สปสช. ชวนรู้สิทธิบัตรทอง “ผ่าตัดรักษาโรคอ้วน” ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม ผู้ป่วยต้องมีภาวะอ้วนรุนแรง เข้าเกณฑ์ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่ต้องผ่านการควบคุมน้ำหนัก การปรับพฤติกรรมอย่างน้อย 6 เดือน และได้รับการประเมินโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
15 กรกฎาคม 2569 ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. เปิดเผยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ครอบคลุมบริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery) สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและเข้าเกณฑ์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก ลดความรุนแรงของโรคร่วม และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต
การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อความสวยงาม และไม่ใช่วิธีรักษาที่เหมาะสำหรับผู้มีภาวะอ้วนทุกคน ผู้ป่วยต้องได้รับการประเมินตามหลักวิชาการ โดยพิจารณาทั้งค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI โรคร่วม ประวัติการรักษา ความพร้อมของร่างกายและจิตใจ รวมถึงความสามารถในการดูแลตนเองและติดตามการรักษาหลังผ่าตัด
หลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดให้ผู้รับบริการมีอายุ 18-65 ปี และมีภาวะอ้วนตามข้อบ่งชี้ ได้แก่ ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกินตามที่กำหนด ร่วมกับโรค หรือภาวะที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ไขมันพอกตับ หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล และการผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่ต้องผ่านการควบคุมน้ำหนัก การปรับพฤติกรรม
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ก่อนพิจารณาผ่าตัด ผู้ป่วยต้องผ่านการควบคุมน้ำหนักภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หากยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย จึงเข้าสู่การประเมินเพื่อพิจารณาผ่าตัดตามหลักเกณฑ์ต่อไป สะท้อนว่าการผ่าตัดไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการรักษา แต่เป็นทางเลือกหนึ่งเมื่อการดูแลด้วยวิธีมาตรฐานยังไม่ได้ผล และผู้ป่วยมีความจำเป็นทางการแพทย์
สำหรับขั้นตอนรับบริการ ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนตามข้อบ่งชี้จะต้องเข้ารับคำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ก่อนการผ่าตัดในระยะเวลา 6 เดือน หากเข้าเกณฑ์ที่สมควรจะได้รับการผ่าตัดจะได้รับการผ่าตัดในหน่วยบริการที่มีศักยภาพ ซึ่งมีศัลยแพทย์ที่ผ่านการอบรมด้านการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน และมีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมดูแล เช่น อายุรแพทย์ นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
จากนั้น หน่วยบริการจะประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนผ่าตัดและยื่นขออนุมัติล่วงหน้าผ่านระบบ Bariatric Surgery PA ในรูปแบบของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อผ่านการพิจารณาจึงนัดหมายเข้ารับการผ่าตัด พร้อมติดตามดูแลหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโภชนาการ การปรับพฤติกรรม การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และผลการรักษาในระยะยาว
“บริการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็น แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมและควบคุมน้ำหนักตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการประเมินจากทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้การรักษาเกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากที่สุด ย้ำว่าไม่ใช่ทางเลือกแรกของการรักษา แต่ต้องเป็นไปตามความจำเป็นทางการแพทย์” ทพ.อรรถพรกล่าว
