เครือข่ายปกป้องสิทธิที่ดิน Tanah Kita ยื่นหนังสือให้นายกฯ ทำ “แผนแม่บทแก้ปัญหาที่ดินทั้งระบบ” กรณีเทือกเขาเมาะแต จ.นราธิวาส กว่า 2 แสนไร่ แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน สารพัดปัญหากระทบชุมชน พร้อมให้ชะลอประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป ต้องบูรณาการทุกหน่วยงาน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง และเตรียมยื่นหนังสือถึงผู้นำฝ่ายค้านช่วยผลักดันอีกทาง
อาหามะ แบนโน ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนปกป้องสิทธิในที่ดินรอบพื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (Tanah Kita Network) จ.นราธิวาส เป็นตัวแทนยื่นหนังสือถึงถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ขอให้ผลักดัน “แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืน ความเป็นธรรม สิทธิชุมชน และสันติภาพชายแดนใต้ : กรณีเทือกเขาเมาะแต จ.นราธิวาส” และกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล
อาหามะ กล่าวว่า เทือกเขาเมาะแตครอบคลุมพื้นที่กว่า 200,000 ไร่ ใน 8 ตำบล 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนดั้งเดิมและชุมชนบุกเบิกที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบวนเกษตรสืบทอดกันมายาวนานกว่า 70–200 ปี อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ส่งผลให้พื้นที่ทำกินจำนวนมากถูกกำหนดเป็น “ป่า” ตามนิยามในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และบางส่วนอยู่ในพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
หนังสือฉบับนี้ ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทั้งความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดิน ความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี การจำกัดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน การเข้าไม่ถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐ ตลอดจนข้อจำกัดในการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“นอกจากนี้ กระบวนการผลักดันการประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และยังไม่มีการเปิดเผยแนวเขตพื้นที่อย่างชัดเจนให้ประชาชนตรวจสอบ”
ปัญหาเหล่านี้ เป็นผลจากการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินด้วยการรวมศูนย์อำนาจโดยกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่ให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และไม่ได้ให้ความสนใจต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย
“อนึ่ง ตามแผนแม่บทฯ นี้ การประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปจำเป็นต้องถูกชะลอไปก่อน เพื่อนำพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ เข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนแม่บทฯ”
ต้องบูรณาการทุกหน่วยงาน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง
หนังสือระบุอีกว่า ปัญหาที่ดินในเทือกเขาเมาะแตไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการเดียว เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะและสภาพปัญหาที่แตกต่างกันอย่างน้อย 7 ประเภท ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่
- พื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ
- พื้นที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิและไม่มีหลักฐานการครอบครอง
- พื้นที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีหลักฐานการครอบครอง (ส.ค.1)
- พื้นที่ที่มีการออกเอกสาร น.ส.3 ก โดยมิชอบ
- พื้นที่ส่วนรวมเพื่อการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เช่น แหล่งหาของป่าและพื้นที่เลี้ยงสัตว์
- พื้นที่ส่วนรวมทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น มัสยิด กุโบร์ และโรงเรียนตาดีกา
- พื้นที่ชุมชนและบ้านเรือน ซึ่งหลายหมู่บ้านยังไม่มีเอกสารสิทธิทั้งหมู่บ้าน
อาหามะ กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางเครือข่าย Tanah Kita จึงมีมติให้ตนนำหนังสือมาเสนอให้รัฐบาลจัดทำ “แผนแม่บทการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งระบบ” เพื่อจำแนกประเภทพื้นที่ กำหนดแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับแต่ละกรณี โดยบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของพื้นที่อย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นทาง
“อนึ่ง ตามแผนแม่บทฯ นี้ การประกาศอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปจำเป็นต้องถูกชะลอไปก่อน เพื่อนำพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานฯ เข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนแม่บทฯ”
ทั้งนี้ ทางเครือข่าย Tanah Kita ขอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะทำงาน จัดสรรงบประมาณ และผลักดันแผนดังกล่าวให้เป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นธรรม และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
อาหามะ ยังกล่าวอีกว่า ทางเครือข่ายฯ มีนัดหมายกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา เพื่อส่งหนังสือที่มีเนื้อหาเดียวนี้ถึงผู้นำฝ่ายค้านด้วยเช่นกัน ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นี้ นายอาหามะ แบนโน กล่าวทิ้งท้าย
