อุตสาหกรรมหนังสือไทยมีมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท แต่ “ระบบนิเวศการอ่าน” ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ตั้งแต่โรงเรียนที่ไม่สามารถปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ห้องสมุดที่ขาดแคลนหนังสือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค ไปจนถึงแรงกดดันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ราคาหนังสือแพงจากต้นทุนพิมพ์หนังสือที่สูงขึ้น
ในวงเสวนา “นิเวศวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมหนังสือ: ข้อท้าทายต่อการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย” ซึ่งจัดในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ผู้ร่วมอภิปรายจากวงการหนังสือและการศึกษา เสนอแนวทางส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เช่น จัดตั้ง “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” เพื่อเป็นกลไกหลักด้านนโยบาย การส่งเสริม “เศรษฐกิจการอ่าน” การสนับสนุนห้องสมุดและร้านหนังสืออิสระ การปรับหลักสูตรการศึกษาให้ส่งเสริมการอ่านเชิงคิดวิเคราะห์ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นธรรมต่อผู้สร้างสรรค์เนื้อหา
ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 (BKKIBF 2026) ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) นั้น เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมาที่เวทีกลาง ฮอลล์ 5-8 มีวงเสวนาวิชาการหัวข้อ “นิเวศวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมหนังสือ: ข้อท้าทายต่อการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย” โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การศึกษาระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมศักยภาพวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสือในฐานะฐานรากของเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (บพค.) ปี 2568 เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่านและอุตสาหกรรมหนังสือในประเทศไทยอย่างเป็นองค์รวม
โดยวงเสวนาประกอบด้วย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อดีตเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส. กรุงเทพฯ ผู้แทนฝ่ายนโยบายวัฒนธรรมจากพรรคประชาชน, ธีรภัทร เจริญสุข เลขานุการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย, ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หัวหน้าโครงการวิจัยฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และชัยฤทธิ์ อินทุวิศาลกุล ผู้แทนภาคโรงพิมพ์และสายส่งหนังสือ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ที่มา: Facebook/ PMU-B บพค.

วงเสวนา “นิเวศวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมหนังสือ: ข้อท้าทายต่อการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย” ที่มา: Facebook/ PMU-B บพค.
ในการเปิดงานเสวนาดังกล่าว ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงงานวิจัย และนิเวศวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมหนังสือในสังคมไทยว่า “นิเวศวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมหนังสือ” ชูการสร้าง Ecosystem การอ่านให้เข้าถึงและครอบคลุม ขับเคลื่อนสังคมการอ่านสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย ดร.ณิรวัฒน์ฯ ได้กล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า “อุตสาหกรรมหนังสือ” ไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคน การยกระดับกระบวนการคิด และการสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ของสังคมในระยะยาว ทั้งนี้ หากพิจารณาในมุมมองของยุทธศาสตร์ประเทศ สังคมที่มีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง จะสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมระบบนิเวศการอ่าน ข้อเสนอสู่สังคมแห่งการอ่าน
ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี หัวหน้าโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอภาพรวมของระบบนิเวศการอ่านในสังคมไทยในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย โดยเริ่มต้นด้วยการหยิบยกข้อเสนอที่ท้าทายของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ปี 2554 ว่า “สังคมไทยไม่ใช่สังคมแห่งการอ่าน” และชวนให้ตั้งคำถามว่าเมื่อเวลาผ่านมากว่า 15 ปี สถานการณ์ดังกล่าวยังคงดำรงอยู่หรือไม่ ข้อสังเกตนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นว่าแม้สังคมไทยจะพยายามส่งเสริมการอ่านในหลายรูปแบบมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่กลับยังวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมโดยไม่สามารถก้าวพ้นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่โครงการวิจัยนี้ระบุคือ การอ่านในสังคมไทยมักถูกนิยามอย่างจำกัดใน 2 ลักษณะ คือ (1) การมองการอ่านในเชิง “อัตราการรู้หนังสือ” (literacy) ซึ่งวัดด้วยจำนวนบรรทัดหรือเวลาที่ใช้อ่านต่อวัน และนำมาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของสังคมในแต่ละปี และ (2) การมองการอ่านในฐานะพฤติกรรมการท่องจำเพื่อการแข่งขัน ซึ่งการมองทั้ง 2 ลักษณะดังกล่าวล้วนผิดพลาดในการเชื่อมโยงหนังสือกับสิ่งที่มีความสำคัญกว่า นั่นคือการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ความเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ และการสร้างความหมายให้กับชีวิต
ความล้มเหลวของระบบนิเวศหลัก: โรงเรียนและห้องสมุด
โครงการวิจัยได้ทำการสัมภาษณ์นักอ่านตั้งแต่ Gen X จนถึง Gen Z และพบข้อค้นพบที่น่าตกใจอย่างยิ่ง กล่าวคือ ไม่มีผู้ให้สัมภาษณ์คนใดแม้แต่คนเดียวที่ระบุว่าเรียนรู้การรักการอ่านมาจากโรงเรียน สถาบันที่ควรจะเป็นแหล่งบ่มเพาะนิสัยในการรักการอ่านมากที่สุดกลับไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ เนื่องจากระบบการศึกษาไทยยังคงเน้นการท่องจำและการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย สังคม หรือวิชาอื่นใด ล้วนมุ่งสอนให้นักเรียนจดจำเนื้อหาเพื่อไปสอบมากกว่าที่จะปลูกฝังความรักในการอ่านเพื่อตนเอง แม้ในปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งจะมีโครงการบันทึกการอ่าน แต่กระบวนการดังกล่าวก็ยังดำเนินไปในลักษณะของการทำงานส่งครู ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนและสร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง
ผลที่ตามมาคือ เยาวชนไทยส่วนใหญ่ราวร้อยละ 80 เรียนรู้ที่จะรักการอ่านหลังจากออกจากพื้นที่โรงเรียนไปแล้ว คือเมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและมีอิสรภาพในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่าสังคมไทยเริ่มต้นปลูกฝังการอ่านช้ากว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก และกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงการอ่านตั้งแต่เล็กส่วนใหญ่มักมาจากครอบครัวที่พ่อแม่รักการอ่านอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการสืบทอดทุนทางวัฒนธรรมในแนวดิ่ง ไม่ใช่การสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมในวงกว้าง
