เงินรางวัลและเงินจัดสรรทั้งหมดสำหรับทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 ทำสถิติสูงสุดที่ 871 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% จากฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ การเพิ่มขึ้นมาจากการขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม การเพิ่มจำนวนนัด และรายได้เชิงพาณิชย์ที่ทำสถิติ ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน 2026 องค์กรผู้จัดได้ปรับเพิ่มเงินก้อนนี้อีก 15% หลังหลายชาติสมาชิกในยุโรปแสดงความกังวลว่าต้นทุนการเดินทาง การดำเนินงาน และภาษีในการแข่งขันที่จัดในทวีปอเมริกาเหนือ อาจทำให้ทีมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ที่ได้รับ
- เงินรางวัลและเงินจัดสรรทั้งหมดสำหรับทีมที่เข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 ทำสถิติสูงสุดที่ 871 ล้านดอลลาร์ อยู่ที่ 871 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นกองเงินตามผลงาน 655 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 49% จาก 440 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 และเงินฐานที่การันตีให้ทุกทีม 12.5 ล้านดอลลาร์ต่อทีม ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร
- เงินรางวัลตามผลงานเริ่มที่ 9 ล้านดอลลาร์สำหรับทีมที่ตกรอบแบ่งกลุ่ม และเพิ่มขึ้นตามรอบจนถึง 50 ล้านดอลลาร์สำหรับทีมชนะเลิศ ทำให้ทีมชนะเลิศได้รับเงินรวมกว่า 63.5 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทีมแชมป์ในปี 2022 อยู่ 8 ล้านดอลลาร์
- การปรับเพิ่ม 15% เมื่อเดือนเมษายน 2026 เกิดขึ้นหลังชาติสมาชิกในยุโรปแสดงความกังวลเรื่องต้นทุนและภาษี พร้อมกับการเพิ่มเงินพัฒนาที่จัดสรรให้สมาชิกทั้ง 211 ชาติ
ภาพจาก: ebay
ฟุตบอลโลก 2026 มีเงินรางวัลและเงินจัดสรรให้ทีมที่เข้าร่วมทำสถิติสูงสุดที่ 871 ล้านดอลลาร์ การแข่งขันจัดร่วมกันในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก โดยมี 48 ทีมลงแข่งขันรวม 104 นัด เงินก้อนนี้แบ่งออกเป็นหลายชั้น ประกอบด้วยเงินฐานที่การันตีให้ทุกทีมโดยไม่ขึ้นกับผลการแข่งขัน เงินตามผลงานที่จ่ายตามการผ่านเข้าแต่ละรอบ และเงินสมทบเพิ่มเติมที่มุ่งช่วยเหลือชาติสมาชิกขนาดเล็ก
โครงสร้างการแบ่งเงินรางวัลของฟุตบอลโลก 2026
เงินฐานที่การันตีอยู่ที่ 12.5 ล้านดอลลาร์ต่อทีม ประกอบด้วยค่าผ่านเข้ารอบ 10 ล้านดอลลาร์ และค่าเตรียมทีม 2.5 ล้านดอลลาร์ โดยเงินส่วนนี้จ่ายให้ครบทั้ง 48 ทีมโดยไม่ขึ้นกับผลการแข่งขัน และทำหน้าที่เป็นเพดานขั้นต่ำของรายได้สำหรับทุกชาติที่เข้าร่วม
กองเงินตามผลงานมีมูลค่า 655 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 49% จาก 440 ล้านดอลลาร์ที่จัดสรรในฟุตบอลโลก 2022 เงินส่วนนี้จ่ายตามผลการแข่งขันจริง ทีมที่อยู่ในรอบแบ่งกลุ่มได้รับ 9 ล้านดอลลาร์ ทีมที่เข้าสู่รอบ 32 ทีมได้รับ 12 ล้านดอลลาร์ ทีมที่เข้าสู่รอบ 16 ทีมได้รับ 16 ล้านดอลลาร์ และทีมที่เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้รับ 19 ล้านดอลลาร์
สำหรับรอบท้าย ทีมอันดับ 4 ได้รับ 27 ล้านดอลลาร์ ทีมอันดับ 3 ได้รับ 29 ล้านดอลลาร์ ทีมรองชนะเลิศได้รับ 33 ล้านดอลลาร์ และทีมชนะเลิศได้รับเงินรางวัลตามผลงาน 50 ล้านดอลลาร์ ระยะจากรอบก่อนรองชนะเลิศไปจนถึงตำแหน่งชนะเลิศคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 31 ล้านดอลลาร์ ความต่างของเงินรางวัลระหว่างอันดับในรอบท้ายจึงกว้างกว่ารอบต้น
เมื่อรวมเงินรางวัลตามผลงาน 50 ล้านดอลลาร์เข้ากับเงินฐาน 12.5 ล้านดอลลาร์ ทีมชนะเลิศจะได้รับเงินรวมกว่า 63.5 ล้านดอลลาร์ ก่อนรวมเงินอุดหนุนเพิ่มเติม ตัวเลขนี้มากกว่าเงินที่ทีมแชมป์ได้รับในฟุตบอลโลก 2022 อยู่ 8 ล้านดอลลาร์ และเป็นเงินรางวัลสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาประเภททีม
เงินสมทบเพิ่มเติมที่เหลือประกอบด้วยเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายของคณะเดินทางและโควตาการจัดสรรตั๋ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนชาติสมาชิกขนาดเล็กในการแข่งขันที่ขยายขนาดขึ้น การขยายทัวร์นาเมนต์เป็น 48 ทีมและ 104 นัดทำให้จำนวนชาติที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นจากรูปแบบเดิม
มติของ FIFA Council ที่แวนคูเวอร์และการปรับเพิ่ม 15%
โครงสร้างเงินจัดสรรปัจจุบันเป็นผลจากการปรับเพิ่มเมื่อปลายเดือนเมษายน 2026 คณะมนตรีของ FIFA (FIFA Council) ประชุมที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ก่อนการประชุมใหญ่ FIFA (FIFA Congress) ครั้งที่ 76 โดยแวนคูเวอร์เป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ และการประชุมเกิดขึ้น 44 วันก่อนการเปิดสนามในวันที่ 11 มิถุนายน 2026 FIFA Council ระบุว่าจากความสำเร็จเชิงพาณิชย์ของการแข่งขันชายรายการหลัก จึงเห็นชอบให้เพิ่มทรัพยากรที่จัดสรรให้ทั้ง 48 ทีมอีก 15% รวมเป็น 871 ล้านดอลลาร์ สื่อ Reuters รายงานว่าเงินจัดสรรนี้เพิ่มขึ้นจนเกือบ 900 ล้านดอลลาร์
การปรับเพิ่มแบ่งออกเป็นหลายรายการ ค่าเตรียมทีมเพิ่มจาก 1.5 ล้านดอลลาร์เป็น 2.5 ล้านดอลลาร์ ค่าผ่านเข้ารอบเพิ่มจาก 9 ล้านดอลลาร์เป็น 10 ล้านดอลลาร์ และเงินสมทบเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายของคณะเดินทางและการจัดสรรตั๋วที่เพิ่มขึ้นรวมกว่า 16 ล้านดอลลาร์ FIFA ระบุว่าส่วนต่างของรายได้ที่เหลือจะถูกจัดสรรกลับสู่วงการฟุตบอลผ่านสมาชิกทั้ง 211 ชาติ
จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธาน FIFA ระบุว่าองค์กรอยู่ในสถานะการเงินที่มั่นคงที่สุดเท่าที่เคยมี ซึ่งทำให้ช่วยเหลือชาติสมาชิกได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน อินฟานติโนระบุว่าการจัดสรรครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรของ FIFA กลับมาลงทุนในกีฬาฟุตบอล
ตัวเลข 871 ล้านดอลลาร์เป็นการปรับขึ้นจากแผนเดิมที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ในเวลานั้น FIFA ประกาศเงินรางวัลที่ 727 ล้านดอลลาร์ โดยแต่ละทีมใน 48 ทีมได้รับขั้นต่ำ 10.5 ล้านดอลลาร์ และทีมชนะเลิศได้รับ 50 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของสื่อ The Guardian และสื่อ ESPN ตัวเลขชุดเดิมนี้ถูกปรับเพิ่มขึ้นในการประชุมที่แวนคูเวอร์
การปรับเพิ่มเกิดขึ้นในช่วงที่ FIFA คาดการณ์รายได้ที่ 13,000 ล้านดอลลาร์ในรอบ 4 ปีที่สิ้นสุดพร้อมกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดย 9,000 ล้านดอลลาร์มาจากตัวการแข่งขันเพียงรายการเดียว รายงานประจำปี 2025 ขององค์กรระบุว่ารายได้จำนวน 11,670 ล้านดอลลาร์จะถูกจัดสรรกลับเพื่อพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก เพิ่มขึ้น 20% จากรอบก่อนหน้า และจะเพิ่มขึ้นอีก
ก่อนการประชุมที่แวนคูเวอร์ โฆษกของ FIFA ระบุผ่านสื่อ Press Association (PA) ว่าองค์กรกำลังหารือกับสมาคมทั่วโลกเพื่อเพิ่มรายได้ที่มีอยู่ และจะเพิ่มการสมทบทางการเงินให้ประชาคมฟุตบอลผ่านโครงการ FIFA Forward โดยระบุว่ารายละเอียดเพิ่มเติมจะแจ้งในภายหลัง
ความกังวลเรื่องต้นทุนและภาษีจากชาติสมาชิก
การปรับเพิ่มเงินจัดสรรเกิดขึ้นหลังจากชาติสมาชิกในยุโรปแสดงความกังวลเรื่องต้นทุน สื่อ The Guardian และสื่อ PA รายงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าบางชาติกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้จากการเล่นในทัวร์นาเมนต์ที่จัดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยคาดว่าต้นทุนจะสูงกว่าการแข่งขันที่กาตาร์เมื่อ 4 ปีก่อน ทั้งจากค่าเดินทาง การดำเนินงาน และภาษี สื่อ Reuters ระบุว่าขนาดของการจัดการแข่งขันข้ามทวีป การเดินทางระยะไกล และระบบภาษีที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ชาติที่เข้าร่วมบางส่วน
สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (UEFA) ได้ส่งต่อความกังวลจากสมาคมในยุโรปหลายแห่งว่าทีมอาจทำรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย เว้นแต่จะผ่านเข้าสู่รอบลึก สาเหตุหนึ่งมาจากวิธีจ่ายเงินรางวัลในแผนเดิม ภายใต้แผนการจัดสรรที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคม ก่อนการปรับเพิ่มในเดือนเมษายน เงินรางวัลตามผลงานเพิ่มขึ้นทีละน้อยในรอบต้น สื่อ The Guardian ระบุว่ามีการจ่ายเพิ่ม 2 ล้านดอลลาร์สำหรับการเข้าสู่รอบ 32 ทีม เพิ่มอีก 4 ล้านดอลลาร์สำหรับรอบ 16 ทีม และเพิ่มอีก 8 ล้านดอลลาร์สำหรับรอบก่อนรองชนะเลิศ โดยการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากที่สุดสงวนไว้สำหรับรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศ ด้วยโครงสร้างนี้ สมาคมในยุโรปหลายแห่งระบุว่าจะขาดทุนหากไม่เข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย และขอให้ UEFA เข้ามาช่วยดำเนินการแทน
สมาคมขนาดใหญ่ในยุโรปหลายแห่ง รวมถึงสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (English FA) ได้ยื่นขอให้ FIFA เพิ่มเงินรางวัล สื่อ The Guardian ระบุว่าแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการหารือให้ความเห็นว่า FIFA รับฟังความกังวลดังกล่าว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จากสมาคมในยุโรปเคยแจ้งต่อสื่อเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า แม้จะมีเงินรางวัลสถิติในเวลานั้น แต่ยังกังวลเรื่องการไม่มีหลักประกันด้านภาษี ซึ่งในสหรัฐอเมริกาแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
FIFA มีสถานะปลอดภาษี แต่ไม่สามารถเจรจาขอยกเว้นภาษีให้ทีมที่ผ่านเข้ารอบทั้ง 48 ทีมได้เหมือนที่เคยทำในทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้า สมาคมฟุตบอลแต่ละชาติต้องจ่ายภาษีในระดับรัฐบาลกลาง ระดับรัฐ และระดับเมือง ซึ่งแตกต่างกันมาก รัฐฟลอริดาไม่มีภาษีระดับรัฐ โดยมี 7 นัดจัดที่เมืองไมอามี ขณะที่รัฐนิวเจอร์ซีย์เก็บภาษีที่ 10.75% โดยสนาม MetLife ในรัฐนี้ใช้จัดนัดชิงชนะเลิศ และรัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีที่ 13.3% โดยเมืองลอสแอนเจลิสและซานฟรานซิสโกเป็นเจ้าภาพบางนัด ภาระด้านภาษีของแต่ละทีมจึงไม่เท่ากัน ขึ้นกับเมืองที่ลงแข่งขัน
หลังได้รับความกังวลเหล่านี้ FIFA เป็นฝ่ายนำการหารือกับสมาคมทั่วทุกทวีปในช่วงก่อนการแข่งขัน และเพิ่มทั้งเงินรางวัลให้ชาติที่เข้าแข่งขัน และเงินพัฒนาที่จัดสรรจากฟุตบอลโลกไปยังสมาชิกทั้ง 211 ชาติ โดยเงินพัฒนาสำหรับสมาชิกจะเพิ่มขึ้นจากที่คาดว่าจะจัดสรร 2,700 ล้านดอลลาร์ในรอบ 4 ปีถัดไป โดยเดิมแต่ละสมาคมได้รับเงินการันตี 5 ล้านดอลลาร์ และสมาพันธ์ทั้ง 6 แห่งได้รับแห่งละ 60 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาฟุตบอลในภูมิภาคของตน และเงินเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามการปรับเพิ่มที่เห็นชอบในการประชุมที่แวนคูเวอร์
ที่มา:
FIFA agrees to increase World Cup prize money after countries raise concerns over costs (Matt Hughes, The Guardian, 26 April 2026)
World Cup prize money to increase after concerns over high operational costs (ESPN, 26 April 2026)
FIFA Council increases record financial distribution to all 48 Participating Member Associations at the FIFA World Cup 2026 (FIFA, 28 April 2026)
FIFA increases financial distribution to World Cup participants by 15% (Julien Pretot, Reuters, 28 April 2026)
FIFA World Cup 2026 prize pool hits record USD 871 million; Rises 65% from Qatar 2022 (ANI, 13 July 2026)
