ใต้เท้าขอรับ : หุ่นเชิดอำมาตย์

โดยปกติคำประกาศต่อสาธารณะของนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นนโยบายที่ข้าราชการที่ดีต้องปฏิบัติตาม แต่การกลับมาจากต่างประเทศของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก่อนกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศให้ลาพักเพื่อเปิดทางให้กับการสอบสวนการลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อหน้าตาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังทำให้รูปร่างของสิ่งที่เรียกว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ ปรากฏให้เห็นว่าใหญ่โตกว่าที่คิดไว้ขนาดไหน

อภิสิทธิ์อาจจะเคยสร้างความเชื่อมั่นไว้เมื่อเดือนเมษายน 2552 ด้วยการบัญชาการหน่วยงานราชการให้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายในครั้งการปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่การกลับมาก่อนกำหนดของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยละเลยคำประกาศของนายกฯ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีภายใต้ระบบการเมืองในปัจจุบัน เป็นได้แค่หุ่นเชิดของเหล่าอำมาตย์ซึ่งมีหัวหอกหลักคือกองทัพ

น่าสนใจว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคนเสื้อเหลืองคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ ผลของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาซึ่งได้ปลุกยักษ์อำมาตย์ให้ฟื้นคืนชีพ ส่งผลให้เรื่องที่ควรเป็นเรื่องสำคัญของกลุ่ม อย่างการปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำที่ถูกลอบสังหารก็ทำไม่ได้

ทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพันธมิตรฯ และคงต้องรวมถึงสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน เป็นได้อย่างมากก็แค่หุ่นเชิดของอำมาตย์ และแบ่งเอาอำนาจเล็กๆ น้อยๆ ไปตามแต่ขอบเขตงานของตัวแล้วแต่เหล่าอำมาตย์จะยินยอม โดยมีเหยื่อและสิ่งที่ต้องสังเวย คือ คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง ชะตาชีวิตของประชาชนทั้งมวล และประชาธิปไตย
 
น่าสงสัยว่า อีกนานไหม เราถึงจะเห็นว่า เหล่าและระบอบอำมาตย์คืออุปสรรคสำคัญของชาติและประชาธิปไตย เหมือนที่คนเสื้อแดงเห็น
 
น่าสงสัยด้วยว่า ‘ทางไป’ ของกลุ่มต่างๆ จะดำเนินไปในทิศใด
 
ใครเห็นทางไปของเสื้อเหลือง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ ยกมือขึ้น
 
ใครเห็นทางไปของขบวนการคนเสื้อแดง ยกมือขึ้น
 
ถ้าเช่นนั้น ได้สังเกตเห็นทางไปของขบวนการอำมาตย์แล้วหรือยัง
 
ย้อนรอยไปไม่เนิ่นไม่นาน การสั่งการตำรวจเพื่อดำเนินการกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีอันต้องเป็นหมัน ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงนามย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติงานสำนักนายกรัฐมนตรี แต่แล้วไม่ทันที่การดำเนินการภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายการชุมนุมปิดสนามบินจะเกิดขึ้นได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เร่งรัดให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนเสียก่อน ส่งผลให้รัฐบาลสมชาย มีอันต้องล่มลง โดยมี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ยอมยุบสภา และเปิดทางให้กลุ่มเนวินแหกขั้วออกจากพรรคพลังประชาชนเดิมไปร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
 
อย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมเกิดขึ้นในพื้นที่ของกองทัพ โดยกองทัพ และอ้างว่าเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ยิ่งกว่าตาเห็นเมื่อ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปเชิญ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มานั่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม หลังจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ลงนามโยก พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้น้อง พล.อ.ประวิทย์ กลับมาเป็น ผบ.ตร.
 
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล คือใคร? การนั่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย น่าจะเป็นคำตอบที่ดี การลงพื้นที่อีสาน ปฏิบัติการเรียลลิตี้ติดดินครั้งเลือกตั้งซ่อมของลูกพรรค ภายใต้บัญชาการของเนวิน ชิดชอบ น่าจะย้ำความเป็นกลุ่มก๊วนกันได้ดี
 
เนวิน ชิดชอบ คือใคร? ก็ใครกันล่ะที่ไม่รู้จัก แต่ยังพอจำได้ไหม คนๆ นี้คือนักการเมืองที่บัญชาการกลุ่มเสื้อน้ำเงินในครั้งการประชุมอาเซียนที่พัทยา
 
กลุ่มเสื้อน้ำเงินคือใคร? ข้อเท็จจริงที่ยากจะหลบเลี่ยงก็คือ กลุ่มคนในเครื่องแบบในรูปของพลเรือนที่เป็นเหตุยั่วยุให้เสื้อแดงต้องกลับไปบุกการประชุมอาเซียน นำไปสู่การล้มประชุมอาเซียน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่พัทยา กระทั่งถูกใช้เป็นเหตุอ้างสำหรับการประกาศสถานการ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสลายการชุมนุมโดยกองทัพชนิดเลือดท่วมถนนในช่วงวันสงกรานต์
 
