Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ฟุตบอลโลก 2026 มีทีมชาติจาก 'ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ' (Middle East and North Africa: MENA) เข้าร่วมถึง 9 ทีม ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยมี แสดงถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคในวงการฟุตบอลโลก การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงในประเด็นชาตินิยม การใช้กีฬาฟอกภาพลักษณ์ และการประท้วงทางสังคม บทวิเคราะห์นี้พิจารณาการเมืองของฟุตบอลใน 9 ประเทศจากภูมิภาคที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

  • ทีมชาติจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 ถึง 9 ทีม ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดเท่าที่เคยมี และแสดงถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคในวงการฟุตบอลโลก
  • โมร็อกโกกลายเป็นชาติฟุตบอลระดับแนวหน้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกำลังก่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากสำหรับฟุตบอลโลก 2030 ซึ่งตนจะเป็นเจ้าภาพร่วม ทางการหวังว่าความสำเร็จในสนามอย่างต่อเนื่องจะช่วยป้องกันการประท้วงของคนรุ่น Gen Z และการประท้วงทางสังคมอื่น
  • อิหร่านเป็นชาติที่มีความแข็งแกร่งด้านฟุตบอลมายาวนาน แต่สงครามกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังส่งผลต่อการเมืองฟุตบอลของประเทศ ทำให้การเข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 ของทีมชาติอิหร่านเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมาก
  • กาตาร์และซาอุดีอาระเบียเป็น 2 ใน กลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของโลกในธุรกิจฟุตบอล ทั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศแถบอ่าว การดึงนักเตะชื่อดังด้วยสัญญามูลค่าสูง และการลงทุนขนาดใหญ่ในสโมสรยุโรป อำนาจทางการเงินนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ฟุตบอลโลก 2022 จัดที่กาตาร์ และจะทำให้ฟุตบอลโลก 2034 จัดที่ซาอุดีอาระเบีย
  • อียิปต์กำลังเผชิญปัญหาด้านการคลัง ความสำเร็จของทีมชาติจึงมีความหมายทางการเมือง และอาจช่วยรัฐบาลซีซีที่กำลังอยู่ในภาวะยากลำบาก


นักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านและสตาฟฟ์โค้ชยืนบนเวทีในพิธีอำลาทีมก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จัตุรัสเอนเกลาบ กรุงเตหะราน โดยมีธงชาติอิหร่านประดับอยู่ด้านหน้าเวที และฉากหลังเป็นภาพนักเตะพร้อมข้อความภาษาเปอร์เซีย "همه سرباز وطن ایران" ("เราทุกคนคือทหารของมาตุภูมิอิหร่าน") ขณะที่ประชาชนจำนวนมากร่วมให้กำลังใจและบันทึกภาพบรรยากาศภายในงาน | ภาพจาก: Hossein/MEI 

เมื่อประเด็นศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในแถบอเมริกาเหนือ ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เรื่องของผลการแข่งขันในสนาม แต่มันคือสะพานเชื่อมโยงไปสู่เกมการเมือง เศรษฐกิจ และพลวัตทางสังคมอันแสนซับซ้อน โดยเฉพาะใน "ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ" (Middle East and North Africa: MENA) ที่สร้างประวัติศาสตร์ส่งทีมเข้าร่วมฟาดแข้งในรอบสุดท้ายมากที่สุดถึง 9 ทีม วารสาร GIGA Focus Middle East ฉบับที่ 3 ประจำปี 2026 โดย German Institute for Global and Area Studies (GIGA) ประเทศเยอรมนี จึงได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เพื่อจับตาปรากฏการณ์นี้ล่วงหน้าก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จริงจะเริ่มต้นขึ้น โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แม้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีประเทศใดจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ (ท้ายสุดคือ 'โมร็อกโก' ทำผลงานดีที่สุดด้วยการเข้ารอบ 8 ทีม) แต่ความสำคัญของภูมิภาคนี้ต่อวงการฟุตบอลระดับโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปในปีข้างหน้า ศักยภาพของฟุตบอลในการใช้การ "ฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา" (sportswashing) มีแนวโน้มจะยังเป็นสิ่งดึงดูดต่อไป โดยเฉพาะสำหรับรัฐอ่าวอาหรับที่มีทรัพยากรมากและประเทศพันธมิตร

ทีมจาก MENA กับมิติของการเมืองฟุตบอล

ฟุตบอลโลกจะจัดขึ้นที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 และเป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วม 48 ทีม เพิ่มจาก 32 ทีมในฟุตบอลโลกครั้งก่อนที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ภูมิภาค MENA ส่งทีมเข้าร่วมมากเป็นประวัติการณ์ที่ 9 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย อียิปต์ อิหร่าน อิรัก จอร์แดน โมร็อกโก กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และตูนิเซีย รวมถึงตุรกีซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ผ่านเข้ารอบผ่านสายยุโรป จำนวนนี้เพิ่มขึ้นจาก 5 ทีมในการแข่งขันทั้งปี 2018 และ 2022

รายชื่อทีมจาก MENA ประกอบด้วยทีมชาติชั้นนำอย่างแอลจีเรีย อียิปต์ อิหร่าน และโดยเฉพาะโมร็อกโก ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 และเข้าชิงชนะเลิศศึกชิงแชมป์แห่งชาติแอฟริกา (Africa Cup of Nations: AFCON) เมื่อเดือนมกราคม 2026 ก่อนพ่ายเซเนกัลในบ้านของตนเองท่ามกลางข้อโต้แย้ง นอกจากนี้ยังมีจอร์แดนที่ผ่านเข้าร่วมเป็นครั้งแรก และอิรักที่กลับมาสู่ฟุตบอลโลกอีกครั้ง หลังเคยผ่านเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว ส่วนกาตาร์และซาอุดีอาระเบียยังคงเป็นที่จับตาจากบทบาทในการเป็นเจ้าภาพและผู้สนับสนุนมหกรรมกีฬาระดับโลก ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นักลงทุนรายใหญ่จากอ่าวที่ทุ่มทุนในมหกรรมกีฬาและสโมสรฟุตบอลต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ไม่ผ่านเข้ารอบการแข่งขันครั้งนี้

การที่ภูมิภาค MENA มีจำนวนประเทศเข้าร่วมฟุตบอลโลกมากที่สุด ทั้งในแง่จำนวนและสัดส่วน สะท้อนบทบาทที่โดดเด่นขึ้นของภูมิภาคในวงการฟุตบอลโลกช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่ประชาชนหลากหลายกลุ่ม เช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นของโลก สำหรับในภูมิภาคนี้ การเมืองของฟุตบอลเชื่อมโยงกับความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความชอบธรรมผ่านชาตินิยมและการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) โดยอาศัยฟุตบอลโลกชายซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปี และเป็นมหกรรมกีฬาระดับโลกที่มีความสำคัญรองจากกีฬาโอลิมปิก พร้อมดึงดูดผู้ชมหลายพันล้านคนทั่วโลก

มิติแรกที่สำคัญของการเมืองฟุตบอลคือความพยายามของรัฐบาลแต่ละประเทศในการใช้ประโยชน์จากความรู้สึกเชิงบวกที่ผูกกับ "ทีมชาติ" ของตน ในประเด็นนี้ ควรตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มประเทศ MENA ที่เข้าร่วมทั้งหมดปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองหลักของภูมิภาค

มิติด้านเศรษฐกิจการเมืองของธุรกิจและการลงทุน ในมิตินี้ รัฐบาลและ/หรือบริษัทเอกชนสนับสนุนทางการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ทีม สโมสร และ/หรือบุคลากร ทั้งโค้ช นักเตะ และเจ้าหน้าที่ เพื่อยกระดับผลงานของทีมหรืออย่างน้อยเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์ของตนเอง

มิติด้านธุรกิจนี้เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพลวัตของการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา ซึ่งหมายถึงการใช้กีฬา เช่น การเป็นเจ้าภาพมหกรรมขนาดใหญ่หรือการเป็นเจ้าของทีมที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างความชอบธรรมทั้งในประเทศและในระดับระหว่างประเทศซึ่งมักสำคัญกว่า เพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์ และ/หรือเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการทุจริตหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ การลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ รวมถึงโครงการขนาดยักษ์ อาจสร้างการสนับสนุนแบบกระจายตัวทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็อาจสร้างความไม่พอใจในวงกว้าง จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต่อต้านความฟุ่มเฟือยและการทุจริตที่มักเกิดขึ้นรอบโครงการฟุตบอลขนาดใหญ่ รวมถึงต่อต้านการที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ถูกนับรวมในการตัดสินใจ เช่น ผู้ใช้แรงงานภายใต้สภาพการทำงานที่เลวร้าย และผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ก่อสร้างสนามซึ่งต่อมาต้องเผชิญราคาสินค้าและที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นมาก ปัญหาการจราจร และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม การประท้วงทางสังคมนี้คือมิติการเมืองกับฟุตบอล

ต่อไปนี้เป็นการพิจารณาองค์ประกอบของความเชื่อมโยงของฟุตบอลกับการเมืองใน 3 ด้าน คือชาตินิยม การฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา และการประท้วง ในประเทศกลุ่มประเทศ MENA โดยเริ่มจากแอฟริกาเหนือ ในภูมิภาคย่อยนี้ ฟุตบอลมักกลายเป็นวาระสำคัญของรัฐในช่วงการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยประชาชนติดตามผลงานของทีมอย่างใกล้ชิด ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แอลจีเรีย โมร็อกโก และตูนิเซีย ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกชายพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ แม้ทั้ง 3 ทีมมีความคาดหวังและเป้าหมายในสนามที่อเมริกาเหนือแตกต่างกัน แต่ในทุกกรณี ฟุตบอลจะแยกไม่ออกจากผลประโยชน์ทางการเมืองในวงกว้าง

'โมร็อกโก' จากผลงานระดับสูงในสนามสู่ความชอบธรรมของระบอบในฐานะผู้อุปถัมภ์กีฬา


สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 (King Mohammed VI) กษัตริย์แห่งโมร็อกโก เสด็จพระราชดำเนินเยือนสถาบันฟุตบอล Mohammed VI Football Academy ณ เมืองซาเล ประเทศโมร็อกโก ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาเยาวชนฟุตบอลที่พระองค์ทรงริเริ่มจัดตั้งขึ้น | ภาพจาก: North Africa Post

โมร็อกโกกลายเป็นชาติระดับแนวหน้าของฟุตบอลโลก 4 ปีหลังผลงานประวัติศาสตร์ที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศที่กาตาร์ โมร็อกโกหวังทำผลงานในระดับใกล้เคียงกันที่อเมริกาเหนือ โดยปัจจุบันอยู่ในอันดับ 8 ของโลกตามการจัดอันดับทีมชาติชายของ FIFA โมร็อกโกยังมีสถานะที่สูงขึ้นในองค์กรฟุตบอลระหว่างประเทศ และกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกครั้งถัดไปในปี 2030 ร่วมกับสเปนและโปรตุเกส ขณะเดียวกัน ทีมชาติได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับสูง ผู้สนับสนุนเดินทางไปชมที่สนามเป็นจำนวนมาก และแสดงความเห็นและเนื้อหาเกี่ยวกับทีมทั้งตามร้านกาแฟและในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสะท้อนความสนใจต่อฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในวงกว้าง

ความสำเร็จของฟุตบอลโมร็อกโกช่วยเสริมความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพยายามเชื่อมโยงตนเองกับกระแสสนับสนุนระดับชาตินี้และผลักดันการพัฒนาฟุตบอลมาหลายทศวรรษ ตัวอย่างเช่น นักเตะทีมชาติหลายคนมาจากสถาบันฟุตบอล Mohammed VI Royal Academy of Football ศูนย์ฝึกระดับชาติที่ตั้งขึ้นตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ในปี 2009 สำหรับเยาวชนชายที่มีศักยภาพด้านฟุตบอล นอกจากนี้ มกุฎราชกุมารฮัสซัน (Crown Prince Hassan) วัย 23 ปี ยังนั่งชมการแข่งขัน AFCON ที่โมร็อกโกในที่นั่งแถวหน้า ติดตามเกมอย่างตั้งใจ ร่วมแสดงความยินดีในสนาม และปรากฏภาพพูดคุยกับนักเตะอย่างเป็นกันเอง ทีมฟุตบอลได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความรักชาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของโมร็อกโก

ความสำเร็จด้านฟุตบอลของโมร็อกโกช่วยเบี่ยงความสนใจจากปัญหาทางสังคมและการเมืองหลายเรื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่คำถามทางเศรษฐกิจที่เร่งด่วนยังคงอยู่ การประท้วงของคนรุ่น Gen Z ในโมร็อกโกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 ชี้ให้เห็นการกระจายความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมในประเทศ และปัญหาที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญมากขึ้น ผู้ประท้วงวิจารณ์อย่างต่อเนื่องถึงงบประมาณภาครัฐที่ใช้สร้างสนามกีฬาระดับโลกและโครงสร้างพื้นฐานด้านการรองรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาที่งบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขถูกตัดลด

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับภาระทางเศรษฐกิจและการคลังจากการเป็นเจ้าภาพ AFCON และฟุตบอลโลก 2030 ของโมร็อกโก ทั้งในด้านภาระหนี้ ผลประโยชน์ที่สังคมและเศรษฐกิจจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับภาคธุรกิจในการจัดสรรโครงการขนาดใหญ่ภายใต้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน คำถามเหล่านี้ไม่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างจริงจังจนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติในเดือนกันยายน 2026 และตราบใดที่ทีมชาติยังทำผลงานได้ดีในสนาม

'แอลจีเรีย' การรวมใจใต้ธงชาติ การเบี่ยงเบนความสนใจ และความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสตอบโต้

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีสถานะใกล้เคียงศาสนาประจำชาติในแอลจีเรีย ผู้สนับสนุนทีมจำนวนมากคาดว่าจะร้องเพลงเชียร์และโบกธงชาติแอลจีเรีย เมื่อทีมพบกับอาร์เจนตินาแชมป์เก่า ออสเตรีย และจอร์แดนซึ่งเป็นชาติอาหรับด้วยกัน ทีมชุดนี้อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านและมีผู้เล่นอายุน้อยเป็นหลัก นำโดยริยาด มาห์เรซ (Riyad Mahrez) นักเตะระดับแนวหน้า แอลจีเรียหวังสร้างผลงานเหนือความคาดหมายและผ่านเข้ารอบลึก หลังจากผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014

