องค์กรรัฐสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนอาเซียน (APHR) เตือนอาเซียนเสี่ยงให้ความชอบธรรมรัฐบาลทหารเมียนมา ผ่านนโยบาย "ปฏิสัมพันธ์แบบปรับเทียบ" (calibrated re-engagement) ทำให้ระบอบเผด็จการกลายเป็นเรื่องปกติ โดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใด ๆ สำหรับประชาชนพม่าเลย
15 กรกฎาคม 2026 องค์กรรัฐสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนอาเซียน (APHR) ออกแถลงการณ์ เตือนว่าการที่อาเซียนหันมาใช้แนวทาง "ปฏิสัมพันธ์แบบปรับเทียบ" (calibrated re-engagement) กับรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยกองทัพพม่า มีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบอบเผด็จการกลายเป็นเรื่องปกติ โดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใดๆ สำหรับประชาชนพม่าเลย
เมอร์ซี คริสตี บาเรนดส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียและประธาน APHR กล่าวว่า "อาเซียนไม่อาจเรียกสิ่งนี้ว่าความคืบหน้าได้ สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการทำให้เผด็จการกลายเป็นเรื่องปกติ ห่อหุ้มด้วยภาษาทางการทูต ห้าปีแห่งการลอยนวลพ้นผิดไม่ได้ถูกเผชิญด้วยความรับผิดชอบ แต่กลับได้รับที่นั่งบนโต๊ะเจรจาแทน"
แถลงการณ์ของประธานอาเซียนฝ่ายไทยใช้คำว่า "การสร้างความเชื่อมั่น" และ "เงื่อนไขสำหรับปฏิสัมพันธ์แบบปรับเทียบ" ซึ่งขัดแย้งกับการที่อาเซียนยังคงยืนกรานว่าฉันทามติ 5 ข้อ (5PC) "ยังคงมีผลบังคับใช้" คำกล่าวอ้างนี้ฟังดูว่างเปล่ามากขึ้นไปอีก เมื่อเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรพม่า (Pyidaungsu Hluttaw) เพิ่งผ่านมติเรียกร้องให้รัฐบาลทหารทบทวนฉันทามติ 5 ข้อโดยตรง ซึ่งเป็นการปฏิเสธกรอบที่อาเซียนยังคงเรียกว่าเป็น "จุดอ้างอิงหลัก" ในการแก้ไขวิกฤต
APHR ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่สิงคโปร์และมาเลเซียออกมายืนยันต่อสาธารณะถึงความสำคัญของฉันทามติ 5 ข้อ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมีความแตกแยกมากกว่าเป็นเอกภาพในนโยบายต่อพม่า
สำหรับประชาชนพม่าที่ต้องเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นและความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัยระหว่างเขตเมืองกับชนบทที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ การประชุมครั้งนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในพื้นที่จริง APHR เรียกร้องให้อาเซียนมั่นใจว่าการปรับท่าทีทางการทูตครั้งนี้จะไม่แลกมาด้วยการเสียสละความรับผิดชอบและความยุติธรรมที่ประชาชนพม่าเรียกร้องมาตั้งแต่เกิดรัฐประหาร
ทั้งนี้ APHR ย้ำว่าการมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับรัฐบาลทหารพม่าต้องถูกประเมินด้วยพันธสัญญาหลักภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ ได้แก่ การยุติความรุนแรงในทันที การเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายรวมถึงกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง
