ครม.เห็นชอบตาม สมช.เสนอลดขั้นตอนการขอเข้าเมืองถูกกฎหมายและขอสัญชาติให้บุตรแก่ผู้อพยพและชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยลงทะเบียนไว้ก่อนปี 54 จากเดิมพิจารณานานเกือบปีมาเหลือ 5 วัน คุณสมบัติขั้นต่ำอยู่ไทยเกิน 15 ปี หวังเพิ่มแรงงานกระตุ้นเศรษฐกิจ
29 ต.ค.2567 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่รายงานการประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่อง หลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. เสนอ
ทั้งนี้ สมช.เสนอปรับหลักเกณฑ์ใหม่ในการพิจารณากำหนดสถานะให้กับบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักรที่เป็นชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ (กลุ่มเป้าหมาย 19 กลุ่ม) ที่รอกำหนดสถานะอยู่ 483,626 คน ให้ได้รับสถานะคนเข้าเมืองถูกกฎหมาย(ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร หรือได้รับสัญชาติไทยอย่างรวดเร็วโดยรวมขั้นตอนในการดำเนินการทั้งหมดตามที่ สมช.คาดการณ์จะอยู่ที่ 5 วันทั้งสำหรับกลุ่มที่ขอเข้าเมืองถูกกฎหมายและกลุ่มที่ขอสัญชาติให้กับบุตร จากเดิมที่กระบวนการตามมติ ครม.เมื่อ 26 ม.ค.2564 อยู่ที่ประมาณ 270 วัน
ทั้งนี้ในหลักเกณฑ์ใหม่นี้ยังคงใช้กลุ่มเป้าหมายตามหลักเกณฑ์ของมติ ครม.เดิมเมื่อปี 2564 ที่แบ่งไว้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ
กลุ่มที่หนึ่ง บุคคลที่ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 (เลขประจำตัวประเภท 6) และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 89) มีประมาณ 120,000 คน
กลุ่มที่สอง บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายในปี พ.ศ. 2542 เด็กและบุคคลที่กำลังเรียนหรือจบการศึกษาแล้ว คนไร้รากเหง้า และคนที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร ภายในวันที่ 18 มกราคม 2548 แต่ตกหล่นจากการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามมติคณะรัฐมนตรีในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2554 (เลขประจำตัวประเภท 0 กลุ่ม 00) มีประมาณ 215,000 คน แบ่งกลุ่มย่อย เป็น 4 กลุ่มคือ
- กลุ่มที่อพยพเข้ามาและอาศัยอยู่มานาน (ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม)
- กลุ่มเด็กและบุคคลที่ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรและกำลังเรียนอยู่ในสถานศึกษาหรือจบการศึกษาแล้วแต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- กลุ่มบุคคลไร้รากเหง้า
- กลุ่มบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ
หลักเกณฑ์ใหม่สำหรับ 2 กลุ่มนี้มีส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากมติ ครม.เดิมคือส่วนของคุณสมบัติและขั้นตอนดำเนินการขออนุญาต
สำหรับประเด็นเรื่องคุณสมบัติทั่วไป มีดังนี้
- มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติและมีเลขประจำตัว 13 หลัก
- มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย ติดต่อกันต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำขอมีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย
- ให้ผู้ยื่นคำขอยืนยันและรับรองคุณสมบัติของตนเองเพื่อเร่งรัดคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากมีคุณสมบัติ ดังนี้ (*ปรับ ให้ผู้ขอยืนยันและรับรองคุณสมบัติของตนเองแทนการสอบสวนผู้ขอและพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือและแทนการส่งไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและตรวจสอบพฤติการณ์ด้านความมั่นคงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
- มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา ถึงที่สุดของศาลให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หากเคยได้รับโทษดังกล่าว ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง เว้นแต่โทษในคดียาเสพติดฐานเป็นผู้ค้าหรือผู้ผลิต ต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นสำหรับเด็กที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์
- ไม่สามารถกลับประเทศต้นทาง/ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใด ๆ กับประเทศต้นทาง
- ไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