ในด้านห้องสมุด โครงการวิจัยพบว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพมหานครกับภูมิภาคมีขนาดใหญ่อย่างน่าใจหาย กรุงเทพมหานครมีห้องสมุดประชาชนถึง 71 แห่ง ในขณะที่หัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่กลับมีห้องสมุดประชาชน (ที่ใช้การได้จริงๆ) เพียง 4 แห่งเท่านั้น นอกจากนี้งบประมาณสำหรับจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดยังลดลงทุกปีและในต่างจังหวัดบางแห่งอยู่ที่ปีละหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยมากจนแทบไม่สามารถรักษาความมีชีวิตชีวาของห้องสมุดไว้ได้ ทำให้สภาพของห้องสมุดหลายแห่งในต่างจังหวัดมีลักษณะเป็นโกดังเก็บหนังสือมากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้
ร้านหนังสืออิสระ: สถาบันทางวัฒนธรรมที่กำลังสูญหาย
หนึ่งในประเด็นที่ ศ.ดร.ปิ่นแก้ว ให้ความสำคัญอย่างมากคือสถานการณ์ของร้านหนังสืออิสระ ซึ่งโครงการวิจัยมองว่าเป็นมากกว่าร้านค้า หากแต่เป็น “สถาบันทางวัฒนธรรม” ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่หลายอย่างไปพร้อมกัน ทั้งในฐานะพื้นที่คัดสรรและจัดวางความรู้ (curation) พื้นที่เชื่อมโยงระหว่างนักเขียน สำนักพิมพ์ และผู้อ่าน ตลอดจนพื้นที่สาธารณะขนาดย่อมที่จัดกิจกรรมทางปัญญา เช่น การเสวนา การเปิดตัวหนังสือ และการสร้างประเด็นสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ร้านหนังสืออิสระในประเทศไทยกำลังทยอยปิดตัวลงอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่และห่วงโซ่ร้านหนังสือได้ ประกอบกับการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังคงมองร้านหนังสืออิสระเพียงในฐานะร้านค้าทั่วไป ไม่ใช่สถาบันที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางวัฒนธรรม
แนวโน้มดังกล่าวสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ที่มีจำนวนร้านหนังสืออิสระเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 สหราชอาณาจักรก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนฝรั่งเศสนั้นมีกฎหมายคุ้มครองร้านหนังสืออิสระอย่างชัดเจน โดยไม่อนุญาตให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมห่วงโซ่ใช้มาตรการด้านราคาเพื่อแข่งขันจนผลักร้านหนังสืออิสระออกจากตลาด ปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถรักษาร้านหนังสืออิสระไว้ได้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ (1) ชุมชนนักอ่านที่เข้มแข็งซึ่งสนับสนุนร้านหนังสืออิสระอย่างแข็งขัน และ (2) นโยบายภาครัฐที่มองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมของร้านเหล่านี้
พฤติกรรมนักอ่านและทิศทางวรรณกรรมไทย
ผลการวิจัยด้านพฤติกรรมการอ่านมีบางส่วนที่ขัดกับความเชื่อทั่วไป โดยพบว่ากลุ่มผู้ซื้อหนังสือที่มีสัดส่วนสูงสุดในงานหนังสือ 4 จังหวัดที่ทำการศึกษา ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และพิษณุโลก คือ กลุ่มคนอายุระหว่าง 21–30 ปี ซึ่งสวนทางกับข้อกังวลว่าการปฏิวัติดิจิทัลจะทำให้คนรุ่นใหม่หันเหจากหนังสือเล่มไปสู่สื่อออนไลน์โดยสิ้นเชิง สาเหตุที่คนรุ่นใหม่ยังผูกพันกับหนังสือเล่มมาจากหลายเหตุผล ทั้งเรื่องสมาธิ การสัมผัสทางกายภาพ และการสะสมเป็น collection อย่างไรก็ตาม การอ่านผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมีลักษณะต่างออกไป กล่าวคือมักทำให้ผู้อ่านพลิกผ่านหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่สร้างความผูกพันเชิงลึกเท่ากับการอ่านหนังสือเล่ม
ในด้านแนวหนังสือที่ได้รับความนิยม แฟนตาซี นิยายสืบสวนสอบสวน โรมานซ์ และนิยายวาย ล้วนครองใจนักอ่านรุ่นใหม่อย่างชัดเจน ในขณะที่วรรณกรรมไทยในแนว “เพื่อชีวิต” ซึ่งเคยรุ่งเรืองในยุค 2530 - 2540 ลดความนิยมลงอย่างเห็นได้ชัด นักเขียนบางท่านที่ถูกสัมภาษณ์แสดงความกังวลว่าสังคมไทยกำลังขาด “วรรณกรรมระหว่างกลาง” ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวรรณกรรมสำหรับเยาวชนกับวรรณกรรมเฉพาะทางสำหรับผู้ใหญ่ การขาดวรรณกรรมประเภทนี้อาจทำให้ผู้อ่านข้ามจากนิยายบันเทิงตรงไปสู่วรรณกรรมเฉพาะทางโดยไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะการอ่านเชิงลึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังพบว่าวรรณกรรมสำหรับเยาวชนในประเทศไทยมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อโอกาสในการปลูกฝังรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก
ข้อเสนอ: สถาบันหนังสือแห่งชาติ
ประเด็นเชิงโครงสร้างที่ ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เน้นย้ำมากที่สุดคือการที่สังคมไทยยังไม่มี “เจ้าภาพหลัก” ในการดูแลระบบนิเวศการอ่านอย่างเป็นองค์รวม แม้จะมีสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่าย รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกหลายแห่ง แต่ขาดกลไกหลักที่จะประสานงาน กำหนดยุทธศาสตร์ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการอ่านอย่างเป็นระบบ ซึ่งแตกต่างจากฝรั่งเศสที่มี “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ที่ทำหน้าที่เหล่านี้อย่างชัดเจน จนสามารถปกป้องร้านหนังสืออิสระและสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบนิเวศการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ การไม่มีสถาบันกลางเช่นนี้ทำให้กระบวนการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศการอ่านดำเนินไปอย่างต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการ และที่สำคัญที่สุดคือขาดกลไกในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือระหว่างเมืองกับชนบท รวมถึงกลุ่มชายขอบต่างๆ อาทิ ผู้พิการทางสายตา
จากวัฒนธรรมการอ่านสู่เศรษฐกิจการอ่าน
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อดีตเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เปิดประเด็นด้วยการนำเสนอมุมมองที่ว่าการสร้างวัฒนธรรมการอ่านต้องเดินคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจการอ่าน โดยชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหนังสือไทยมีขนาดใหญ่กว่าที่สังคมรับรู้อย่างมาก จากการวิจัยพบว่ามูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีมูลค่าไม่เกินพันล้านบาท หรืออุตสาหกรรมเพลงที่มีมูลค่าน้อยกว่า แม้กระทั่งอุตสาหกรรมเกมซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 35,000 ล้านบาทก็ยังเป็นในฝั่งของผู้บริโภค ไม่ใช่ผู้สร้าง แต่กลับได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากกว่าอุตสาหกรรมหนังสือ
คำอธิบายสำคัญที่ นพ.สุรพงษ์ นำเสนอคือ วัฒนธรรมทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นหมอลำ มวยไทย หรืออาหารไทย ล้วนเกิดขึ้นและพัฒนาได้เพราะมีคนที่สามารถสร้างรายได้จากวัฒนธรรมนั้นๆ ในทำนองเดียวกัน หากต้องการให้วัฒนธรรมการอ่านเติบโตอย่างยั่งยืน ก็ต้องทำให้นักเขียน สำนักพิมพ์ และผู้อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมหนังสือสามารถดำรงชีวิตและพัฒนางานของตนได้อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านโดยไม่สนใจมิติทางเศรษฐกิจจึงเป็นการมองแบบแยกส่วนที่ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้
โครงสร้างพื้นฐาน: ห้องสมุดและแพลตฟอร์มดิจิทัล
นพ.สุรพงษ์ ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีห้องสมุดประชาชนอยู่ถึง 924 แห่งทั่วประเทศ นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ดีมาก แต่ห้องสมุดเหล่านี้ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ปัญหาหลักคือห้องสมุดส่วนมากยังทำหน้าที่เป็นเพียงโกดังเก็บหนังสือ ขาดความมีชีวิตชีวา ขาดกิจกรรม และขาดการปรับปรุงให้สอดรับกับบริบทดิจิทัลในยุคปัจจุบัน หากสามารถยกระดับห้องสมุดทั้ง 924 แห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา มีกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และสามารถหมุนเวียนหนังสือไปตามห้องสมุดขนาดเล็กในชุมชนได้ ก็จะทำให้งบประมาณสามารถใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัล นพ.