จากประสบการณ์ฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ สื่อในประเทศน่าจะรายงานผลงานของทีมเป็นจำนวนมาก การรายงานนี้จะมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นการเมืองอื่นในประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลของอับเดลมาจิด เต็บบูน (Abdelmadjid Tebboune) ประเด็นเหล่านั้นรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การโยกย้ายตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานความมั่นคงและบริษัทพลังงานแห่งชาติ SONATRACH รวมถึงความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส ในอดีต กลุ่มผู้สนับสนุนทีมชาติเคยได้รับสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและเที่ยวบินราคาอุดหนุนจากรัฐเพื่อไปชมทีมแข่งในต่างประเทศ ซึ่งมักประกาศโดยประธานาธิบดีเต็บบูนเอง เมื่อพิจารณาอุปสรรคเพิ่มเติมของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทั้งราคาที่สูงขึ้นและข้อกำหนดวีซ่าที่เข้มงวดสำหรับชาวแอลจีเรียที่ต้องการเข้าสหรัฐฯ ประกอบกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ทั้งสงครามในกาซา อิหร่าน และเลบานอน จำนวนผู้สนับสนุนที่เดินทางไปชมอาจลดลง สถานการณ์นี้มีแนวโน้มสร้างความไม่พอใจต่อทางการ โดยเฉพาะในบริบทที่ประชาชนหลายภาคส่วนคาดหวังให้รัฐเป็นผู้แก้ปัญหา

แม้ฟุตบอลมีศักยภาพในการรวมประชาชนใต้ธงชาติและเบี่ยงเบนความสนใจในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล แต่ฟุตบอลก็อาจเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากและขยายตัวเกินการควบคุมของรัฐผ่านกลุ่มผู้สนับสนุนหัวรุนแรง ตัวอย่างเช่น เกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2010 ระหว่างแอลจีเรียกับอียิปต์ ต้องย้ายไปแข่งในสนามเป็นกลางที่คาร์ทูม เนื่องจากการโจมตีด้วยวาจาระหว่างสองประเทศและความรุนแรงของแฟนบอลที่ขยายตัวขึ้น เหตุการณ์ลุกลามจนทั้งแอลจีเรียและอียิปต์เรียกเอกอัครราชทูตของตนกลับประเทศ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติใหญ่ด้านฟุตบอลของอาหรับตึงเครียดต่อเนื่องหลายปี

ในช่วงหลัง ฟุตบอลยังเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างแอลจีเรียกับโมร็อกโก นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส สองประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาเหนือมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนจากการแข่งขันด้านอิทธิพลในภูมิภาคและประเด็นสถานะของเวสเทิร์นสะฮารา ความสัมพันธ์เสื่อมถอยลงหลังการปิดพรมแดนทางบกในปี 1994 และการตัดสินใจของแอลจีเรียที่ตัดความสัมพันธ์กับโมร็อกโกในปี 2021 หลังโมร็อกโกลงนามข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ระหว่างการแข่งขัน AFCON 2026 ที่โมร็อกโก ผู้สนับสนุนชาวแอลจีเรียหลายคนถูกจับกุมและจำคุกจากการก่อความวุ่นวายในสนาม ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ในสื่อของแอลจีเรียและข้อเรียกร้องให้ทางการแอลจีเรียตอบโต้ ผู้มีอิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์มักเป็นกลุ่มที่แสดงความเห็นรุนแรงที่สุดในการแข่งขันระหว่างสองประเทศนี้ ในแอฟริกาเหนือ ฟุตบอลจึงแสดงศักยภาพในการสร้างความแตกแยกและเพิ่มความตึงเครียดมากกว่าการสร้างความสามัคคี

'ตูนิเซีย' ความล้มเหลวเชิงสถาบันและความไม่พอใจในวงการฟุตบอล

ตูนิเซียทำผลงานได้เกินขนาดของประเทศในเวทีฟุตบอลระหว่างประเทศ โดยผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 7 นอกสนาม รายงานของสื่อระบุว่าวงการฟุตบอลตูนิเซียกำลังเผชิญความขัดแย้งเชิงอำนาจ 3 ฝ่าย คือสโมสรในประเทศที่มีอิทธิพล สมาคมฟุตบอล และทีมงานโค้ช ความขัดแย้งเชิงสถาบันนี้มีจุดเริ่มต้นจากการปลดวาดี จารี (Wadie Jary) นายกสมาคมฟุตบอลตูนิเซีย (Tunisian Football Federation) ที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน เมื่อปี 2023 ความขัดแย้งเหล่านี้ส่งผลต่อผลงานของทีม ดังที่ฮันนิบาล เมจบรี (Hannibal Mejbri) นักเตะคนสำคัญกล่าววิจารณ์หลังทีมตกรอบ AFCON 2026 ว่าตูนิเซีย "ล่าช้าในทุกด้าน [...] เมื่อเทียบกับโมร็อกโกและแอลจีเรีย" และเรียกร้องให้ "ทุกฝ่ายมานั่งคุยกันและแก้ปัญหา [...] เพื่อทำงานให้อนาคตในทุกระดับ" ด้วย "ความรักต่อตูนิเซีย"