ทั้งนี้กระบวนการขออนุญาตจะให้อำนาจพิจารณาคำขอแก่ ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายในถ้าเป็นกรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพ ส่วนนอกเขตกรุงเทพฯ ให้นายอำเภอเป็นผู้พิจารณา และให้อธิบดีกรมการปกครอง มีอำนาจดำเนินการทั่วราชอาณาจักร
ทั้งนี้เดิมทีการขออนุญาตต้องไปผ่าน “คณะอนุกรรมการพิจารณาให้สัญชาติไทยและให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ชนกลุ่มน้อย ระดับจังหวัด/กรุงเทพมหานคร” และ “คณะกรรมการพิจารณาให้สัญชาติไทยและให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ชนกลุ่มน้อย” หรือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาอนุญาต
อย่างไรก็ตาม ในข้อเสนอของ สมช.ได้เพิ่มเรื่องการถอนสถานะในกรณีพบว่าภายหลังผู้ขอขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามได้ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประเภทไร้สัญชาตินอกกำหนดจำนวนคนต่างด้าวโดยกระบวนการถอน การอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมการปกครองกำหนด
ส่วนกลุ่มที่สาม คือ บุตรของบุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลานาน ที่เกิดในราชอาณาจักร แต่ไม่ได้ สัญชาติไทย (เฉพาะชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม ไม่รวมชาวต่างด้าวอื่น ๆ ) ที่มีคุณสมบัติดังนี้
- มีบิดาหรือมารดาเป็นบุคคลที่ได้รับการสำรวจจะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลข จัดทำทะเบียนประวัติไว้ในอดีตจนถึงปี พ.ศ. 2542 และที่สำรวจเพิ่มเติมภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลระหว่างปีพ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 จะต้องได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ มีเลขประจำตัว 13 หลักตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและต้องเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี นับถึงวันที่บุตรยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทย
- ต้องมีหลักฐานการเกิดในราชอาณาจักรไทยและมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ
- ให้ผู้ยื่นคำขอยืนยันและรับรองคุณสมบัติของตนเอง เพื่อเร่งรัดคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว หากมีคุณสมบัติ ดังนี้
- ต้องไม่ปรากฏหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
- ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทยกลาง หรือภาษาถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอ ยกเว้นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี คนพิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยินทางการสื่อสารจิตใจ และทางพฤติกรรม
- มีความจงรักภักดีและเลื่อมใสการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- มีความประพฤติดี ไม่มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่เคยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป หากเคยได้รับโทษดังกล่าว ต้องพ้นโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันที่ยื่นคำร้อง เว้นแต่โทษในคดียาเสพติดฐานเป็นผู้ค้าหรือผู้ผลิตต้องพ้นโทษ มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ยกเว้นสำหรับเด็กที่มีอายุ ไม่เกิน 18 ปี
ผู้มีอำนาจในการอนุญาตสำหรับกรณีขอสัญชาติให้กับบุตรของผู้อพยพและกลุ่มชนกลุ่มน้อยหรือชาติพันธุ์ผู้มีอำนาจอนุญาตคือ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนเป็นผู้พิจารณาอนุญาต ในกรณีผู้ขอมีภูมิลำเนาในกรุงเทพ ส่วนจังหวัดอื่นนอกเขต กรุงเทพให้นายอำเภอเป็นผู้พิจารณาอนุญาตเช่นเดียวกับการขอเข้าเมืองถูกกฎหมาย และอธิบดีกรมการปกครอง มีอำนาจดำเนินการทั่วราชอาณาจักร
ทั้งนี้ จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงจุดประสงค์การแก้ไขหลักเกณฑ์ครั้งนี้ด้วยว่าคนจำนวน 4 แสนกว่าคนกลุ่มนี้ อยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน สามารถทำงานปกติและมีเอกสารสำคัญ ไทยจึงมีความเห็นว่าควรจะทำให้ถูกต้อง เพื่อให้คนเหล่านี้สัญจรไป-มา ได้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ รู้ถิ่นฐานที่อยู่ ที่ไปที่มาของคนเหล่านี้ จึงเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลายส่วน