สุรพงษ์ มองว่า Meb ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีบุ๊กหลักของไทยมีส่วนแบ่งตลาดอีบุ๊กราวร้อยละ 65 ของตลาดทั้งหมด และมีมูลค่าตลาดสูงกว่ามติชนและกำลังจะแซงหน้าอมรินทร์แล้ว แพลตฟอร์มเช่นนี้สามารถเป็นกลไกสำคัญในการกระจายหนังสือไปยังพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม โมเดลธุรกิจจะต้องให้ผลตอบแทนที่ยุติธรรมแก่ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา มิฉะนั้นก็จะเป็นเพียงการถ่ายโอนรายได้จากผู้สร้างไปสู่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเท่านั้น
นพ.สุรพงษ์ ยังยกตัวอย่างจากต่างประเทศที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่มีหอสมุดแห่งชาติที่ทันสมัย มีระบบยืมคืนผ่านบัตรประชาชนและส่งคืนได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือสถานีรถไฟฟ้า เกาหลีใต้ที่ลงทุนพัฒนา digital transformation ของอุตสาหกรรมหนังสืออย่างจริงจัง จนสามารถสร้างครีเอเตอร์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้มากมาย หรือจีนที่สร้างห้องสมุดขนาดใหญ่อลังการเหมือนสนามกีฬาโอลิมปิกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: สถาบันหนังสือแห่งชาติและ Soft Power
นพ.สุรพงษ์ เสนอให้จัดตั้ง “สถาบันหนังสือแห่งชาติ” ในลักษณะเดียวกับที่มีในพระราชบัญญัติ (พรบ.) THACCA หรือ Thailand Creative Culture Agency (สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์) ที่กำลังเสนอเข้าสู่สภาชุดใหม่ โดยสถาบันดังกล่าวจะทำหน้าที่รวบรวมทรัพยากร สร้างแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ แก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และบริหารจัดการกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือมีหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานหนังสือ แต่ทำงานโดยขาดการประสานงาน ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากร
ในมิติของ Soft Power นพ.สุรพงษ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมการแปลวรรณกรรมไทยออกสู่ตลาดโลก โดยอ้างอิงตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น หนังสือของนักเขียนบางท่านที่มีสำนักพิมพ์ต่างชาติสนใจติดต่อมาจากงานหนังสือในกรุงโซล และกำลังอยู่ระหว่างการแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อนำออกสู่ตลาดโลก รวมถึงตัวอย่างของนักเขียนไทยที่สามารถวาดรูปและเขียนหนังสือเองแล้วส่งขายบน Amazon ทั้งในรูปแบบหนังสือกระดาษและ e-book ได้โดยตรง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าหากมีระบบนิเวศที่ดี นักเขียนไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่เวทีโลกได้
ราคาหนังสือ: วงจรที่ทำลายวัฒนธรรมการอ่าน
ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ผู้แทนฝ่ายนโยบายวัฒนธรรม พรรคประชาชน เริ่มต้นด้วยการเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นรูปธรรม โดยหยิบยกกรณีของหนังสือชุด Harry Potter ฉบับแปลภาษาไทย 7 เล่มซึ่งมีราคารวมประมาณ 3,000 บาท เปรียบเทียบกับต้นฉบับภาษาอังกฤษที่สามารถหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่า และตั้งคำถามที่น่าคิดว่าหากต้องการพิมพ์หนังสือไทยขนาดเดียวกันจำนวน 7 เล่มในราคาเฉลี่ยเล่มละ 300 บาท หรือรวมประมาณ 2,000 บาทนั้น เป็นไปได้จริงหรือไม่ในระบบปัจจุบัน คำตอบคือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมากจากการที่จำนวนพิมพ์ต่อครั้งลดลงอย่างต่อเนื่อง