ภาวะชะงักงันเชิงสถาบันของฟุตบอลตูนิเซียสะท้อนภาพการเมืองในวงกว้างนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2011 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปได้ ทำให้เกิดความไม่พอใจและการประท้วงเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ (Mehrez 2026) รัฐบาลปัจจุบันดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามจากทุกกลุ่มการเมือง ตั้งแต่กลุ่มอิสลามนิยม บุคคลฝ่ายซ้าย จนถึงภาคองค์กรพัฒนาเอกชน จากข้อจำกัดด้านศักยภาพและแรงกดดันหลายด้านที่เผชิญอยู่ ทางการจึงไม่น่าจะใช้ฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้เพื่อกระตุ้นกระแสชาตินิยมและการสนับสนุนจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม ตูนิเซียมีวัฒนธรรมกลุ่มกองเชียร์อัลตราส์และกลุ่มผู้สนับสนุนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะติดตามผลงานของทีมชาติอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ยุคระบอบเบน อาลี จนถึงปัจจุบัน กลุ่มเหล่านี้สามารถรวมตัวและสะท้อนประเด็นทางสังคมและการเมืองผ่านการแสดงออกเชิงคัดค้าน กลุ่มเหล่านี้มักเคลื่อนไหวภายในสนามผ่านการร้องเพลงเชียร์ที่มีเนื้อหาท้าทายอำนาจรัฐ และผ่านการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยพยายามควบคุมกลุ่มเหล่านี้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับกลุ่มอัลตราส์ในประเทศแอฟริกาเหนืออื่น อัลตราส์ชาวตูนิเซียส่วนใหญ่ไม่น่าจะเดินทางไปอเมริกาเหนือเพื่อชมการแข่งขัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงและข้อกำหนดด้านวีซ่า

'อิหร่าน' ฟุตบอลกับการช่วงชิงภาพลักษณ์ของชาติ

ฟุตบอลเป็นเรื่องการเมืองเสมอในอิหร่าน และยิ่งเป็นเช่นนั้นในช่วงจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส ท่ามกลางชัยชนะในการเลือกตั้งของฝ่ายปฏิรูปและคำมั่นเรื่องการผ่อนคลายความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก อิหร่านชนะสหรัฐฯ ทำให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) อธิบายผลการแข่งขันว่าเป็น "ชัยชนะของการปฏิวัติ [อิหร่านปี 1979] เหนือคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งและหยิ่งผยอง" มีการตั้งข้อสังเกตว่าชัยชนะครั้งนั้นได้รับความสนใจอย่างสูงจนกลบความสำเร็จที่ไม่เคยมีมาก่อนของทีมมวยปล้ำอิหร่านในปีเดียวกัน ทั้งที่มวยปล้ำเป็นกีฬาประจำชาติอย่างเป็นทางการของอิหร่าน แม้แนวทาง "การทูตกีฬา" ของรัฐบาลฝ่ายปฏิรูปจะหมดบทบาทไปนานแล้ว แต่ฟุตบอลในฐานะกีฬามวลชนที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อวิธีที่รัฐอิหร่านนำเสนอภาพลักษณ์ของชาติ

ปัจจุบัน ภายใต้ภาวะสงครามและภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของสาธารณรัฐอิสลามในบริบทการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทีมชาติอิหร่านหรือ Team Melli (ภาษาฟาร์ซี แปลว่า "ทีมแห่งชาติ") ถูกระดมมาใช้เพื่อนำเสนอภาพของชาติที่รักชาติและเป็นเอกภาพ การที่ฟุตบอลโลก 2026 มีสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพหลักยิ่งเพิ่มความเข้มข้นของพลวัตนี้ และทำให้ Team Melli ต้องแสดงออกถึงความรักชาติมากขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต

เมื่อทีมฟุตบอลเป็นสัญลักษณ์ของทั้งชาติ นักเตะจึงถูกวางบทบาทเทียบเคียงทหาร บางคนถูกดร็อปจากทีมหรือถูกตัดชื่อเนื่องจากไม่แสดงความมุ่งมั่นรักชาติมากพอ นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 นักเตะ Team Melli หลายคนปรากฏตัวในการชุมนุมยามค่ำคืนเพื่อแสดงการสนับสนุนกองทัพอิหร่าน นักเตะอีกหลายคนที่เคยขัดแย้งกับสมาคมฟุตบอลอิหร่าน (Iranian Football Federation) ก็กลับเข้าร่วมทีมเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาติ วาทกรรมของนักเตะเหล่านี้มักเทียบสนามฟุตบอลกับสนามรบ โดยนักเตะเป็นอีกด้านหนึ่งของ "ชาติที่ไม่ยอมจำนน" ซึ่งยืนหยัดต่อ "ความชั่วร้ายแห่งยุคสมัย" ขณะเดียวกัน นักเตะที่นิ่งเงียบหรือแสดงออกต่างจากแนวทางของทางการ ต้องเผชิญคำวิจารณ์หรือถูกตัดชื่อจากแคมป์ฝึกซ้อมและเกมอุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลก อีกกรณีหนึ่งคือภาพจิตรกรรมฝาผนังของอาลี ดาอี (Ali Daei) อดีตนักเตะระดับตำนานของอิหร่าน ที่มีรายงานว่าถูกทำให้เสียหายในกรุงเตหะราน ท่ามกลางคำวิจารณ์จากบางกลุ่มการเมืองต่อนักกีฬาที่ไม่ได้ยืนยันความจงรักภักดีต่อชาติอย่างเป็นรูปธรรมและเปิดเผยในช่วงสงคราม

