Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เฟซบุ๊กกรมการปกครอง fanpage ซึ่งเป็นช่องการการสื่อสารที่เป็นทางการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า วันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ วิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกับ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นันทนีย์ เจษฎาชัยยุทธ์ ผู้แทน UNHCR ประเทศไทย สรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี อานนท์ หนุนชู นายอำเภอโขงเจียม ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ภูธร พันธรังศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของ ร่วมเปิดโครงการ "รักข้ามโขง ชีวิตคนไร้สถานะ" เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ โดยมีการเปิดคลินิกสัญชาติและคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยได้ปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน และ 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของพี่น้องชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ กรมการปกครองได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการให้สัญชาติไทยและกำหนดสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้มีสิทธิแล้วจำนวน 113,274 ราย และได้รับคำชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับ สปป.ลาว พบว่ามีกลุ่มลาวอพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในลักษณะครอบครัวและมีความสัมพันธ์กับคนไทยจำนวน 5,382 ราย รวมทั้งยังมีกลุ่มญวนหรือเวียดนามอพยพอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อไป จึงได้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้นในพื้นที่อำเภอโขงเจียม

ในวันนี้ กรมการปกครองได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่ประชาชน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อดำเนินการทางทะเบียน จำนวนรวม 224 ราย ประกอบด้วย

  • การแก้ไขกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อมูลผิดพลาด 93 ราย
  • การถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย 2 ราย
  • การขอมีสัญชาติไทย 9 ราย
  • การลงทะเบียนจัดทำทะเบียนประวัติ 0 ใหม่ 8 ราย
  • คนไทยตกหล่น (ตรวจดีเอ็นเอ) 3 ราย และ
  • การขอคำปรึกษาจากคลินิกสัญชาติ 109 ราย

ขณะเดียวกัน กรมการปกครองยังได้เปิดคลินิกสัญชาติ ให้บริการคำปรึกษาแก่ประชาชนที่ได้รับสิทธิ รวมถึงการออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้ที่ยื่นเอกสารครบถ้วน ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เปิดคลินิกสิทธิมนุษยชน ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีสถานะตกหล่น รวมถึงการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อกรมการปกครอง

รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เร่งรัดสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสิทธิต่างๆ ของผู้ได้รับสัญชาติไทยอย่างเท่าเทียมกัน เช่น สิทธิการศึกษาและสิทธิทางการเมือง ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด "อำเภอพึ่งได้" DOPA 2026 Better Together

ในตอนท้าย รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวย้ำว่า กรมการปกครองขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขและบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการจะดำเนินการถึงวันที่ 20 มี.ค. 2569 และหลังจากนี้กรมการปกครองจะสรุปผลและพัฒนาต้นแบบ เพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่อไป

จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะสานต่อนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567

ทั้งนี้ มติ ครม. ดังกล่าวได้รับคำชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และยูนิเซฟมาตั้งแต่ปี 2567 

"สิ่งนี้นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ" แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว และระบุว่า “การดำเนินการนี้จะเป็นการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนโลกนี้"

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.จากการรายงานของ The Reporters ผู้แทน UNHCR ประเทศไทยมีการกล่าวชื่นชมประเทศไทยในเรื่องความมุ่งมั่นแก้ปัญหา 'คนไร้รัฐไร้สัญชาติ' จนนานาชาติยอมรับ 

ประกาศ ก.มหาดไทย ระบุ นโยบายเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติ ใช้บังคับถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 69 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย 

ประกาศดังฉบับดังกล่าวระบุตรงข้อที่ 1 ด้วยว่า ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2569 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น

ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ลงนามโดย ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้น) 

2 วันก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย "เอ็กซ์" แสดงความยินดีกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่รอคอยการแก้ไขปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะ โดยระบุข้อความตอนหนึ่งด้วยว่า "ในจังหวัดเชียงรายมีผู้รอการพิสูจน์สิทธิกว่า 90,000 ราย ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ"

แพทองธารระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า เดือน ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับพี่น้องชาติพันธุ์และให้คำมั่นว่า จะดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม โดยสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

กสม.ชงมหาดไทย ขอให้ต่อมติ ครม.ไปอีกจาก มิ.ย. 69 

เหตุยังมีคนติดค้างอีกจำนวนมาก 

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters รายงานคำพูด ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่เปิดเผยว่า เธอได้ติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติมาตลอด ต้องชื่นชม กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ที่จะทำให้คนไร้สัญชาติกว่า 4.8 แสนคน ได้รับสิทธิสถานะบุคคล ทั้งถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติ ส่งผลให้ทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 แสน แต่ยังติดค้างอีกจำนวนมาก โดย กสม.จะเตรียมขอให้ยืดเวลาออกไปจาก 30 มิ.ย. 2569 

กรรมการสิทธิมนุษยชนผู้นี้ยังกล่าวกับ The Reporters ด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะต่อมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567  

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง