่ปุ่นอยู่ทุกหัวระแหง...ญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในบ้านเราเต็มไปหมด ในสวนมะพร้าว ในที่ซึ่งเป็นสวนครัวและทุกหนทุกแห่งที่เคยเป็นที่วิ่งเล่น แม้กระทั่งบริเวณครกกระเดื่องซึ่งเคยเป็นที่สนุกสนานของพวกเรา เวลาตำข้าวก็เต็มไปด้วยทหารญี่ปุ่น พวกเขากว้านซื้อไม้ไผ่สร้างแคร่กางเต็นท์และอื่น ๆ อยู่รวมกับเราในดงไม้ใกล้บ้านกลายเป็นที่เก็บรถยนต์ซึ่งฉันยังจำได้ว่ามันเป็นสีเดียวกับเครื่องแบบเครื่องใช้อื่น ๆ ตลอดจนกระทั่งมุ้งที่ใช้กางนอน ทุกอย่างเป็นสีขี้ม้าตุ่น ๆ” (สุวรรณี สุคนธา สวนสัตว์ 2525 : 215 ในหนังสือหน้า 109-110)
ประการที่สอง หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่าง ๆ ผ่านย่าน ร้านค้า กิจการ ทำให้เห็นชีวิคตผู้คนสามัญที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันผ่านกิจวัตรประจำวัน มากกว่าจะเล่าเรื่องเมืองพิษณุโลกผ่านชนชั้นนำ หรือกษัตริย์แบบหนังสือทั่ว ๆ ไป เราจึงเห็นผู้คนโลดแล่น และสร้างความเปลี่ยนแปลงของเมืองในมิติต่าง ๆ
ประการที่สาม การที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะเล่าเรื่องชีวิตทางสังคมของเมืองพิษณุโลกผ่านคนเล็กคนน้อย เพื่อประกอบสร้างประวัติศาสตร์สังคมเมืองพิษณุโลก นำมาสู่การเขียนชีวิตเมืองผ่านระบบการปกครองแบบใหม่ ที่ให้คนสามามัญเข้าไปมีส่วนร่วม โดยหนังสือเล่มนี้ราว ๆ หนึ่งในสามเล่าเรื่องเทศบาล ทำให้เห็นกลุ่ม “คนชั้นนำในท้องถิ่น” ที่เข้าไปเพื่อที่จะวาดหวังและสร้างเมืองในมุมมองของเขา ทั้งเรื่องถนน ตลาด น้ำประปา ความสะอาด สาธารณะประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งอาจมองเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ถ้าลองมองย้อนกลับ เรื่องเหล่านั้นเป็น “ชีวิตของเมือง” ที่ทำให้เมืองน่าอยู่ และตอบสนองต่อการใช้ชีวิต และยังเข้มข้นผ่านการถกเถียงอภิปราย (ดูภาคผนวกของหนังสือ) แสดงให้เห็นความฝันความหวังของผู้คนธรรมดา ๆ ที่ต้องการกำหนดชีวิตของเมืองตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น เทศบาลเมืองยังเป็นพื้นที่แบบใหม่ที่ทำให้สามัญชนเข้าไปกำหนดทิศทางการพัฒนาของบ้านเมืองตนเอง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ในเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 2500 ทำให้ตลาดใต้ศูนย์การทางการค้าของเมืองพินาศไป แต่ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นความปรารถนาในการสร้างเมืองใหม่ ผ่านการวางผังเมือง การกำหนดโซน การสร้างสาธารณะสมบัติต่าง ๆ ขึ้นมาทดแทน เพื่อที่จะก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ผ่านผู้สมัครนายกเทศมนตรี และสมาชิกเทศบาล ไฟใหม่ใหญ่ก่อให้เกิด “...จิตสำนึกของชาวเมืองให้รวมกลุ่มกันเข้ามาอาสาแก้ไขปัญหาและบูรณะฟื้นฟูพิษณุโลก...เกิดการรวมตัวกันของคณะ 18 อาสา” (หน้า 141) เพื่อพลิกฟื้นบ้านเมือง
ประการสุดท้าย ในแง่วิธีวิทยา มีการใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อที่จะประกอบสร้างโครงเรื่องขึ้นมา ทั้งการสัมภาษณ์และเอกสาร (Documentary) เช่น บันทึกความทรงจำ หนังสืองานศพ บันทึกการประชุม นิยาย และเอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทำให้เห็นภาพร่างของชีวิตทางสังคมของเมืองพิษณุโลกได้อย่างมีชีวิตชีวา อาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อมูลระดับจุลภาค ด้วยเหตุดังกล่าว หนังสือเล่มนี้ได้เขียนชีวิตผู้คนที่ประกอบเป็นเมืองพิษณุโลกได้อย่างน่าสนใจตามไปด้วย
ด้วยวิธีวิทยาทำนองนี้ ถ้านำไปใช้อธิบายประวัติศาสตร์สังคมเมืองอื่น ๆ จะทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์สังคม และคนธรรมสามัญในภาพกว้างได้มากยิ่งขึ้น จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ
หนังสือเล่มนี้ได้ยุติการเล่าเรื่องเมืองพิษณุโลกไว้ในทศวรรษ 2500 เมื่อมีการเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก เข้าใจว่าเป็นการแบ่งยุคสมัยของผู้เขียน ในแง่นี้ถ้าใครสนใจและเขียนสังคมพิษณุโลกในห้วงเวลาต่อมาถึงปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาล ทั้งการคมนาคมทางบก เมืองศูนย์กลาง/เมืองรอง การเกิดสถาบันการศึกษา ฯลฯ ก็จะทำให้เห็นประวัติศาสตร์สังคมของเมืองพิษณุโลกได้อย่างมีพลวัต
ท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้ได้พาเราไปทำความเข้าใจชีวิตของเมืองพิษณุโลก ผ่านการเรียงร้อยเชื่อมโยงของสามัญชน ผ่านกิจกรรมทางการค้า การใช้ชีวิต เครือญาติ และความปรารถนาในการสร้างเมืองผ่านสภาเมืองต่อมาคือเทศบาล ทำให้เห็นคนธรรมดาสามัญเป็นองค์ประธานของเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ ที่ถักร้อยตาข่ายความทรงจำของสังคมเมืองพิษณุโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการเขียนประวัติศาสตร์สังคมท้องถิ่น สามารถเขียนผ่านคนธรรมสามัญได้ มิใช่แต่เรื่องเล่าของรัฐและชนชั้นนำฝ่ายเดียว
อ่านมาถึงตรงนี้เชิญชวนให้ทุกท่านหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันครับ
0000
บทนำเสนอในหนังสือ, จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ. (2569). ประวัติศาสตร์สังคมเมืองพิษณุโลก พ.ศ. 2475 - 2503. พิษณุโลก: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร.