แน่นอน เราไม่อาจกล่าวได้ทั้งหมดว่า เสื้อน้ำเงินคือกุญแจสำคัญสำหรับเหตุการณ์สงกรานต์เลือดครั้งนั้น แต่เราเห็นปรากฏการณ์ตามมาอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อเสื้อน้ำเงินชูธงปกป้องสถาบันเบื้องสูง และทำให้ภาพ ‘กระทิงสีน้ำเงิน’ ผุดขึ้นราวกับการเริ่มต้นอีกครั้งของยุค ‘ขวาพิฆาตซ้าย’
 
หากนับจุดเริ่มต้นของเสื้อน้ำเงินตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้ก็นับได้ 4 เดือน ยังห่างไกลกับภาวะสุกงอมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปีหากตัดตอนนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ความพยายามปลุกกระแสนั้นมีให้เห็น ส่วนจะไปได้ถึงไหนนั้นเป็นอีกเรื่อง
 
เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า การปลุกกระแสต่อต้านการถวายฎีกา ในข้อหาว่า “ดึงฟ้าต่ำ” มาจากพลเรือนกลุ่มสีน้ำเงิน เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า กลไกราชการอันแข็งขันที่รณรงค์และสร้างกระแสเรื่องนี้มาจากกระทรวงมหาดไทยที่มีชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
 
นักวิชาการจากหลายสถาบันที่ออกมาต่อต้านได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเดินไปเหล่านี้หรือไม่ หรือนักวิชาการเหล่านี้อยู่ในขบวนการเหล่านี้หรือไม่
 
แน่ล่ะ สิ่งเหล่านี้ย่อมมาจากการมองและวิเคราะห์ด้วยสายตามองโลกแง่ร้าย และถูกประวัติศาสตร์ 6 ตุลาหลอกหลอนไม่รู้จักวางวาย แต่เราจะปฏิเสธได้หรือว่า นี่คือการมองโลกแง่ร้ายจากประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง
 
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ นั้นตกอยู่ในสภาพเดี้ยง ไม่สามารถจัดการอะไรได้ และกลายเป็นเหตุให้คณะทหารยึดอำนาจจัดตั้งรัฐบาลหอยที่มีธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งปัจจุบันคือองคมนตรี เป็นนายกฯ
 
รัฐบาลประชาธิปัตย์ใน พ.ศ.นี้ คงต้องจับสัญญาณเหล่านี้ให้ดีๆ และควรจะหันมาสามัคคีกับผู้แทนประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยมากกว่าเพื่อรักษาอำนาจอันชั่วคราวของตนเอง หรือจะต้องให้บอกว่าคืออะไร?
 
ฝ่ายพันธมิตรฯ เองที่ถนัดกับการสร้างทฤษฎีสมคมคิด น่าจะมองเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้งกว่าใคร แต่จะทำอะไรได้แค่ไหน เมื่อหัวขบวนของตนเองก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมถูกลอบสังหาร ต่อให้รอดตายก็ใช่ว่าหัวใจจะกล้าดังดวงเดิม
 
ส่วนขบวนการเสื้อแดงเอง น่าจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองในฐานะผู้จะเป็นเหยื่ออันดับแรก
 
สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว ขอให้วันที่ 17 สิงหาคม 2552 ซึ่งกำหนดให้เป็นวันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เป็นทางแพร่งอันสำคัญ
 
หลังวันนั้น คนเสื้อแดงน่าจะได้ลองวางทักษิณลง เพราะไม่ว่าอย่างไร การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทักษิณก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของประชาธิปไตยอันใหญ่ยิ่ง คนเสื้อแดงได้ทักษิณคืนมา ก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หากเราสร้างบ้านแปงเมืองเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสันติ เราจะมีคนเก่งและดีกว่าทักษิณอีกเต็มประเทศ
 
หยุดลัทธิบูชาตัวบุคคล และวางเป้าหมายที่การสร้างระบบ แล้วหันมามองชะตากรรมความเป็นไปดูว่า ทางเดินเดิมๆ ของเสื้อแดงนั้นจะไปอย่างไรต่อได้
 
วางทักษิณลงแล้วหยิบเป้าหมายที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ขึ้นมา และกำหนดเส้นทางเพื่อพลิกฟื้นมันอย่างสร้างสรรค์และสันติ
 
อย่าคิดว่า เหล่า ‘อำมาตย์’ จะไม่กล้าปิดประเทศล้อมปราบ เพราะเขาไม่เสียอะไรเลย มิหนำซ้ำ นั่นคือความมั่นคงและยั่งยืนของเขา

 

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์