“แม่น้องเกด” ทำบุญถวายสังฆทานให้ผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดง "พฤษภา 53" โดยมีภรรยาของมนต์ชัย แซ่จอง (ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 2553) ,ธิดา ถาวรเศรษฐ, จตุพร พรหมพันธุ์, “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา, ปิยรัฐ จงเทพ, ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ชัยธวัช ตุลาธน, สหัสวัต คุ้มคง ร่วมทำบุญด้วย แม่น้องเกดย้ำ เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ไม่ควรจะเกิดขึ้น จนทุกวันนี้ 6 ศพในวัดปทุมฯ ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เหลือเวลาอีก 4 ปีคดีก็จะหมดอายุความ
19 พ.ค. 2569 เวลา 13.00 น. ที่วัดปทุมวนาราม พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด” มารดาของ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ทำบุญถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ เพื่ออุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิต 6 คนภายในวัดปทุมฯ
ในวันนี้ พะเยาว์ พร้อมด้วยประชาชนอีกหลายคน อาทิ ภรรยาของมนต์ชัย แซ่จอง (ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 2553) ,ธิดา ถาวรเศรษฐ, จตุพร พรหมพันธุ์, “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา, ปิยรัฐ จงเทพ, ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ชัยธวัช ตุลาธน, สหัสวัต คุ้มคง ร่วมทำบุญถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ 4 รูป และกรวดน้ำอุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันวางดอกไม้รำลึกบริเวณลานจอดรถ โดยมีป้ายไวนิลข้อความ “เขตอภัยทาน”





“แหวน” กล่าวว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจและมีอิสรภาพอยู่ เราก็จะมาทำบุญให้เพื่อนทุกปี แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่เรายังจะหวังต่อไป ขอให้ทุกคนช่วยติดตามคดีที่กำลังจะสิ้นสุดลง และช่วยทวงถามความเป็นธรรมให้พวกเราด้วย
“ตู่” จตุพร กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ที่ได้ตัดสินใจยุติการชุมนุม เงื่อนไขที่ตกลงกับรัฐในขณะนั้นคือแกนนำไปมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ประชาชนเดินกลับทางถนนพระราม 1 แต่สุดท้ายแล้ว 6 ศพวัดปทุมฯ ก็ถูกสังเวยเป็นชุดสุดท้าย 16 ปีที่ผ่านมา ตนเชื่อว่าคนที่ผ่านเหตุการณ์จะไม่มีใครลืมไปได้ และคาดหวังว่าความเป็นจริงและความยุติธรรมจะได้ปรากฏ อย่างน้อยที่สุด ความตายของประชาชนจะต้องถูกยกย่องในฐานะวีรชน ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย คนในเหตุการณ์นี้ไม่เคยได้รับความเป็นธรรม เรามีหน้าที่ที่จะไม่ลืมและยังต้องทำบุญอุทิศบุญกุศล เหตุการณ์ที่มีคนถูกฆ่าตายมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตอภัยทาน เราจะไม่มีวันลืม และจดจำตลอดไป
พะเยาว์ กล่าวว่า ขอขอบคุณที่มาร่วมทำบุญรำลึกให้ผู้เสียชีวิต เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 นั้นไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดไปแล้ว โดยเฉพาะ 6 ศพวัดปทุมฯ ที่มีการไต่สวนการตายไปแล้ว มีแนวโน้มว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สุดท้ายความยุติธรรมยังไม่มาถึง สิ่งที่เราทำก็คือยังต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียกร้องเพื่อขอความยุติธรรม ให้สังคมได้รับรู้ ว่าสิ่งที่ประชาชนต้องเสียชีวิตไป เกิดจากสาเหตุใด และใครเป็นผู้กระทำผิด ทั่วโลกได้เห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร จึงไม่สามารถที่จะล้มล้างไปได้เลยว่าคุณไม่ได้กระทำการใด ๆ ต่อประชาชนมือเปล่า อย่างเต็นท์พยาบาลในวัด ซึ่งอยู่ในเขตอภัยทาน แต่เจ้าหน้าที่ยิงเข้ามาในเต็นท์ จนสุดท้าย 6 ศพในวัดปทุมฯ ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมใด ๆ ยังเหลือเวลาอีก 4 ปี ขอให้ญาติผู้เสียชีวิตได้รับความยุติธรรมในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่






ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง มีการชุมนุมเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา โดยชุมนุมปักหลักบริเวณถนนราชดำเนินก่อนถูกสลายการชุมนุม และย้ายสถานที่ปักหลักมาเป็นบริเวณแยกราชประสงค์
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เจ้าหน้าที่ได้มีปฏิบัติการกระชับวงล้อม เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปหลบภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตอภัยทาน แต่ต่อมาพบว่ามีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 6 คน ภายในวัด โดยหนึ่งนั้น คือ “กมนเกด อัคฮาด” พยาบาลอาสาที่อยู่ในเต็นท์พยาบาล โดยศาลมีคำสั่งว่า การเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานทหารที่ประจำอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้า BTS หน้าวัดปทุมฯ
สำหรับการเรียกร้องเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมครั้งนี้ยังดำเนินต่อไป ซึ่งเหลือเวลาอีก 4 ปี ก่อนครบอายุความคดีอาญา 20 ปี
สส.ปชน. ย้ำต้องแก้เขตอำนาจศาลทหาร ป้องกันทหารฆ่าประชาชน

ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชนที่มาร่วมงาน กล่าวว่าเวลาผ่านมา 16 ปีแล้วความยุติธรรมก็ยังต้องตามหากันต่อ สำหรับกระบวนการในสภาเองก็เคยมีการติดตามจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มาแล้วเมื่อปีที่แล้วว่ามีคดีอะไรที่ยังค้างอยู่บ้าง แต่ว่าการตามเอกสารก็ได้มาไม่ครบถ้วนเท่าไหร่คิดว่าในสมัยนี้ก็คงต้องมีการติดตามกันต่อ
ศศินันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการสลายชุมนุมปี 53 เสียทีเดียว แต่อย่างน้อยจะต้องแก้ไขเพื่อให้ในอนาคตก็จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อีก
นาวาโท ดร.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงเรื่องของกฎหมาย ทางพรรคประชาชนก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี 53 ถึงเป็นตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ เหตุการณ์ทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน
กิตติพงษ์กล่าวว่า กลไกหนึ่งที่ใช้ทำร้ายประชาชนก็คืออำนาจของศาลทหารเพราะในกระบวนการฟ้องร้องคดีของปี 53 ต้องไปสิ้นสุดที่อัยการศาลทหารสั่งไม่ฟ้อง ศาลทหารจึงเป็นเป็นกลไกที่ทำให้ทหารลอยนวลพ้นผิดจากสิ่งที่ตัวเองทำโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร
พรรคประชาชนจึงไม่ได้นิ่งดูดาย กฎหมายศาลทหารเป็นหนึ่งในกฎหมายที่พรรคต้องการจะแก้ ในขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็ยืนยันให้ร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้ามาพิจารณาในสภาแล้ว
อย่างไรก็ตามร่างที่ ครม.ส่งมาเป็นการแก้ในทางธุรการเท่านั้นโดยมีเรื่องหลักๆ เพียง 3 เรื่องคือ
หนึ่ง การจัดโครงสร้างของศาลทหารใหม่
สอง การส่งฟ้องโดยตรงไม่ต้องผ่านอัยการทหาร
สาม การฟ้องเป็นคดีในกรณีพิเศษเมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยใช้ศาลทหารอาญาศึก และประชาชนสามารถอุทธรณ์คดีได้
อย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องหลักๆ ที่สำคัญอย่างยิ่ง เช่น ขอบเขตอำนาจของศาลทหารไม่ได้มีการแก้ แต่ข้อเสนอของพรรคประชาชนจะมีการแก้ขอบเขตอำนาจของศาลทหารอย่างน้อย 3 เรื่อง
หนึ่ง คดีที่ทหารกระทำผิดทางอาญาต่อพี่น้องประชาชน เช่น กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 ทั้งหมด เป็นกรณีตัวอย่างรวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีตเช่นพฤษภาฯ 35 หรือ 6 ตุลาฯ 19 ก็เป็นกรณีในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ที่ทหารทำร้ายประชาชน กรณีเช่นนี้ไม่ควรให้ทหารขึ้นศาลทหารเพราะเราไม่รู้เลยว่าศาลทหารจะมีแนวความคิดอย่างไรอีกทั้งยังอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายบริหารที่สามารถเลื่อนลดปลดย้ายเจ้าหน้าที่ได้ ทำให้ไม่สามารถแน่ใจได้การอำนวยความยุติธรรมศาลทหารจึงเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขเลย
สอง ขอบเขตอำนาจศาลทหารในการพิจารณาคดีทุจริตคอรัปชั่นของทหารเช่นกรณี GT200
สาม กฎหมายที่ขัดกันอยู่ระหว่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการบังคับสูญหายและซ้อมทรมาน และ พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร ที่ทำให้ไม่รู้ว่าคดีที่เข้าข่ายซ้อมทรมานต้องขึ้นศาลไหนกันแน่ แม้ว่าในตอนนี้คณะกรรมการวินิจฉัยเขตอำนาจจะให้คดีซ้อมทรมานอยู่ในการพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงยังต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจน
“ผมเป็นหนึ่งในตัวแทนของพี่น้องทหารที่อยู่ในกองทัพ พี่น้องทหารหลายคนไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นแต่พวกเขาไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งมาเขาก็ต้องทำ”
กิตติพงษ์ย้ำว่า จึงต้องมีเครื่องมือหรือกลไกทางกฎหมายที่ทำให้พี่น้องทหารมั่นใจได้ว่าถ้าเขาไม่ทำตามคำสั่งของของผู้บังคับบัญชาที่สั่งให้ทำร้ายพี่น้องประชาชนเขาสามารถปฏิเสธคำสั่งเหล่านั้นได้หนึ่งในเครื่องมือกลไกเหล่านี้ก็คือขอบเขตอำนาจของศาลทหาร
เขาทิ้งท้ายว่า ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันติดตามเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร เพราะที่ผ่านมาเคยมีการแก้ไขแล้วแต่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตัวแทนของแต่ละพรรคการเมืองที่ถูกส่งเข้ามาเป็นทหาร แต่เมื่อทหารเข้ามาในคณะกรรมาธิการก็เข้ามาปกป้องอำนาจของตัวเอง เมื่อมีการแก้ไขขอบเขตอำนาจของศาลทหารก็โหวตให้กลับไปใช้ตามเดิม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขนี้จะสำเร็จออกมาทันใช้ภายใน 4 ปีก่อนที่คดีปี 53 จะหมดอายุความหรือไม่
กิตติพงษ์ตอบว่ากรณีนี้สามารถแก้ไขได้ทัน เพราะว่าตอนนี้เข้าสู่กระบวนการของสภาแล้ว
ศศินันท์เสริมว่า สำหรับเรื่องอายุความที่เหลืออยู่ 4 ปีนั้น ก็สามารถใช้กลไกของกรรมาธิการของสภาในการติดตามกับ DSI ต่อไป รวมถึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น "ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบปี 2553” ตามรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่า DSI เพิ่งตั้งขึ้นมาเข้ามาให้ข้อมูลได้ว่าหน่วยงานทำอะไรบ้าง
ส่วนประเด็นเรื่องแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอายุความของคดีซึ่งก่อนหน้านี้ถูกวิจารณ์ว่าหากแก้ไขไปแล้วอาจจะไม่ได้มีเพียงคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ละเมิด แต่จะไปกระทบกับคดีในลักษณะที่เป็นสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองด้วยหรือไม่
ศศินันท์ชี้แจงว่า เรื่องนี้ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่หลังจากเคยยื่นเข้าสภาไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ว่าตอนนี้กำลังพิจารณากันอยู่ว่าอาจจะดึงกลับมาเพื่อแก้ไขตามจุดที่เป็นปัญหาดังกล่าว เพราะตอนที่เสนอคิดว่าจะเป็นการแก้ไขเพื่อใช้ในกรณีในอนาคตข้างหน้าคิดว่าเมื่อเป็นกฎหมายแล้วก็ต้องถูกใช้เป็นการทั่วไป การจะไปเลือกบังคับใช้เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็อาจจะเป็นปัญหา จึงต้องนำกลับมาทบทวนอีกรอบหนึ่ง
ศศินันท์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเพียงเรื่องอายุความอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหา แต่ต้องแก้ไขเรื่องขอบเขตอำนาจศาล และ ป.ป.ช. ต้องมาคู่กันด้วยไปทีละขั้นตอน และหากรัฐบาลอยู่ถึง 4 ปีก็อาจจะพอขยับอะไรไปได้บ้างพอสมควร
