สารคดี 'หะยีสุหลง คนหลังภาพ' ของ 'นวลน้อย ธรรมเสถียร' ฉายสาธารณะครั้งแรกที่ไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 25 พ.ค. เล่าเรื่องหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำมุสลิมในยุคคณะราษฎรที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทยอุ้มหายและฆาตกรรมในปี 2497 สารคดีความยาว 1 ชั่วโมงเชื่อมโยงชีวิตของเขากับการเมืองระดับชาติ นโยบายรัฐนิยม และรากเหง้าความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ยังดำเนินต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
ไม่ง่ายที่จะทำสารคดีประวัติศาสตร์ที่ ‘แสลง’ ใจของรัฐไทย กระทั่งอาจสวนความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ที่ยังขาดความเข้าใจในชายแดนใต้อยู่มาก
‘หะยีสุหลง คนหลังภาพ’ คือสารคดีที่ นวลน้อย ธรรมเสถียร และทีมงานไม่กี่คน ใช้เวลาทำเนิ่นนานหลายปี นำเสนอเรื่องราวอัน ‘ละเอียดอ่อน’ อย่างละเมียดละไม และวางอยู่บนหลักฐานต่างๆ ตามสไตล์ของนักข่าว
นวลน้อยเป็นนักข่าวอาวุโสที่ทำประเด็นเชิงลึกมามากมาย และในช่วงหลังได้ใช้ชีวิต ‘ขลุก’ อยู่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานยาวนาน ในฐานะคนนอกที่พยายามทำความเข้าใจความรุนแรงในพื้นที่ และสร้างพยายามให้ ‘คนใน’ ได้ส่งเสียงมาโดยตลอด
สารคดีเรื่องนี้ไม่มีดราม่าน้ำตาไหล หรือระเบิดภูเขาเผากระท่อม เป็นเพียงการเล่าเรื่องชายคนหนึ่งชื่อ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา ผู้เป็น ‘ภัยความมั่นคง’ ในยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อเนื่องถึงช่วงสงครามเย็น
ใครที่ติดตามประวัติศาสตร์การเมืองย่อมต้องคุ้นชื่อเขา ใครติดตามเรื่องชายแดนใต้ยิ่งต้องคุ้นชื่อเขา เพราะเขาเป็นผู้มีบทบาทสูงเด่น อยู่ร่วมยุคสมัยกับ ‘คณะราษฎร’ ในบรรยากาศของเหล่าคนหนุ่มที่เพิ่งกลับจากการได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ กรณีของหะยีสุหลงนั้นกลับมาจากการเรียนศาสนาที่ซาอุดิอารเบีย เพื่อมาพัฒนาบ้านเกิดที่ ‘ปาตานี’
ชะตากรรมของคนรุ่นใหม่ที่บุกเบิกสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในพื้นที่ส่วนกลางหรือส่วนไหนของประเทศ มักลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม หุหยีสุหรงก็เช่นกัน เขา ลูกชายคนโต และผู้ติดตาม รวม 4 คนถูกอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทยในปี 2497 และการณ์ปรากฏในภายหลังว่าถูกฆาตกรรมโดยนำศพทิ้งไว้บริเวณเกาะหนู เกาะแมว ใกล้ทะเลสาบสงขลา
หลานของหะยีสุหลง-จาตุรนต์ เอี่ยมโสภา กล่าวไว้ว่า นี่อาจเป็นกรณีแรกและกรณีเดียวที่ญาติๆ รับทราบจากการสารภาพของเจ้าหน้าที่ว่าเกิดการฆาตกรรมแน่ ไม่เหมือนคนถูกอุ้มหายอื่นๆ ที่ญาติต้องอยู่กับความทรมานใจใน ‘ความไม่รู้’ ยาวนาน แต่กระนั้นมันก็ไม่นำไปสู่การคืนความเป็นธรรมผ่านกระบวนการยุติธรรม
ความน่าสนใจของสารคดีนี้ คือ การมองไปในรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด โดยผสานการทำความเข้าใจที่มาที่ไป แรงจูงใจ ผลลัพธ์แนวทางการพัฒนาพื้นที่ของหะยีสุหลงซึ่งมีลักษณะเฉพาะในวัฒนาธรรมมลายูมุสลิม ผนวกกับความผันผวนของการเมืองระดับชาติที่ส่งผลสะท้อนซึ่งกันและกันอย่างไม่อาจแยกขาด
มุมนี้ยังไม่มีใครพูดถึงมาก่อนอย่างละเอียด เส้นเรื่องของการเมืองระดับชาติอันสลับซับซ้อนถูกเล่าขนานไปกับเส้นทางชีวิตและการเคลื่อนไหวของหะยีสุหลงซึ่งซับซ้อนไม่แพ้กัน โดยทำให้ย่อยง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- การสร้างโรงเรียนศาสนาของหะยีสุหลง ที่ปะทะกับความเชื่อในพื้นที่เพราะต้องการสอนวิทยาการอื่นๆ ด้วย มีพระยาพหลฯ ร่วมสนับสนุนเงินทุน
- การเชื่อมต่อกับรัฐบาลคณะราษฎร รวมถึงปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเปิดโอกาสในการโอบรับความหลากหลายโดยสันติวิธี
- ความสัมพันธ์ระหว่างหะยีสุหลงกับนายแพทย์เจริญ สืบแสง ซึ่งเป็นหมอชาวไทยพุทธที่ช่วยเหลือคนยากไร้ในพื้นที่ปัตตานีที่กลายเป็นข้อต่อ ส่วนกลางกับสี่จังหวัดใต้ผ่านการเป็น สส.
- ความสัมพันธ์ของหะยีสุหลงกับพันธมิตรในมาเลเซีย
- การครองอำนาจของ จอมพล ป.ผู้ริเริ่มนโยบายรัฐนิยมที่ต้องการให้เกิด ‘ความเป็นไทย’ หนึ่งเดียว
- การเกิดสงครามโลกและบทบาทของจักรวรรดิอังกฤษ
- รัฐประหาร 2490 ในฐานะการ ‘ปิดประตู’ การเติบโตของประชาธิปไตย และการปรองดองกับชาติพันธุ์ต่างๆ
- การยกเลิกการใช้กฎหมายศาสนาในพื้นที่ว่าด้วยการแต่งงานและแบ่งมรดก
- ข้อเสนอ 7 ประการในการจัดการพื้นที่
- ข้อหากบฏ-หมิ่นประมาทรัฐบาล จากประโยคเดียวของหะยีสุหลง
- การสู้คดียาวนาน คำพิพากษาของศาลในคดีเหล่านั้น
- การติดคุกของหะยีสุหลงที่ทำให้ครอบครัวล้มละลายแทบไม่มีกิน
- วันสุดท้ายที่เขาไปพบตำรวจสันติบาลแล้วไม่ได้กลับมาอีก รวมถึงการพยายามตามหาของครอบครัว
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังไม่ครบถ้วน และเป็นเพียงหัวข้อคร่าวๆ ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นภาพใหญ่ แต่สารคดี 1 ชม.นี้ทำให้เห็นความซับซ้อน และเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ โดยที่แต่ละส่วน จะว่าไปก็สามารถทำการศึกษาเป็นหัวข้อเฉพาะได้อีกหลายเรื่อง เสมือนการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นภาพรวม โดยจิ๊กซอว์แต่ละตัวสร้างประกายความอยากรู้ได้ไม่หยุดหย่อน
ชั่วแต่ว่าหลักฐานต่างๆ สูญหายไประหว่างทาง ผู้คนที่เกี่ยวพันใกล้ชิดล้วนล้มหายตายจาก เอกสารต่างๆ หายไประหว่างการค้นบ้านของเจ้าหน้าที่นับครั้งไม่ถ้วน ฯลฯ หลานของหะยีสุหรงเล่าว่า แม้แต่ครอบครัวเองก็ค้นพบเอกสารไม่มาก ในจำนวนนี้คือจดหมายนับสิบฉบับที่เขาเขียนส่งมาจากเรือนจำ
กล่าวอย่างถึงที่สุด สารคดีนี้นับเป็นการเผชิญหน้ากับ ‘ภัยคุกคาม’ ตรงๆ ดูมันในรายละเอียด จนข้อสรุปสุดท้ายในหัวหลังชมภาพยนตร์อาจกลายเป็นว่า มนุษย์ผู้อยู่ในอำนาจสร้างภัยคุกคามขึ้นมาด้วย ‘ความกลัว’ และ ‘ความไม่เข้าใจ’ ของตนเองเป็นหลักหรือไม่ และมันทำให้เราขบคิดต่อว่า สรุปแล้ว (แนวคิด) ชายผู้นี้ ‘รุนแรง’ อย่างยิ่ง หรือ ‘ไม่รุนแรง’ อย่างยิ่งกันแน่
หลัง End Credits เหมือนเป็นบทสรุปของ ‘การปรองดอง’ รูปแบบหนึ่งที่ผู้สร้างไม่หลงลืมที่จะเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันและในระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ นั่นคือภาพเหตุการณ์ปี 2559 ที่ ‘ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ’ ในฐานะหลานของ ‘ฝ่ายผู้กระทำ’ ไปพบลูกหลานของหะยีสุหลงเพื่อกล่าว ‘คำขอโทษ’
หลานของหะยีสุหรง กล่าวว่า มันเป็นปลดล็อคทางจิตใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย พวกเขาให้อภัยแม้จะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตาม
หนังสารคดีนี้ฉายสาธารณะในกลุ่มคนดูกลุ่มเล็กๆ เป็นครั้งแรกที่ไทยพีบีเอส เมื่อ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา และมีกำหนดจะไปฉายอีกในหลายพื้นที่
- 14 มิ.ย. ร้าน D Kommune ศาลายา
- 16,17,18 มิ.ย.ที่คณะวิทยาการการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินท์ วิทยาเขตปัตตานี
- 13 ส.ค.ที่ ‘บ้าน-สุเหร่าหะยีสุหลง ศูนย์การเรียนรู้จังหวัดปัตตานี’ ซอยริมถนนรามโกมุท ในตัวเมืองปัตตานี
มีใครบางคนกล่าวลอยๆ อย่างไม่มีความหวังนักว่า สารคดีนี้น่าจะได้ฉายในฟรีทีวี หรืออย่างน้อยก็ควรฉายให้กับกลุ่มตุลาการและฝ่ายความมั่นคงได้ดู เพื่อสร้างบทสนทนาที่มาจากการเปิดใจรับฟังความอีกด้าน ซึ่งสารคดีนี้นับว่าน่าสนใจทั้งด้านกว้างและด้านลึก