วงจรที่เกิดขึ้นคือ เมื่อผู้อ่านน้อยลง จำนวนพิมพ์ต่อครั้งก็ลดลง ต้นทุนต่อเล่มก็สูงขึ้น ราคาหนังสือก็แพงขึ้น ทำให้ผู้อ่านลดลงอีก วงจรนี้หากไม่มีการแทรกแซงเชิงนโยบาย ก็จะกัดเซาะฐานของวัฒนธรรมการอ่านอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ณพัฎน์เน้นย้ำว่าทางออกที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่อื่นใดนอกจากการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้เข้มแข็งจนจำนวนผู้อ่านเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนพิมพ์เพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อเล่มลดลง และราคาหนังสือเข้าถึงได้มากขึ้น
ข้อเสนอด้านนโยบายจากพรรคประชาชน
ณพัฎน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายของพรรคประชาชนใน 2 ระดับคือ (1) การจัดตั้งคณะกรรมการหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติในระยะสั้น เพื่อทำหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และดูแลกองทุน โดยมีสัดส่วนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมนักเขียน สมาคมผู้จัดพิมพ์ สมาคมนักแปลและล่าม รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่นๆ และ (2) การพัฒนาไปสู่สถาบันหนังสือแห่งชาติในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนในวงการหนังสือเรียกร้องมาอย่างยาวนาน
ในด้านการฟื้นฟูวัฒนธรรมการอ่าน ณพัฎน์ เสนอ 2 แนวทางเร่งด่วนคือ (1) การจัดสรรหนังสือเข้าห้องสมุดให้สอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยให้ห้องสมุดซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและนักเขียนอิสระ เพื่อเป็นกลไกทั้งในการกระจายหนังสือไปสู่ผู้อ่านและในการสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างสรรค์รายย่อยที่ขาดอำนาจต่อรองในตลาด และ (2) การนำหนังสืออ่านนอกเวลากลับเข้าสู่หลักสูตรการศึกษา พร้อมกับปรับกระบวนการวัดผลให้ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่แค่การท่องจำเนื้อหา
ณพัฎน์ ยังตอกย้ำว่า เยาวชนในปัจจุบันซึ่งปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านได้สำเร็จจะกลายเป็นทั้งกำลังซื้อสำคัญในอุตสาหกรรมหนังสือในอนาคต และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในฐานะคนที่สามารถคิดวิเคราะห์ได้ การลงทุนในวัฒนธรรมการอ่านตั้งแต่วัยเด็กจึงเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนทั้งทางเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างคุ้มค่าในระยะยาว
อุตสาหกรรมหนังสือมีมูลค่าใหญ่กว่าที่คิด
ธีรภัทร เจริญสุข เลขานุการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย นำเสนอในฐานะตัวแทนของภาคปฏิบัติในวงการหนังสือ โดยเริ่มจากการชี้ให้เห็นปัญหาพื้นฐานที่ฉุดรั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมมาโดยตลอด นั่นคือการขาดข้อมูลที่เชื่อถือได้ วงการหนังสือไทยซึ่งมีประวัติการพิมพ์มาอย่างยาวนานกลับไม่เคยมีการรวบรวมตัวเลขที่แม่นยำในเรื่องมูลค่าตลาด จำนวนผู้ผลิต จำนวนนักเขียน นักแปล และผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอย่างครบถ้วน ซึ่งสร้างอุปสรรคสำคัญในการวางแผนและกำหนดนโยบาย เพราะไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่าตลาดหนังสือไทยมีขนาดเท่าไร
หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาและมีการตั้งคณะกรรมการ Soft Power พร้อมจัดสรรงบประมาณวิจัยเพื่อทำตัวเลขอย่างจริงจัง โดยรวบรวมข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปรากฏว่าตัวเลขที่ได้ออกมาสูงกว่าที่วงการเคยประมาณการไว้อย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยคาดการณ์กันว่าอยู่ที่ประมาณ 16,000–17,500 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอยู่ที่ 20,000 ล้านบาทในปี 2567 และ 22,000 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งรวมถึงมูลค่าตลาดอีบุ๊กที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 16 ของตลาดทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่า margin (อัตรากำไร) ในธุรกิจหนังสืออยู่ที่ประมาณร้อยละ 9–14 ซึ่งสูงกว่าที่หลายคนคิด เปรียบเทียบได้กับธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ที่มี margin เพียงร้อยละ 2–3
สัญญาณบวก: หนังสือไทยกำลังกลับมา
ธีรภัทร นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ 2 ประเด็นคือ (1) จำนวน ISBN ที่จดทะเบียนในแต่ละปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 21,000 เล่มในปี 2567 และ 22,000 เล่มในปี 2568 บ่งชี้ว่าแม้จำนวนพิมพ์ต่อเล่มจะลดลง แต่ความหลากหลายและจำนวนปกหนังสือใหม่ที่เข้าสู่ตลาดกลับมีมากขึ้น ตลาดจึงกระจายตัวและหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้หดตัว และ (2) จำนวนสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ซึ่งเคยลดลงต่ำสุดในช่วงโควิดเหลือเพียง 280 กว่าราย แต่ปัจจุบันฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 426 ราย และมีคนสมัครเข้ามาใหม่ทุกเดือน
สัญญาณบวกอีกประการหนึ่งคือสัดส่วนระหว่างหนังสือแปลกับหนังสือที่นักเขียนไทยเขียนเอง กำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี จากเดิมที่หนังสือแปลมีสัดส่วนร้อยละ 66 ต่อหนังสือไทยร้อยละ 34 ในปี 2567 ล่าสุดในปี 2568 สัดส่วนเปลี่ยนเป็น 60:40 แล้ว และมีแนวโน้มว่าหนังสือไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อไปอีกในปี 2569 นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจ เช่น นวนิยายไทยที่มียอดพิมพ์รวมถึง 100,000 เล่ม หนังสือการ์ตูนของนักเขียนไทยที่พิมพ์ครั้งแรก 20,000 เล่มโดยทันที และหนังสือบางเล่มที่ขายได้ 20,000 เล่มเฉพาะในงานหนังสือเพียงครั้งเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระแสหนังสือที่คนไทยเขียนและเล่าเรื่องไทยกำลังกลับมา
ความท้าทายจากแพลตฟอร์มออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ธีรภัทร ชี้ให้เห็นปัญหาเร่งด่วนที่กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อร้านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee ที่สามารถเสนอราคาหนังสือต่ำกว่าราคาปกติได้มาก จนร้านหนังสืออิสระและร้านหนังสือทั่วไปไม่สามารถแข่งขันได้ ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ กลุ่มสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ทั้งร้านใหญ่และร้านเล็กจะมีการประชุมใหญ่เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาแพลตฟอร์มเป็นวาระเร่งด่วนที่วงการหนังสือต้องรับมืออย่างจริงจัง
ธีรภัทรกล่าวชื่นชมความพยายามของภาครัฐที่ผ่านมาในหลายด้าน ทั้งโครงการให้ทุนแก่ร้านหนังสืออิสระในต่างจังหวัด 25 ร้านใน 15 จังหวัด โครงการให้ทุนแปลหนังสือออกสู่ตลาดต่างประเทศซึ่งมีการให้ทุนมาแล้ว 2 ปีและกำลังขยายเพิ่ม รวมถึงการทำงานร่วมกับสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ในการประสานงานส่งเสริมหนังสือไทยสู่ต่างประเทศ ทว่ายังเน้นว่าทุกความพยายามเหล่านี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนในวงการหนังสือร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
มุมมองจากเบื้องหลัง: โรงพิมพ์และสายส่ง
ชัยฤทธิ์ อินทุวิศาลกุล ผู้แทนภาคโรงพิมพ์และสายส่งหนังสือ นำเสนอในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในโรงพิมพ์มากว่า 10 ปี และเพิ่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจสายส่งหนังสือเป็นเวลา 6 เดือน จึงมีมุมมองที่ครอบคลุมทั้งสองด้านของการผลิตหนังสือ สิ่งที่เขาเห็นอย่างชัดเจนจากการทำโรงพิมพ์คือ แนวโน้มการลดลงของจำนวนพิมพ์ต่อเล่มอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยพิมพ์หลักพันเล่มต่อครั้ง ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่หลักห้าร้อย หลักร้อย และบางครั้งถึงขั้นหลักสิบเล่มเท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดหนังสืออย่างชัดเจน
ในฐานะสายส่งซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างสำนักพิมพ์กับร้านหนังสือทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วประเทศ ชัยฤทธิ์ ระบุว่าจุดที่น่าเป็นห่วงที่สุดในห่วงโซ่ทั้งระบบในขณะนี้คือ “ร้านหนังสืออิสระ” ซึ่งแบกรับต้นทุนสูงทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายดำเนินการต่างๆ ในขณะที่ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์และร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่ามาก เขามองว่าร้านหนังสืออิสระอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากหากปล่อยไว้ก็จะทยอยปิดตัวลงจนกระทบต่อการกระจายหนังสือในหัวเมืองต่างๆ
สำนักพิมพ์อิสระและนักเขียนรุ่นใหม่: กระแสที่น่ายินดี
ชัยฤทธิ์ มองในแง่บวกต่อกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือมีสำนักพิมพ์อิสระและนักเขียนอิสระรุ่นใหม่เข้าสู่วงการมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มาด้วยใจรักและความหลงใหลในงานเขียน หลายคนมีอาชีพหลักที่สร้างรายได้ได้ดีกว่า แต่ยังคงเลือกที่จะเขียนหนังสือเพราะความรักในงาน บรรยากาศเช่นนี้สร้างพลังงานสร้างสรรค์ให้กับวงการ แม้จะยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ชัยฤทธิ์ ยังชี้ให้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจซึ่งมักมองไม่เห็นในตัวเลขทางการค้า นั่นคือกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ที่ทำหนังสือทำมือ (zine) และผลิตงานสร้างสรรค์ขนาดเล็กในรูปแบบต่างๆ บางคนวาดรูปตามร้านกาแฟแล้วนำมาทำเป็นหนังสือ บางคนแจกฟรี บางคนขายในราคาต้นทุน สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏในตัวเลขเศรษฐกิจ แต่แสดงให้เห็นว่าความรักในการสร้างสรรค์งานพิมพ์ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มเขียนนิยายออนไลน์หลายแห่งที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก แม้จะยังไม่ได้รับการนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมหนังสือในแบบที่เป็นทางการ
ชัยฤทธิ์ ปิดท้ายด้วยการส่งคำเชิญชวนไปยังนักอ่านทุกท่าน โดยบอกว่าหนังสือเปรียบเสมือนประตูเปิดสู่โลก และอยากชักชวนให้ทุกคนลองเปิดใจหยิบหนังสือในแนวที่ตนไม่เคยอ่านมาก่อนหรือไม่คิดว่าจะชอบสักเล่ม บางทีการค้นพบที่ไม่คาดคิดเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงมุมมองและนำไปสู่ประสบการณ์การอ่านที่ยาวนาน
งานเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมหนังสือไทยมีศักยภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่เคยรับรู้กันมา แต่ระบบนิเวศการอ่านยังเผชิญความท้าทายจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างการศึกษาที่ไม่ส่งเสริมการอ่านเพื่อความรื่นรมย์และการคิดวิเคราะห์ นโยบายภาครัฐที่ยังขาดการบูรณาการ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือระหว่างพื้นที่ต่างๆ โดยข้อเสนอสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเสวนา ได้แก่ การจัดตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติเพื่อเป็นกลไกหลักด้านนโยบาย การสนับสนุนห้องสมุดและการกระจายหนังสือสู่ภูมิภาค การมองร้านหนังสืออิสระในฐานะสถาบันทางวัฒนธรรม การปรับการศึกษาให้ส่งเสริมการอ่านเพื่อคิดวิเคราะห์ การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นธรรมต่อผู้สร้างสรรค์ และการจัดเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมหนังสืออย่างเป็นระบบ