ความพยายามสร้างเสถียรภาพให้ภาพลักษณ์ของชาติที่เป็นเอกภาพผ่านฟุตบอลไม่ใช่เรื่องใหม่ กีฬาชนิดนี้ยังเคยเป็นพื้นที่ของการเมืองฝ่ายค้านและการแสดงความเห็นต่างในอิหร่านด้วย ระหว่างการประท้วง "ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ" (Woman, Life, Freedom) ในปี 2022 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับฟุตบอลโลกที่กาตาร์ ฝ่ายต่อต้านบางส่วนพยายามแยก Team Melli ออกจากการประกอบสร้างความเป็นชาติที่นำโดยรัฐ ด้วยการเรียกทีมว่า "ทีมของสาธารณรัฐอิสลาม" ในทางตรงข้ามกับวาทกรรมของรัฐ สื่อฝ่ายต่อต้านบางแห่งเสนอว่าการสนับสนุน Team Melli เป็นการกระทำที่ไม่รักชาติ แฟนบอลจำนวนมากในกาตาร์ปฏิเสธที่จะร้องเพลงชาติ ขณะที่มีรายงานว่าคนบางส่วนในอิหร่านแสดงความยินดีเมื่อทีมตกรอบด้วยการแพ้สหรัฐฯ ในช่วงหลัง นักเตะทีมชาติหญิงอิหร่านหลายคนได้รับการยกย่องจากสื่อฝ่ายต่อต้านว่าเป็น "วีรสตรี" จากการไม่ร้องเพลงชาติระหว่างศึกชิงแชมป์เอเชีย ขณะที่โทรทัศน์ของรัฐประณามพวกเธอว่าเป็น "ผู้ทรยศ"

ฟุตบอลยังทำหน้าที่เป็นช่องทางของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยในการช่วงชิงความหมายของความเป็นชาติ กีฬาชนิดนี้เป็นสื่อกลางที่เปิดให้มีการแสดงออกถึงอัตลักษณ์รูปแบบอื่น ทั้งการท้าทาย "ความเป็นเปอร์เซีย" ที่ครอบงำนิยามของชาติ และการใช้พื้นที่ทางกายภาพในสนามฟุตบอลเพื่อการต่อต้านทางการเมือง การเรียกร้องการยอมรับ และความเท่าเทียมที่มากขึ้น ฟุตบอลในอิหร่านจึงเหมือนกับในหลายประเทศ คือถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยรัฐ และในเวลาเดียวกันก็ถูกขบวนการฝ่ายต่อต้านนำไปใช้เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ของชาติในแบบที่แข่งขันกัน

การเข้าร่วมฟุตบอลโลกของอิหร่าน รวมถึงรูปแบบการเข้าร่วม ยังไม่มีความแน่นอนภายใต้ภาวะสงคราม เจ้าหน้าที่อิหร่านเคยระบุในช่วงแรกว่าการเดินทางเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ท่าทีดังกล่าวเปลี่ยนไปในเวลาต่อมา ปลายเดือนพฤษภาคม 2026 สมาคมฟุตบอลอิหร่านประกาศ "เงื่อนไข 10 ข้อ" สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันฤดูร้อนนี้ นอกจากการเรียกร้องหลักประกันด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของคณะนักกีฬาอิหร่านตลอดการแข่งขัน สหพันธ์ยังขอคำยืนยันจากสหรัฐฯ ว่าหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองจะไม่สัมภาษณ์หรือสอบถามคณะนักกีฬาอิหร่านบนแผ่นดินสหรัฐฯ หลังจากวีซ่าได้รับการอนุมัติแล้ว สหพันธ์ยังเรียกร้องให้ FIFA รับประกันว่าจะอนุญาตเฉพาะธงชาติที่อิหร่านรับรองอย่างเป็นทางการในสนาม ท่ามกลางการรณรงค์ของกลุ่มฝ่ายต่อต้านสายสนับสนุนราชวงศ์ปาห์ลาวีให้แสดงธงฝ่ายกษัตริย์นิยม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ เคยกล่าวช่วงหนึ่งว่าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของนักเตะอิหร่านได้ ก่อนจะลดระดับถ้อยคำลงในภายหลัง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รายอื่นส่งสัญญาณเป็นระยะถึงอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นต่อการเข้าร่วมของอิหร่าน ในแถลงการณ์ที่เป็นข้อถกเถียง เปาโล ซัมโปลลี (Paolo Zampolli) ผู้แทนพิเศษด้านหุ้นส่วนระดับโลกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้ FIFA เปลี่ยนตัวอิหร่านเป็นอิตาลี ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธอย่างชัดเจนทั้งจาก FIFA และรัฐมนตรีกีฬาอิตาลี แต่สร้างความไม่พอใจในวงกว้างทั่วอิหร่าน สำหรับอิหร่านที่อยู่ในภาวะสงคราม แม้ Team Melli จะได้เข้าร่วมการแข่งขันในท้ายที่สุด นักเตะจะแบกรับทั้งความคาดหวังด้านผลงาน และภาระในการรับมือกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับชาติหลายชุดที่เขียนขึ้นโดยฝ่ายต่าง ๆ

'กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย' ชาตินิยมฟุตบอลและการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา

ชาติแถบอ่าวอาหรับลงทุนในกีฬาอย่างหนักในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำหรับประเทศเหล่านี้ กีฬาเป็นโอกาสในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์และนำเสนอตนเองต่อผู้ชมนานาชาติในฐานะผู้ปกครองอำนาจนิยมที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้นำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬา บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน Formula 1 เป็นประจำ ส่วนมหกรรมกีฬาอื่นที่เคยจัดรวมถึงมวยสากล กอล์ฟ และเทนนิส ซาอุดีอาระเบียเคยพิจารณาจัดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในโครงการ Trojena ใกล้เมืองแห่งอนาคต NEOM ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งปัจจุบันโครงการถูกยกเลิกไปแล้ว มหกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้สึกรักชาติ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และพัฒนาภาคกีฬา

กาตาร์เป็นประเทศที่พัฒนาการทูตกีฬามาหลายทศวรรษ กาตาร์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกชายครั้งล่าสุดในปี 2022 และเป็นเจ้าของสโมสร Paris Saint-Germain ในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส โดยเข้าถือหุ้นควบคุมกิจการผ่าน Qatar Sports Investments ในปี 2011 ส่วน Manchester City มี City Football Group เป็นเจ้าของ ซึ่งกลุ่มนี้มี Abu Dhabi United Group ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ Newcastle United ถูกซื้อโดยกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund) ซาอุดีอาระเบียยังดึงนักเตะชื่อดังหลายรายด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าปกติ ให้มาเล่นช่วงท้ายอาชีพในลีกฟุตบอลซาอุดีอาระเบีย รายที่เป็นข่าวมากที่สุดคือคริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) และการีม เบนเซมา (Karim Benzema)

กาตาร์ใช้ฟุตบอลโลก 2022 เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของตน ส่วนซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มจะใช้ฟุตบอลโลก 2034 เพื่อนำเสนอเรื่องราวการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยภายใต้แผนวิสัยทัศน์ 2030 (Vision 2030) โดยแสดงโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระดับชาติ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศอาจพยายามใช้การแข่งขันเพื่อสร้างชัยชนะเชิงสัญลักษณ์เหนือคู่แข่ง เช่น อิหร่าน หรือแม้แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งไม่ผ่านเข้ารอบ และเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ในฐานะประเทศที่มีอิทธิพลในภูมิภาค

'อิรักและจอร์แดน' ชาตินิยมฟุตบอลของผู้มาใหม่

ฟุตบอลโลก 2026 ยังมีทีมจากกลุ่มประเทศ MENA ที่เป็นผู้มาใหม่หรือค่อนข้างใหม่ 2 ทีม คืออิรักและจอร์แดน อิรักเคยเข้าร่วมเพียงครั้งเดียวที่เม็กซิโกในปี 1986 โดยไม่ผ่านรอบแรก ในบริบทของสงครามอิรักและอิหร่านระหว่างปี 1980 ถึง 1988 วงการกีฬาอิรักเป็นที่รู้จักจากอิทธิพลของอูเดย์ ฮุสเซน (Uday Hussein) บุตรชายของซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) ผู้นำเผด็จการ อูเดย์เข้าควบคุมคณะกรรมการโอลิมปิกอิรักในปี 1984 และกำกับทีมฟุตบอลชาติโดยตรง โดยมักใช้การทรมาน การทำให้อับอาย และวิธีฝึกซ้อมที่โหดร้าย โดยเฉพาะหลังความพ่ายแพ้ ด้วยภูมิหลังเช่นนี้ และการที่ประเทศเพิ่งผ่านการยึดครองทางทหารจากต่างชาติที่ยาวนานและสงครามกลางเมือง การเข้าร่วมฟุตบอลโลกชายครั้งที่ 2 ของอิรักจึงเป็นโอกาสให้ประเทศมีเป้าหมายร่วมกัน เมื่อพิจารณารอยแยกภายในสังคมและการเมืองอิรัก ความสำเร็จของทีมชาติชายหรือ "สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย" ช่วยให้คนในประเทศรวมตัวกันได้

