Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อข้อวิพากษ์ต่อความรุนแรงถูกขยายความไปสู่การตั้งข้อสงสัยต่อ องค์กรภาคประชาสังคมโดยรวม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า NGO ควรถูกตรวจสอบหรือไม่แต่คือการตรวจสอบนั้นตั้งอยู่บนหลักฐานที่ชัดเจน เป็นธรรม และหลีกเลี่ยงการเหมารวมที่อาจสร้างความเสียหายต่อผู้ที่ ทำงานเพื่อสันติภาพหรือไม่

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ ความรุนแรงไม่ว่ากระทำโดยฝ่ายใด ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และควรถูกประณามอย่างเสมอภาค

อย่างไรก็ตาม บทความของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ที่เผยแพร่ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้หยิบยกประเด็นที่ควรได้รับการอภิปรายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่า

“มีแนวร่วมและกลุ่ม NGO ทั้งภายในและภายนอกคอยปกป้องการใช้ความรุนแรงของ BRN มาโดยตลอด”

โฆษณา - Advertising

"กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็นผู้นิยมลัทธิสุดโต่งทางอ้อม เพราะทำหน้าที่เป็น 'แนวหลังให้แก่การใช้ความรุนแรง"

และ

“อาศัยแนวร่วมและ NGO ที่อยู่ภายในและภายนอกประเทศเป็นแรงขับเคลื่อน”

คำถามสำคัญคือ NGO ที่อาจารย์กล่าวถึงนั้น หมายถึงองค์กรใดบ้าง

เนื่องจากคำว่า “NGO” เป็นคำที่ครอบคลุมองค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมาก ที่ทำงานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง การศึกษา การพัฒนาชุมชน การคุ้มครองเด็กและสตรี การส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม และการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

หากไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่าเป็น NGO กลุ่มใด ผู้อ่านจำนวนไม่น้อยย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวถึงองค์กรภาคประชาสังคมโดยรวม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กรจำนวนมากที่ไม่เคยสนับสนุนการใช้ ความรุนแรง และในทางตรงกันข้ามกลับทำงาน เพื่อลดความรุนแรงมาโดยตลอด

ในทางวิชาการ การกล่าวหาว่าองค์กรใดสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงถือเป็นข้อกล่าวหาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง จึงควรมีการระบุหลักฐานและตัวบุคคลหรือองค์กรที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการถกเถียงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าการเหมารวมคนหรือองค์กรทั้งกลุ่ม

หากอาจารย์สุรชาติหมายถึง NGO เพียงบางองค์กร หรือเครือข่ายบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรม ให้แก่ความรุนแรง ก็ควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใคร หรืออย่างน้อยควรใช้ ถ้อยคำว่า “NGO บางกลุ่ม” มากกว่าการใช้คำว่า “NGO”  ในลักษณะกว้างๆ ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ต่อองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น NGO จำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป หลายองค์กรทำงานด้านการเยียวยาผู้สูญเสีย การช่วยเหลือเด็กกำพร้า การฟื้นฟูชุมชน การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่พูดคุยระหว่างผู้เห็นต่าง การเหมารวมว่า NGO เป็น “แนวหลัง” ของความรุนแรง จึงอาจทำให้สังคมมองข้ามบทบาทเชิงบวกเหล่านี้ และบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคมโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่น่าสนใจคือ บทความดังกล่าวถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกับที่องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการจำนวนมากได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ยุติการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operation: IO) การบิดเบือนข้อมูล และการสร้างความเกลียดชังต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐ

ในแถลงการณ์ดังกล่าว ภาคประชาสังคมและนักวิชาการได้แสดง ความกังวลต่อการใช้สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อโจมตี ใส่ร้าย หรือสร้างความเกลียดชังต่อผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักกิจกรรม และบุคคลสาธารณะที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลหรือข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากมุมมองของรัฐ โดยเห็นว่าปรากฏการณ์เช่นนี้กำลังทำให้พื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์แคบลง และส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของกระบวนการสันติภาพโดยรวม

แถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่บุคคลสาธารณะ นักวิชาการ นักกิจกรรม และสื่อมวลชนในพื้นที่จำนวนหนึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ในโลกออนไลน์ เพียงเพราะนำเสนอข้อเท็จจริงหรือมุมมองที่แตกต่าง จากหน่วยงานความมั่นคง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกิจกรรมหรือภาคประชาสังคม เท่านั้น หากแต่ขยายไปถึงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย ดังเช่นกรณีการลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและความกังวล ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่มิได้เลือกเป้าหมายเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชนทั่วไป แต่สามารถพุ่งเป้าไปยังบุคคลสาธารณะ ผู้แทนประชาชน และผู้ที่มีบทบาทในพื้นที่ได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ การใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่การเหมารวม หรือทำให้ผู้คน และองค์กรจำนวนมากตกอยู่ภายใต้ความสงสัย จึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศแห่งความหวาดระแวง และความเกลียดชังที่กำลังขยายตัวอยู่แล้ว

ที่สำคัญ การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ หรือการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรหรือบุคคลนั้นสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ

ในสังคมประชาธิปไตย การวิพากษ์วิจารณ์รัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจ และการติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นหน้าที่ปกติของภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ การทำหน้าที่ดังกล่าวอาจสร้างความไม่สบายใจแก่ผู้มีอำนาจได้ ในบางครั้ง แต่ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสนับสนุนขบวนการใช้ความรุนแรง

ยิ่งเมื่อผู้เขียนเป็นนักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคงและการจัดการความขัดแย้ง อีกทั้งยังเป็นผู้ติดตามและศึกษาประเด็นสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในวงวิชาการไทยมาอย่างยาวนาน เคยผ่านประสบการณ์การต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางการเมืองในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 

สังคมย่อมคาดหวังว่าการวิพากษ์วิจารณ์จะตั้งอยู่บนความแม่นยำของข้อมูลการแยกแยะข้อเท็จจริงและการหลีกเลี่ยงการเหมารวมที่อาจสร้างผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า NGO หรือภาคประชาสังคมควรถูกวิจารณ์หรือไม่ เพราะทุกองค์กรในสังคมประชาธิปไตยย่อมสามารถถูกตรวจสอบ และวิจารณ์ได้ แต่คำถามคือการวิจารณ์นั้นดำเนินอยู่บนหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นธรรมหรือไม่

หากมีองค์กร บุคคล หรือเครือข่ายใดสนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงจริงสังคมย่อมมีสิทธิที่จะรับรู้และตรวจสอบ แต่การตรวจสอบดังกล่าวควรมุ่งไปยังผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นโดยเฉพาะ มิใช่ขยายความไปสู่การกล่าวหาองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมด

ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาข่าวลวง การบิดเบือนข้อมูล และการสร้างความเกลียดชังทางการเมือง สิ่งที่จำเป็น คือการรักษามาตรฐานของการถกเถียงสาธารณะ ให้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักฐาน และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของคำพูด มากกว่าการใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่การแบ่งแยกผู้คนออกเป็นฝ่าย “ผู้รักชาติ” กับ “ผู้สนับสนุนความรุนแรง” โดยปราศจากการพิสูจน์ที่ชัดเจน

สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่จากการปิดปากผู้เห็นต่าง หรือการทำให้ผู้ที่คิดต่างกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาของสังคม แต่เกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และตรวจสอบกันได้อย่างเสรี บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบ และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: ตูแวดานียา ตูแวแมแง (เลขาธิการสมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP) ) เป็นนักกิจกรรมสาธารณะ นักสื่อสาร และนักพัฒนาสังคมจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ทำงานอย่างต่อเนื่องในประเด็นสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และอนาคตทางการเมืองของสังคมชายแดนใต้

ตูแวดานียา เคยเป็นแกนนำเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ยังเข้มข้น รวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิดเกี่ยวกับสันติภาพและสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของประชาชน นอกจากนี้ยังเคยดำรงบทบาทในองค์กรสื่อและองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนใต้

แนวคิดสำคัญของตูแวดานียา คือการเชื่อว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม และสิทธิของประชาชนในการมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเอง เขามักชวนสังคมตั้งคำถามต่อกรอบความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับความมั่นคง รัฐชาติ และสันติภาพ พร้อมเสนอให้เปิดพื้นที่พูดคุยต่อทุกทางเลือกทางการเมืองอย่างสันติและเป็นประชาธิปไตย

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising