นโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์ 4.8 แสนคน ที่สืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567 มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังกล่าวกำลังจะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ทว่าจนถึงขณะนี้ การแก้ปัญหาสัญชาติกลับไม่คืบหน้าได้มากอย่างที่มีการตั้งเป้าไว้ มีการดำเนินการแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลดำเนินการแล้วเสร็จเพียง 1.4 แสนคน ยังคงเหลืออีก 3 แสนคนเศษ จากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดที่มีอยู่เกือบ 5 แสนคน ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังจับตาว่าเรื่องนี้จะได้เดินต่อหรือไม่ เพราะครม.อนุทินยังไม่มีท่าที่ว่าจะต่ออายุการดำเนินการ แม้ สมช.จะมีข้อสรุปให้ผลักดันต่อไปแล้ว ประชาไทคุยกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ออกมติครม.เร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติ สถานะบุคคลดังกล่าว เพื่อดูรายละเอียดว่าที่มาที่ไป กระบวนการ และเป้าหมายคือสิ่งใด ที่สำคัญคือ คุยและร่วมมืออย่างไรกับฝ่ายความมั่นคงและมหาดไทยสำหรับประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มาจนถึงสมัยของแพทองธาร ชินวัตร
นโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์ 4.8 แสนคน ที่สืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567 ถือเป็นผลงานด้านสิทธิมนุษยชนของ ‘รัฐไทย’ ที่ได้รับเสียงชื่นชมจากองค์กรระหว่างประเทศอย่างมาก "แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยที่ชื่นชมนโยบายนี้ว่า "เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ” และจะเป็นการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนโลกนี้
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังกล่าวกำลังจะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ทว่าจนถึงขณะนี้ การแก้ปัญหาสัญชาติกลับไม่คืบหน้าได้มากอย่างที่มีการตั้งเป้าไว้ โดยมีการดำเนินการแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลดำเนินการแล้วเสร็จเพียง 1.4 แสนคน ยังคงเหลืออีก 3 แสนคนเศษ จากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดที่มีอยู่เกือบ 5 แสนคน
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาความมั่นคง (สมช.) เห็นชอบให้ขยายเวลา การดำเนินการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ออกไปอีก 1 ปี
เมื่อ สมช.ไฟเขียว หลายฝ่ายจึงจับตาว่า ครม.ชุดปัจจุบันที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย จะเห็นชอบให้ต่อมติ ครม.ดังกล่าวด้วยหรือไม่ ในฐานะที่รัฐไทยได้พยายามแก้ปัญหาเรื่องสัญชาติอย่างเป็นรูปธรรมมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว
โอกาสนี้ ประชาไทพูดคุย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้มีตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือที่เรียกกันว่า ‘นายกฯ น้อย’ ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มาจนถึงสมัยของแพทองธาร ชินวัตร ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติ ตั้งแต่หลักคิดที่มาของนโยบาย กว่าจะเป็นมติ ครม.ดังกล่าวต้องผ่านความยากมากี่ด่าน พร้อมทั้งวิเคราะห์-ถอดบทเรียนเหตุปัจจัยที่มีส่วนทำให้การแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลเป็นไปอย่างล่าช้า
หลักคิด-ที่มานโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ
หลายคนน่าจะสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยที่ไม่ได้มีจุดขายเรื่องนโยบายสิทธิมนุษยชนมากเท่ากับประเด็นเศรษฐกิจ เหตุใดจึงคิดใหญ่ทำเรื่องสัญชาติที่เกี่ยวพันทั้งเรื่องกฎหมาย ความมั่นคง และยังอาจกระทบความ ‘ชาตินิยม’ จากบรรดาชาวเน็ตที่อาจเข้าใจนโยบายนี้คลาดเคลื่อนไป ผู้สื่อข่าวประชาไทเริ่มบทสนทนากับอดีตเลขาธิการนายกฯ ในยุครับาลเพื่อไทยด้วยประเด็นนี้
พรหมินทร์ตอบคำถามโดยเล่าย้อนไปถึงบทบาททางการเมืองของตัวเองตั้งแต่ในยุครัฐบาลทักษิณ 1-2 (ปี 2544-2548 โดยประมาณ) ว่าเขาเคยเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากการทำงานฝ่ายบริหารเป็นระยะเวลาต่อเนื่องในยุคนั้น ทำให้รับรู้ว่ามีคนไร้สัญชาติและคนที่มีปัญหาสถานะบุคคลอยู่มาก ทว่าการแก้ปัญหาตามกลไกที่มีกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า ในแต่ละปี มีพัฒนาการน้อยถึงน้อยมาก แทบจะไม่ขยับในเชิงจำนวน
“เกือบ 7 ปีที่นายกฯ ทักษิณอยู่ (ในตำแหน่ง) ผมอยู่ด้วยตลอด ทุกปีประมาณวันที่ 21 ส.ค. ก็จะมีเรื่องการเข้ามาขอในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ extend (ขยายเวลา) ให้สัญชาติไทยกับคนไทยที่ (ไม่มีบัตรประชาชน) ตัวเลขสมัยนั้น 2 แสนกว่าคน แล้วมันติดใจผม ว่าทำไมคุณไม่ทำให้มันจบเสียที แล้วคุณทำทุกปี ก็ไม่ได้ขยับอะไรเลย”
หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ หมอพรหมมินทร์เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านเลขที่ 111’ ต่อมาในปี 2563 เขาเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของ “กลุ่มแคร์ คิด เคลื่อน ไทย” กลุ่มทางการเมืองที่แอคทีฟในช่วงโควิด-19
ช่วงต้นของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน พรหมินทร์หวนคืนสู่ตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ เป็นสมัยที่สาม และมีความคิดจะผลักดันนโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลอีกครั้ง จึงได้มีเชิญฝ่ายปกครองมาหารือ ทำให้พบว่ามีคนกลุ่มที่ตรวจพิสูจน์สิทธิเรียบร้อยตั้งแต่ปี 2554 อยู่ราว 480,000 กว่าคน
“ผมก็เอ๊ะว่าคุณมีมติ (ครม.) อันที่สำรวจเรียบร้อยตั้งแต่ปี 2554 แล้วทำไม (การแก้ปัญหา) มันถึงยังไปไม่ได้”
คนกลุ่มที่ตรวจพิสูจน์สิทธิเรียบร้อยจำนวน 480,000 กว่าคนนี้ เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในสังคมไทยมานาน มีฐานข้อมูลในระบบทะเบียนเดิมอยู่แล้ว หลายครอบครัวอยู่กันมารุ่นต่อรุ่น คุ้นเคย-กลมกลืนกับสังคมไทยไปแล้ว แต่ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่แน่นอน แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยก่อนปี 2542 อยู่ในทะเบียนประวัติเรียบร้อย (ประมาณ 340,000 คน)
- บุตรของกลุ่มแรก (ประมาณ 140,000 คน)
“(ถ้าถามว่า) ทำไมต้องให้สิทธิคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้มีสิทธิอยู่แล้วนะฮะ คุณให้สิทธิในการเรียนหนังสือ การรักษาพยาบาล สิทธิการเป็นพลเมืองไทย แม้กระทั่งสิทธิการออกนอกเขต ไม่งั้นเขาต้องอยู่ในเขตที่จำกัด สิทธิในการถือครองที่ดิน สิทธิในการทำการค้า มหาศาลเลย สิทธิในการรับจ้าง อันนี้คือสิทธิของความเป็นคน ที่รัฐไม่อาจละเลยได้ คนที่เกิดในเมืองไทยอยู่แล้วและมีสิทธิ แต่ว่าไปช้าด้วยเหตุผลของกระบวนการทำงาน”
ตามข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ปี 2567 มีบุคคลไร้สัญชาติหรือไม่ทราบสัญชาติประมาณ 4.4 ล้านคนทั่วโลก เมื่อดูเฉพาะประเทศไทย พบว่ามีบุคคลไร้สัญชาติที่ขึ้นทะเบียน 489,915 ราย หรือคิดเป็นกว่า 10% ของทั้งโลก
ในกรณีของเมืองไทย จำนวนคนไร้สัญชาติ-คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 30 ปี เพราะระยะเวลาในการพิจารณาเรื่องใบถิ่นที่อยู่ถาวรใช้ระยะเวลา 270 วัน ขณะที่เรื่องสัญชาติใช้เวลา 180 วัน ทว่าแต่ละปีดำเนินการได้แค่หลักหมื่น หากไม่มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ เท่ากับว่าประเทศไทยต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 44 ปี ถึงจะดำเนินการได้ครบทั้งสี่แสนกว่าราย
สำหรับความยากในการทำนโยบายนี้ ตั้งแต่ต้นจนออกมาเป็นกฎหมาย พรหมินทร์เล่าว่าแบ่งได้เป็น 2 มุม ทั้งความยากในเชิงหลักการและความยากในการบริหาร
ความยากในเชิงหลักการ คือการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นจะต้องหาสมดุลระหว่างเรื่องสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคง ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากปัญหาสัญชาติถูกมองเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง การให้สัญชาติจึงย่อมถูกตั้งคำถามโดยทั่วไปว่าจะเป็นการเปิดประตูให้ภัยคุกคามหรือไม่ โดยความกังวลหลักจะเป็นเรื่องการสวมสิทธิ์ หรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลหลายๆ ยุคเลือกที่จะชะลอนโยบายนี้ไว้
ส่วนความยากในเชิงบริหาร มีหลายด่านที่ต้องผ่าน ตั้งแต่ขั้นตอนการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนมาเป็นมติ ครม. ไปจนถึงออกกฎหมายแล้วเสร็จ ก็ยังมีความท้าทายในระดับหน้างาน
- ด่านแรก: หารือกับฝ่ายปกครอง-ความมั่นคง
พูดคุยหารือถึงแนวทางความเป็นไปได้ในการที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานหลักคือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่ได้มีแค่กรมการปกครองกรมเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย
“กลุ่มพวกนี้ (กลุ่มที่ตรวจพิสูจน์สิทธิเรียบร้อยจำนวน 4.8 แสนคน) เราก็เลยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กระบวนการที่รวดเร็ว ย่นย่อ เพราะหนึ่ง เขาตรวจเรียบร้อยแล้ว ผมไม่ได้ไปแตะของใหม่เลยนะ ความสำเร็จมันจบตั้งแต่ปี 2554 แต่จนป่านนี้ปี 2567 ซัดเข้าไป 13 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า ได้แค่ปีละหมื่นกว่าคน มันมีปัญหาแน่นอน ก็ไปเร่งกระบวนการ”
พรหมินทร์เล่าว่าจากการพูดคุยหารือกับหลายหน่วยงานทำให้ทราบถึงข้อกังวลของฝ่ายความมั่นคง อาทิ อาจเกิดกรณีที่กลุ่มธุรกิจสีเทาใช้ช่องโหว่เข้ามาสวมสิทธิ์
“เขา (ฝ่ายความมั่นคง) ก็มีข้อกังวลอยู่หลายเรื่อง เช่น คนเหล่านี้ที่ไม่ปรากฏสัญชาติ แต่เขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าอยู่ในเมืองไทย เพียงแต่กระบวนการการดำเนินการมันช้า เพราะว่าต้องตรวจประวัติอาชญากรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้ก็หารือกัน มันต้องผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอน”
“ผมปรึกษากรมการปกครอง แล้วก็สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เลขาฯ สมช. ตอนนั้นเป็น พล.ต.อ.รอย (อิงคไพโรจน์) ท่านเป็นผู้บัญชาการสันติบาลเก่า แล้วก็มาเป็นรอง ผบ.ตร.ซึ่งท่านมีความเป็นห่วงในเรื่องของประวัติอาชญากร ผมก็บอกไม่เป็นไรท่าน ถ้าสุดท้ายผมลดกระบวนการ คุณก็เอาตำรวจกับกรมการปกครองมาช่วยกันดูเลย คือ counter balance (ถ่วงดุลอำนาจ) ซึ่งกันและกัน
หนึ่งคือกลุ่มพวกนี้ถูกตรวจมาแล้ว สอง ขั้นตอนสุดท้ายคุณมาตรวจอีกรอบหนึ่ง เพราะว่ามันก็มีโอกาสที่ (กลุ่มสีเทา) จะแฝงเข้ามา 15 ปีที่ผ่านมา คนที่เคยถูก certified (ถูกพิสูจน์แล้ว) อาจจะตายไปแล้วก็ได้ แล้วมีคนแอบสวมสิทธิ์ แอบ corrupt (ทุจริต) กระบวนการเหล่านี้ ในที่สุดเราก็ปรับขั้นตอนต่างๆ มาให้เหลือประมาณ 7 วัน”
หลังจากที่ผ่านขั้นตอนการหารือแล้ว ด่านอื่นๆ ที่ต้องผ่านก็ใช้ต้องผ่านก็ใช้ระยะเวลาเช่นกัน
- ด่านที่สอง: นำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบ
- ด่านที่สาม: นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบ
- ด่านที่สี่: ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย
กว่าจะออกเป็นประกาศได้ก็จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองกันหลายคณะ บางคณะ กรรมการหมดวาระ ก็ต้องมีการสรรหาซึ่งก็ทำให้ระยะเวลายาวนานออกไปอีก
- ด่านที่ห้า: จากกฎหมายสู่การปฏิบัติ
ในระดับปฏิบัติการ ต้องมีการซักซ้อมทำความเข้าใจของแต่ละหน่วย การวางแนวทางการประสานงานกัน ทำงานร่วมกัน การหางบประมาณเพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอที่จะดำเนินการรองรับกลุ่มเป้าหมายที่มีเกือบครึ่งล้านได้จริงๆ
การเมืองไม่นิ่ง-ปมจีนเทาสวมสิทธิ์ มีส่วนทำการแก้ปัญหาสัญชาติล่าช้า
ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชน เปิดเผยกับเดอะรีพอร์ตเตอร์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมาว่า เธอได้ติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติที่สืบเนื่องมาจากมติ ครม.29 ต.ค.2567 โดยเธอชื่นชมหน่วยงานทุกเกี่ยวข้องที่ทำให้ “ปัญหาคลี่คลายแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 แสน” ที่ได้รับสิทธิสถานะบุคคล ทั้งถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติ แต่ยังมีกรณีที่ติดค้างอีกจำนวนมาก สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีข้อเสนอแนะต่อมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 ออกไป เนื่องจากระยะเวลา 1 ปี ตามมติ ครม.จะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
อย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าล่าสุดเมื่อ 20 พ.ค. 2569 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคง (สมช.) เห็นชอบขยายเวลา การดำเนินการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567 ออกไปอีก 1 ปี จำนวนทั้งหมด 4.8 แสนคน ในห้วงที่ผ่านมาได้รับสถานะไปแล้ว 1.4 แสนคน ยังคงเหลืออีก 3 แสนคนเศษ จึงให้ขยายเวลาต่อไปอีก 1 ปี โดยให้กรมการปกครองไปเร่งรัดดำเนินการ รวมถึงตรวจสอบสถานะทางทะเบียนเพื่อคัดกรองบุคคล
เมื่อ สมช. ไฟเขียวเช่นนี้ หลายฝ่ายจึงจับตาว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย จะเห็นชอบมติ ครม.เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 นี้หรือไม่ เนื่องจากนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคลที่แล้วเสร็จไปราว 1 แสนกว่าคนจากทั้งหมด 5 แสนนั้น เป็นตัวเลขที่น่าสนใจ ผู้สื่อข่าวนำประเด็นนี้ไปให้ นพ.พรหมมินทร์ วิเคราะห์ถอดบทเรียนหลังจากทำนโยบาย ว่ามีเหตุปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้การแก้ปัญหาสัญชาติไม่คืบหน้ามากเท่าที่ตั้งเป้าไว้
“เรามีมติ ครม.ตั้งแต่ปี 2567 (ที่กำหนด) ให้ทำให้เสร็จภายใน 1 ปี 500,000 คนทำในหนึ่งปี แต่คุณดูสิ ตั้งแต่มติ ครม. ออกมา กว่าจะออกมาเป็นกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา ฟาดไปปี 2568 แล้วตอนนี้ปี 2569 จะครบ (เดดไลน์) มิถุนายนนี้อยู่แล้ว ทำไปได้เท่าไหร่ รู้ไหมฮะ…ทำไป (หนึ่ง) แสนกว่าคน จากห้าแสน ผมว่ามันเป็นโอกาสที่คนเหล่านี้ควรจะได้แล้วเขาไม่ได้”
ตัวเลขในคำบอกเล่าของพรหมินทร์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในยุครัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร ที่บอกกับผู้สื่อข่าวนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ ปรีดา กรรมการสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเปิดเผย
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่าในช่วงที่เขายังอยู่ในตำแหน่ง ได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของนโยบายนี้ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่
เขาเล่าย้อนไปช่วงปี 2567 ที่เกิดน้ำท่วมจังหวัดเชียงรายว่าตัวเขาเองได้ไปลงพื้นที่ร่วมกับคณะของพรรคเพื่อไทย ในตอนนั้นก็ได้เห็นกับตาว่าผู้ประสบภัยที่เป็นคนไร้สัญชาตินั้นเดือดร้อนหนักจากน้ำท่วม ทว่าไม่มีสิทธิรับเงินเยียวยาเพียงเพราะไม่มีสัญชาติไทย
“เราเห็นใจ มีอยู่วันหนึ่งน้ำท่วมเชียงรายเยอะแยะเลย เราก็ไปที่ศูนย์อพยพ เข้าไปถึง เราก็ไปบอกเขาว่าเสร็จแล้วจะได้เงินชดเชยนะ ครัวเรือนละ 9,000 บาท เจ้าหน้าที่ปกครองก็บอกว่า เขาไม่มีสิทธิรับครับ
“ในห้องนั้นนะ สมมติว่าสัก 30 ครอบครัว ประมาณ 90% คือคนที่ไม่ถูก certified (พิสูจน์สิทธิ) นี่ที่อำเภอเมืองนะครับ อย่างนี้แปลว่าอะไร ผมก็ถามท่านปลัด ท่านปลัดก็หัวใจตรงกันคืออยากจะให้ แต่ก็บอกผมว่า ไม่ได้ครับ อือหือ เราพูดไม่ออกเลย…แค่น้ำท่วมคุณก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว ผมพร้อมจะช่วย แต่คุณไม่มีสิทธิรับเพราะคุณไม่ใช่คนไทย ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นคนไทย (ความเดือดร้อน)ชัดเจนมาก พอมันลงไปในรูปธรรมแล้วเราจะรู้
“ผมรู้สึกว่าเราไป commit (ให้สัญญา) ว่าเราจะแก้ให้ แต่ว่าโอ้โห ลากมา ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ จนป่านนี้ยังไม่แน่ใจว่าคนพวกนั้นได้รับเงินเยียวยาหรือยัง มันเป็นความผิด คือ guilt ของเรา เราไปบอกเขาว่าเราจะทำให้ แต่ว่าทำไม่สำเร็จ”
ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า สภาพการเมืองที่ไม่นิ่งมีผลให้นโยบายนี้ยิ่งล่าช้าด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าเรื่องการเปลี่ยนรัฐบาลก็ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่ง นอกเหนือจากความช้าตามปกติในกระบวนการของกลไกราชการ
“ผมว่ามีส่วน แต่ว่าเบื้องต้น ตอนที่เรื่องนี้มันค้างคาอยู่ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ ก็มีแต่คนที่รับผิดชอบ ผมจำได้ท่านรองอธิบดีกรมการปกครองสมัยนั้น จำชื่อไม่ได้ ท่านเป็นคนยกเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วพอผมยกเรื่องนี้ขึ้นมา มันเหมือนหัวใจตรงกัน คืออยากทำให้กับคนกลุ่มนี้ ท่านก็พยายามผลักดันขึ้นมา ตั้งแต่ตอนนั้นใช้เวลาเกือบปีนะครับ เพราะมันต้องผ่านกระบวนการ แล้วผมก็ต้องไปไล่ทีละจุด ตั้งแต่เรื่องของ สมช. เพราะมันคือการ balance กันระหว่างเรื่องของความมั่นคง
คนถือกติกาความมั่นคงก็จะกลัวว่าจะมีการแทรกแซงของส่วนที่ไม่ใช่คนไทย แต่ที่แท้มันถูกพิสูจน์มาแล้ว มา 10 กว่าปีแล้ว คุณแค่ทำให้เสร็จ ผมไม่ได้ไปไม่ให้ไปให้ (สิทธิ) คนใหม่ เพียงแต่ว่ามันมีช่องโหว่นิดเดียวว่าอาจเกิดการสวมสิทธิ์ คือสิทธิของนาย ก. แต่คุณให้ MR.A เข้ามาสอดใช้ ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของสองฝ่าย ทั้งกรมการปกครอง ซึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน และก็ให้ทางตำรวจเข้าไป cross-check กันเลย”
ความคืบหน้าที่เป็นหมุดหมายสำคัญในการทำนโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ-สถานะบุคคล มีอยู่ 2 ช่วง คือ
- 29 ต.ค. 2567: มติ ครม. ไฟเขียวลดขั้นตอน-ลดเวลาในการขอสัญชาติ-สถานะบุคคล
- คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอลดขั้นตอนการขอเข้าเมืองถูกกฎหมายและขอสัญชาติให้บุตรแก่ผู้อพยพและชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยลงทะเบียนไว้ก่อนปี 2554 จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน และ 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของพี่น้องชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน
- โดยรัฐบาลระบุจุดประสงค์การแก้ไขหลักเกณฑ์ครั้งนี้ด้วยว่าคนจำนวน 4 แสนกว่าคนกลุ่มนี้ อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน สามารถทำงานปกติและมีเอกสารสำคัญ ไทยจึงมีความเห็นว่าควรจะทำให้ถูกต้อง เพื่อให้คนเหล่านี้สัญจรไป-มา ได้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ รู้ถิ่นฐานที่อยู่ ที่ไปที่มาของคนเหล่านี้ จึงเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายส่วน
- 30 มิ.ย. 2568: ประกาศกระทรวงมหาดไทยลดขั้นตอน-ลดเวลาในการขอสัญชาติ-สถานะบุคคล
- เมื่อ 30 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย
- ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ยังระบุตรงข้อที่ 1 ด้วยว่า ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น
ย้อนไปหลังการเลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง สองนายกฯ จากพรรคสีแดงต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในกรณีเศรษฐา เมื่อปี 2567 ปมแต่งตั้งรัฐมนตรี จนมาถึงกรณีแพทองธารในปี 2568 จากปมคลิปเสียงสนทนาส่วนตัวกับสมเด็จฮุนเซน
โดยก่อนที่แพทองธารจะพ้นตำแหน่งในช่วงกลางปี 2568 ก็ยังมีความขัดแย้งในขั้วรัฐบาลด้วย ระหว่างพรรคแกนนำอย่างเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยที่ขณะนั้นเป็นเพียงพรรคอันดับสาม จากปมปัญหาที่พรรคเพื่อไทยต้องการทวงคืนตำแหน่ง รมว.กระทรวงมหาดไทย คืน แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ที่นั่งในตำแหน่งนี้อยู่ไม่ยอม จนกระทั่งมีเหตุการณ์ปล่อย ‘คลิปเสียงอังเคิล’ กลางเดือน มิ.ย. 2568 ทำให้พรรคภูมิใจไทยใช้จังหวะนั้นถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล
หลังจากนั้น ปลายเดือน มิ.ย. 2568 ประกาศกระทรวงมหาดไทยก็ถูกลงนาม โดยมีผู้ลงนามเป็นคนจากพรรคเพื่อไทย คือ “ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
พรหมินทร์ยังกล่าวอีกประเด็นว่า ส่วนหนึ่งที่มีผลทำให้การแก้ปัญหาสัญชาติล่าช้าจากแผนที่กำหนด คือ การเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการขอสัญชาติ-สถานะบุคคล ที่เอื้อให้กลุ่มคนในธุรกิจสีเทาที่เข้ามาใช้ช่องทางนี้ในการสวมตัวเป็นคนสัญชาติไทย เพื่อมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดหรือหลบซ่อนตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2568 มีกรณีปฏิบัติการ ‘ตัดหมอกเวียงแหง’ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้ว ที่นายกฯ อนุทิน พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามปัญหาขบวนการสวมสิทธิ์ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ดรามาปม ‘จีนเทา’ มาสวมสิทธิเป็นคนไทยก็กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีการเปิดปฏิบัติการ "เผยเงามังกร" บุกรวบอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ปมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิบัตรชมพูให้ "หมิงเฉิน ซัน" ผู้ต้องหาในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด ซึ่งเรื่องแดงขึ้นมาจากอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนนำไปสู่การเข้าค้นบ้านพักแล้วพบอาวุธจำนวนมาก
เขากล่าวด้วยว่าเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องของการสวมสิทธิ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คนทั่วไปมีความรู้สึกต่อต้านนโยบายแก้สัญชาติไปโดยปริยาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการก็เกิดความกังวลในการปฏิบัติงาน จึงขอฝากให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังในการอุดช่องโหว่ตรงนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทยทั้งประเทศ และเพื่อไม่ได้เกิดความล่าช้าต่อกลุ่มคนไร้สัญชาติที่เป็นผู้เดือดร้อนจริง ซึ่งยังมีอยู่อีกประมาณ 3 แสนกว่าคนที่ยังคงรอความเป็นธรรมจากภาครัฐ