สำหรับจอร์แดน เพื่อนบ้านทางตะวันตกของอิรัก ปี 2026 คือการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกชายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างสูง ต่อยอดจากการเข้าชิงชนะเลิศศึกชิงแชมป์เอเชีย (AFC Asian Cup) ในปี 2023 ซึ่งทีมแพ้กาตาร์ในนัดชิง ในจอร์แดน การผ่านเข้ารอบทำให้เกิดกระแสชาตินิยมฟุตบอลที่เข้มแข็ง และช่วยลดเส้นแบ่งอัตลักษณ์ระหว่างชาวปาเลสไตน์กับชาวทรานส์จอร์แดนที่ยังคงเด่นชัดในประเทศลงได้บางส่วน ราชวงศ์ฮัชไมต์ซึ่งเป็นผู้ปกครองพยายามใช้ประโยชน์จากพัฒนาการเชิงบวกด้านฟุตบอลนี้ นอกจากเจ้าชายอาลี (Prince Ali) พระอนุชาต่างมารดาของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 (King Abdullah II) ซึ่งเป็นประธานสมาคมฟุตบอลจอร์แดนมายาวนาน มกุฎราชกุมารฮุสเซน (Crown Prince Hussein) พระโอรสองค์โตของกษัตริย์ ยังเข้าชมการแข่งขันและพบปะนักเตะทีมชาติบ่อยขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์และหลายเดือนที่ผ่านมา การแข่งขันครั้งนี้และการเข้าร่วมของจอร์แดนยังเชื่อมโยงกับการรณรงค์ชาตินิยมจอร์แดนที่นำโดยสถาบันกษัตริย์ ในวาระครบรอบ 80 ปีเอกราชของประเทศเมื่อ 25 พฤษภาคม 2026

อนาคตของการเมืองกับฟุตบอลในภูมิภาค MENA

แม้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีประเทศใดในภูมิภาคทำผลงานเทียบเท่าหรือเหนือกว่าการเข้ารอบรองชนะเลิศของโมร็อกโกในปี 2022 ได้ในฟุตบอลโลกฤดูร้อนนี้ แต่ความสำคัญของฟุตบอลภูมิภาค MENA ในระดับโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปในปีข้างหน้า ศักยภาพที่สูงมากของฟุตบอลในการฟอกภาพลักษณ์ผ่านกีฬาน่าจะยังเป็นสิ่งดึงดูดต่อไป โดยเฉพาะสำหรับรัฐอ่าวอาหรับที่มีทรัพยากรมากและพันธมิตรทางการเมือง ในทุกกรณี การเมืองของฟุตบอลมีแนวโน้มดำเนินต่อไปตาม 3 แกนที่กล่าวมา คือการใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือชาตินิยมโดยรัฐและการโต้แย้งความหมายดังกล่าว การฟอกภาพลักษณ์ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการเป็นเจ้าของสโมสร และการประท้วงต่อต้านต้นทุนของโครงการเหล่านั้น

ชัยชนะด้านฟุตบอลของโมร็อกโกในช่วงหลังและแผนการเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2030 นำไปสู่การก่อสร้างสนามและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในประเทศ ทางการหวังว่าความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในสนามจะทำให้การประท้วงลดลง สถานะการเมืองฟุตบอลในแอลจีเรียและตูนิเซียแสดงให้เห็นทั้งพลังการระดมมวลชนของกีฬาชนิดนี้และการสนับสนุนอย่างเข้มข้นที่ทีมได้รับจากประชาชนในประเทศ รวมถึงวิกฤตธรรมาภิบาลที่ทั้งสองประเทศเผชิญ ทางการในแอลเจียร์และตูนิสจะต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวังในการส่งเสริมกระแสรักชาติโดยไม่ให้ขยายตัวเป็นการประท้วงทางสังคม

ในประเด็นที่ใหญ่กว่า ส่วน Team Melli ของอิหร่านถูกระดมเพื่อความรักชาติในภาวะสงคราม และจะยังเป็นสัญลักษณ์ของภาพในอุดมคติของชาติต่อไป แม้ขบวนการฝ่ายต่อต้านและกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยจะโต้แย้งความหมายของสัญลักษณ์นั้น กาตาร์และซาอุดีอาระเบียพึ่งพาการเป็นเจ้าภาพมหกรรมขนาดใหญ่ การเซ็นสัญญานักเตะระดับดาว และการซื้อสโมสรชั้นนำ เพื่อเพิ่มอำนาจละมุนให้มากที่สุด ขณะที่การผ่านเข้ารอบของอิรักและจอร์แดนช่วยเสริมโครงการชาตินิยมเชิงเอกภาพที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศต้องการใช้ประโยชน์

ส่วนอียิปต์ซึ่งนำโดยโมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) นักเตะระดับแนวหน้า เป็นหนึ่งในชาติที่มีประสบการณ์ฟุตบอลโลกมากที่สุดของภูมิภาค โดยเข้าร่วมในปี 1934, 1990, 2018 และ 2026 อียิปต์มีวัฒนธรรมกลุ่มอัลตราส์ที่เข้มแข็ง และรัฐบาลซีซี (Sisi) ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการคลังและข้อวิจารณ์ต่อโครงการขนาดใหญ่ เช่น เมืองบริวารนิวไคโร หวังให้ชัยชนะของทีมชาติช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ความเชื่อมโยงระหว่างฟุตบอลกับการเมืองในภูมิภาค MENA จึงไม่น่าจะคลายตัวลงในเร็ววัน


ที่มา:
The World Cup and the Politics of Football in the MENA Region (André Bank, Idriss Jebari, Hamid Talebian and Eckart Woertz, GIGA Focus Middle East, Number 3, 2026) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง