ใบตองแห้งออนไลน์: นีโอชาตินิยม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เวลาเราพูดถึงการปลุกชาตินิยมในกรณีปราสาทพระวิหาร และการปะทะกับเขมร ผมมีความรู้สึกว่า มันไม่ใช่แค่ “การเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ มาเป็นของตน”

นี่ไม่ใช่จะโต้แย้งธงชัย วินิจจะกูล นะครับ แค่อยากเสริมตะหาก เพราะผมรู้สึกว่ามันยังเป็นการ “โหน” ความเป็นมหาอำนาจของเจ้ากรุงเทพฯ หรือเจ้าอยุธยา ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้สืบเชื้อสายจาก “คนไทย” ยุคพระนเรศวร หรือแม้แต่ “คนไทย” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งก็ซมซานมาจากฮกเกี้ยน ไหหลำ ส่วนหนึ่งก็เป็นคนล้านนา ล้านช้าง ที่กลายเป็น “คนไทย” เพราะอังกฤษ ฝรั่งเศส มหาอำนาจผู้รุกราน ขีดเส้นเอาแผ่นดินของเขาไป แล้วแบ่งส่วนหนึ่งมาให้สยาม ก่อกำเนิดรัฐชาติในรัชกาลที่ห้า (ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยังมีการต่อต้าน ก่อกบฎเงี้ยว กบฎผีบุญ)
 

แต่แบบว่าเป็น “คนไทย” แล้วมันมีหน้ามีตากับประวัติศาสตร์ชาติมหาอำนาจ ผู้ตัดหัวพระยาละแวกเอาเลือดล้างเท้า หรือยกทัพไปเผาเมืองเวียงจันทน์ จับเจ้าอนุวงศ์มาใส่กรงขังจนกระอักเลือดตาย ราวกับนั่นเป็นผลงานของบรรพบุรุษตน ทั้งที่บรรพบุรุษของตัวเองอาจเป็นพวกที่ถูกฆ่าตาย แล้วลูกเมียถูกกวาดต้อนเป็นเชลยมาก็ได้ 

ก็คล้ายๆ กับกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ ที่พวกคลั่งชาติไล่คนมลายูมุสลิมว่าถ้าไม่อยากเป็นคนไทยให้ออกไปจากแผ่นดิน นี้เสีย ทั้งที่เป็นแผ่นดินของเขา สยามต่างหากล่ะที่ไปตีเขามาเป็นเมืองขึ้น 

ผมเพิ่งเปิดดูเว็บไซต์ที่มีคนทำแผนที่ “ไทยเสียดินแดน 14 ครั้ง” ตั้งแต่ทวาย มะริด ตะนาวศรี เชียงตุง สิบสองปันนา สิบสองจุไท ฯลฯ มาจนเสียมราฐ พระตะบอง ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ระบายความเจ็บปวดชั่วลูกชั่วหลานปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

เห็นแล้วอึ้ง ทึ่ง อดไม่ได้ที่จะเคลิ้มฝันตามไปด้วยว่า นี่ถ้าเราไม่ “เสียดินแดน” ป่านนี้ประเทศไทยคงมีอาณาเขตตั้งแต่เทือกเขาอัลไตลงไปจดช่องแคบมะละกา จากมหาสมุทรอินเดียไปจดทะเลตังเกี๋ย เป็นมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่แห่งอุษาคเณย์ พอฟัดพอเหวี่ยงกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น

อันที่จริงไม่น่าใช่แค่ 14 ครั้งนะครับ ถ้านับตั้งแต่สมัยขงเบ้งทำสงครามปราบเบ้งเฮ็ก มันอาจจะ 15-16 ครั้งด้วยซ้ำ (ขงเบ้งนี่โคตรโหด หลอกทหารเกราะหวายของลุดตัดกุดไปเผาทั้งเป็น บรรพบุรุษเรานะนั่น น่าจะหาพยานหลักฐานไปฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศในฐานะอาชญากรสงคราม)

พวกชาตินิยมบางรายก็ทำทีเป็นรักสันติ เช่นโทษฝรั่งเศสเป็นตัวการทำให้ไทยกับเขมรทะเลาะกัน โห ไม่คิดเลยหรือว่าถ้าไม่มีฝรั่งเศส เขมรก็ต้องทำ “สงครามกู้ชาติ” เอาเสียมราฐ พระตะบองคืน แม้แต่ชาวภูมิซรอลก็คงต้องจับดาบจับปืนสู้กับกองทัพไทยเพื่อกลับไปรวมชาติ เป็นเอกราช (เดียนเบียนฟูก็จะกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างเวียดนามกับไทย เพราะเดียนเบียนฟูคือเมืองแถง หรือเมืองแถน ในแคว้นสิบสองจุไท)

อย่างไรก็ดี ผมตั้งข้อสังเกตว่า ความคิดชาตินิยมที่เอามาเป็น “จุดขาย” ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ความภาคภูมิหรือเจ็บปวดไปกับเจ้ากรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกความรู้สึกว่าเราถูกมหาอำนาจรังแกอย่าง “ไม่ยุติเธรรม” รังแกไปแล้ว ยังจะรังแกอีก ทั้งที่เราเป็นผู้รักสงบ รักสันติ นอกจากนี้ยังสอดไส้ความรู้สึกต่อต้านทุนข้ามชาติ ว่าจะอาศัยเขมรเข้ามาเอารัดเอาเปรียบเรา

ผมอยากเรียกว่านีโอชาตินิยม เพราะเราอยู่ในยุคของนีโอคอนเซอร์เวทีฟ ที่คนเคยเป็นฝ่ายซ้าย เคยชูธงสากลนิยม กลับปลุกระดมชาตินิยม แบบเดียวกับเคยเรียกร้องเสรีประชาธิปไตยเย้วๆ ตอนนี้กลับไปเป็นอนุรักษ์นิยม อยากเห็นสังคมสงบสุขอยู่ภายใต้ “อำนาจพิเศษ”

เราอยู่ในยุคที่ “คอมมิวนิสต์ลาดยาว” ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญ จากผลงานชั่วชีวิตที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ช่วยเหลือคนเล็กคนน้อยที่ถูกอำนาจรัฐรังแก แถมยังเคยว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนจำเลยชนะเป็นคดีประวัติศาสตร์

แต่ในวันที่พี่ทองใบ ทองเปาด์ ตาย สิทธิมนุษยชนตกต่ำถึงขีดสุด เพราะนักสิทธิมนุษยชนเลือกข้าง เรามีจำเลยคดีหมิ่นฯ ท่วมศาล มากที่สุดเท่าที่เคยมีในประวัติศาสตร์ไทย เรามีคนเล็กคนน้อยหลายร้อยคน ต้องข้อหาเผาบ้านเผาเมือง แล้วถูกขังลืมโดยไม่ได้ประกันตัวตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

เราอยู่ในยุคที่ “คนกับควาย” ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ “คนกับคน” ถูกยิงตายเกลื่อนกลาดแยกราชประสงค์ เราอยู่ในยุคที่ “ตะวันแดง” กลายเป็นโรงเบียร์ (สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ใครก็ห้ามนำเครื่องหมายการค้า “ตะวันแดง” ไปใช้ ทำซ้ำ หรือลอกเลียนแบบ)

ยุคสมัยเช่นนี้ ความคิดต่างๆ ที่ถูกปลุกขึ้นมาใช้ โดยไม่เลือกว่าเป็นขวาหรือซ้าย สามารถผสมพันธุ์กันได้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง เช่นความคิดปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของปวงชน สนับสนุนรัฐประหาร โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมอ้างศีลธรรมจรรยา อ้างสถาบันสำคัญ ขณะที่ฝ่าย(เคย)ก้าวหน้าก็อ้างการต่อต้านทุนสามานย์ ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ว่าจะรุกรานประชาชนคนเล็กคนน้อยคนชายขอบผู้ด้อยโอกาส

ความคิดชาตินิยมก็เช่นกัน พันธมิตรอ้างว่าพวกเขาไม่ได้คลั่งชาติ แต่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนต่างหาก เพราะหากไม่ยกเลิก MOU ปี 43 เท่ากับยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ซึ่งจะส่งผลให้เสียดินแดนในทะเลที่มีบ่อน้ำมันมูลค่า 5 ล้านล้านบาท แล้วไม่ใช่ว่าเสียให้เขมรนะ แต่เป็นประเทศใหญ่ๆ ที่จะเข้ามาฮุบสัมปทานน้ำม้นในเขมร ทั้งสหรัฐ จีน รัสเซีย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่เข้าไปลงทุนหวังผลประโยชน์ในเขมร จึงจะเข้าข้างเขมรแน่ๆ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม (โห โลกนี้แม่-ไม่ยุติธรรมเลย ทุกชาติรุมกินโต๊ะประเทศไทย ทั้งที่เราเป็นฝ่ายถูกแต่ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ฟังแล้วคับแค้นจนน้ำตาไหล)

พันธมิตรใช้การโจมตีบรรษัทน้ำมัน “ทุนนิยมโลกาภิวัตน์” มาผสมกับความคิดชาตินิยม โจมตีไปได้เรื่อยถึงพวกเฮดจ์ฟันด์เก็งกำไร ก่อนจะกลับมาบอกแม่ยกว่าถ้าเขมรได้บ่อน้ำมันในทะเล บรรษัทยักษ์ใหญ่จะได้ไป แล้วมันจะสูบน้ำมันของไทยให้ไหลไปบ่อเขมรด้วย

ที่จริงพวกกองเชียร์ ปชป.ก็ด่าเขมร ด่ามหาอำนาจ ในทำนองเดียวกัน แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นเพราะ MOU ปี 43 แล้วก็ไม่ยอมรับว่าเป็นเพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์อ่อนแอ ไม่กล้าตอบโต้ ไม่ไล่เขมรออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทำให้เขมรได้ใจ อย่างที่พวก พธม.กล่าวหา

เรื่องน่าขันอีกอย่างคือ พวกชาตินิยมทั้ง พธม.และ ปชป.ต่างก็ด่าฮุนเซนเป็นผู้นำที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เผด็จการ ฉ้อฉล อยู่มานาน 28 ปีเท่าฮอสนีย์ มูบารัค อาศัยกรณีปราสาทพระวิหารมาปลุกชาตินิยมคนเขมร เพื่อหาเสียงและหลอกให้ลืมความทุกข์ยากเดือดร้อน พากันสาปแช่งให้ฮุนเซนถูกประชาชนโค่นล้ม

มันก็มีส่วนจริงครับ แต่น่าขันว่าคนพวกนี้ทำยังกะตัวเองเป็นนักส่งออกประชาธิปไตย ทั้งที่ร่วมมือกันทำรัฐประหารตุลาการภิวัตน์มาหลัดๆ ยังเที่ยวไปวิจารณ์เขา (ระวังฮุนเซนจะโต้ว่า เขมรต้องการประชาธิปไตยแบบเขมรๆ ไม่เอาประชาธิปไตยแบบตะวันตก และไม่เอาประชาธิปไตยแบบไทยๆ)

ในขณะที่ พธม.ยื่นข้อเรียกร้องสุดขั้วสุดโต่ง กระทั่งใครไปทำบุญที่วัดแก้วสิกขาคีราสวาระถือว่า “ขายชาติ” ปชป.และสื่อพลอยพยัก ก็แสร้งทำเป็นโหนกระแสสันติ ไม่ต้องการทำสงคราม ต้องการความสงบ เพื่อค้าขายชายแดน เพื่อร่วมกันพัฒนา (บางคนพูดได้เต็มปากว่าโลกไร้พรมแดน ฮิฮิ วันก่อนเพิ่งขุดเรื่องพระยาละแวกอยู่หลัดๆ) แต่เอาเข้าจริงก็ยังหากินกับชาตินิยม นั่นคือยืนกรานว่ายูเนสโกจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไม่ได้ ถ้าขึ้น ก็ต้องจดทะเบียนร่วมกัน หรือไม่งั้นก็ไม่ต้องขึ้นไปเลยตลอดกัลปาวสาน

ฟังดูเหมือนเข้าท่า จดทะเบียนร่วมกัน อย่าทะเลาะกันเลย เอ้าเฮ้ย ตกลงปราสาทพระวิหารเป็นของใคร ลองเอาหัวเดินต่างตีนเพื่อคิดมุมกลับบ้างสิว่า สมมติศาลโลกตัดสินให้ไทยเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหาร แต่พื้นที่รอบๆ เป็นของเขมร ไทยจะจดทะเบียนมรดกโลก เขมรมีแค่ teen บันไดพญานาคกับผามออีแดง คุณจะยอมให้ขึ้นร่วมกันไหม

ไม่มีทาง ถ้าไทยเป็นเจ้าของ แล้วเขมรมาร้องขอโวยวายให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วม พวกสื่อทั้งหลายคงได้หัวร่อเย้ยหยันกันท้องคัดท้องแข็ง

ฉะนั้นเอาเข้าจริง ข้อเรียกร้องให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน ก็คือความคิดที่ว่า “ปราสาทพระวิหารยังเป็นของกรู” กับอีกอย่างคือ “กรูไม่ได้เมริงก็ต้องไม่ได้” หรืออีกนัยหนึ่ง รางหญ้านี้กรูกินไม่ได้ กรูก็ไม่ให้เมริงกิน

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้ขึ้นทะเบียนร่วม แต่การขึ้นทะเบียนร่วมต้องมาจากความเต็มอกเต็มใจของเขมร ผู้เป็น “เจ้าของ” กรรมทสิทธิ์ในพื้นที่หลัก การขึ้นทะเบียนร่วมต้องมาจากมิตรสัมพันธ์อันดี ช่วยเหลือส่งเสริม ช่วยกันผลักดัน แสดงความใจกว้าง ยอมรับสิทธิของเขา ไม่ใช่เอะอะโวยวาย เตะตัดขา ขัดขวางทุกวิถีทาง ทำยังกะเป็นเจ้าของ หรือเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง

อภิสิทธิ์โทษกรรมการมรดกโลกเป็นตัวปัญหา ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในพื้นที่อ่อนไหว ถามหน่อยว่าเป็นเพราะกรรมการมรดกโลกหรือเพราะความใจแคบของคนไทย ที่อ้างชาตินิยมมาทำลายล้างกันทางการเมือง

แต่อภิสิทธิ์ยอมรับไม่ได้ เพราะตัวเองก็มีส่วนปลุกกระแสคลั่งชาติเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่ยอมรับว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ใครจะว่ามีผลประโยชน์กับทักษิณอย่างไร ฮุนเซนก็ไม่เคยมีปัญหากับรัฐบาลขิงแก่

อภิสิทธิ์ยอมรับไม่ได้ ว่านพดล ปัทมะ ไม่ได้ทำอะไรผิด ในการขีดพื้นที่ตามที่รัฐบาลสฤษดิ์ล้อมรั้วยกให้เขมรไปเมื่อปี 2505 แล้วบอกว่านั่นคือดินแดนเขมรตามคำพิพากษาศาลโลก ยินดีให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก (แต่รัฐไทย-ฝ่ายความมั่นคงทั้งหลาย ถือว่าผิด เพราะทุกรัฐบาลตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยยอมรับคำพิพากษาศาลโลกอย่างเป็นทางการ)

อภิสิทธิ์จะยอมรับได้ไง ในเมื่อเหตุการณ์นั้นเป็นชนวนหนึ่งที่ช่วยให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ

อภิสิทธิ์รู้ดีว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ไม่ได้มีผลเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดน แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพราะความจริงมันไม่ใช่เรื่องดินแดน แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ที่พี่ไทย นักล่าเมืองขึ้นในอดีต จะยอม “เสียหน้า” ให้ลูกหลานพระยาละแวกไม่ได้

อภิสิทธิ์โทษกรรมการมรดกโลก แต่ไม่ยอมรับว่ากระแสคลั่งชาติ 2551 เป็นตัวปัญหา ขณะเดียวกันก็มีความเก่งกาจอย่างน่าอึ้ง ทึ่ง ที่สามารถถีบหัวเกรียนๆ ของพวกคลั่งชาติไปตากแห้งเหี่ยวเฉาอยู่บนถนนราชดำเนิน โดยตัวเองหันไปโหนกระแสรักสันติแทน

ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยที่ อ.นิธิท่านบอกว่าสังคมไทยมีสติมากขึ้น เพราะถ้ามีสติจริง ต้องย้อนไปมองเห็นว่าเมื่อ 3 ปีก่อนสังคมไทยไร้สติ แต่นี่มันมีสติไม่เฮโลสาระพาไปกับพันธมิตรเพียงเพราะไม่เกลียดรัฐบาลนี้ แล้วก็คล้อยไปตามวาทกรรมขวัญใจจริตนิยม เชียร์รัฐบาล เชียร์กองทัพ แม้จะไม่ได้บอกว่าให้บุกยึดกรุงพนมเปญ แต่ก็เชียร์ให้ “สั่งสอน” เขมรผู้บังอาจ

แน่นอน การปะทะกันครั้งนี้เขมรยิงก่อน เขมรเล่นเล่ห์ เดินเกมการเมืองระหว่างประเทศมาตั้งแต่ 7 คนไทยเดินไปให้จับ แต่พูดให้ถึงที่สุด ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายมันเริ่มมาตั้งแต่เรา “เตะตัดขา” เขาไม่ใช่หรือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้จดทะเบียนมรดกโลก (ที่จริงเขาจดไปแล้ว) ไม่ให้ผู้แทนยูเนสโกมาสำรวจปราสาท ส่วนพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่เขมรเข้ามายึดครอง มันเป็นปัญหามาตั้งแต่ก่อนมี MOU ปี 43 แล้ว เกือบ 20 ปีที่โต้แย้งกัน เจรจากัน ก็ไม่เคยถึงขั้นปะทะกัน

ฮุนเซนยื่นเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคงสำเร็จ แม้จะ “ตีกลับ” มาให้เจรจาทวิภาคีโดยมีอินโดนีเซีย ประธานอาเซียนเป็นพี่เลี้ยง ถามว่าฮุนเซนชนะหรือแพ้ ถ้าเป็นกองเชียร์ ปชป.ก็บอกว่าฮุนเซนแพ้ ถ้าเป็นพวกพันธมิตร ก็บอกว่าฮุนเซนชนะ สนุกจริงๆ กับการมองโลกจากคนละมุม อย่างไรก็ดี เคสนี้ผมเห็นด้วยกับพันธมิตรมากกว่า เพราะฮุนเซนเข้าเป้าแล้วในการที่คณะมนตรีความมั่นคงรับเรื่อง ถ้าเจรจาทวิภาคีไม่สำเร็จ ต่อไปมีปัญหาบานปลาย ก็ต้องกลับเข้าไปที่ UN (ซึ่งถ้า UN รับพิจารณา พวกชาตินิยมก็จะร้องโวยวายว่า UN ไม่ใช่พ่อ)

สื่อไทยโจมตีฮุนเซน แล้วพูดเป็นตุเป็นตะ ว่าถ้าเปลี่ยนผู้นำจากฮุนเซน เขมรกับไทยจะคุยกันรู้เรื่อง ไม่คิดบ้างหรือว่าถ้าเปลี่ยนผู้นำจากอภิสิทธิ์-กษิต เขมรกับไทยอาจคุยกันรู้เรื่องมากกว่า

สถานการณ์มาถึงตอนนี้ ฮุนเซนประกาศยื่นตีความคำตัดสินศาลโลก เพื่อเอา teen บันไดพญานาคกับสระตราว ผามออีแดง ให้ครบวงจร พร้อมขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามที่นักวิชาการพันธมิตรชี้ไว้ว่าถ้าไม่มีบริเวณ โดยรอบก็ขึ้นทะเบียนไม่ได้ รัฐบาลจะทำอย่างไรนอกจากยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมให้ขึ้นมรดกโลก

ที่น่าสนใจกว่าคือ พันธมิตรจะหาทางลงอย่างไร เพราะอยู่ไปก็ปลุกกระแสไม่ขึ้น ผมสันนิษฐานว่าน่าจะมี 2 แนวทางคือ หนึ่ง ขอดีเบตกับนายกฯ แล้วก็ฉวยโอกาสอ้างว่าบรรลุเป้าหมาย บ๊ายบายก่อน วันหน้าเราจะมาใหม่ สอง มหาจำลองยอมให้อุ้ม หรือเดินไปให้จับ

อย่างไรก็ดี มหาจำลองยังไม่น่าห่วงเท่า วีระ สมความคิด กับราตรี พิพัฒนไพบูลย์ ซึ่งกลายเป็นตัวประกันในกรณีพิพาทชาตินิยม ฮุนเซนเอาทั้งสองคนเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่รัฐบาลไม่ยอมต่อรองแน่

ชีวิตคนสิน่าเป็นห่วงกว่าผืนดิน ไม่ว่าเขาจะเป็นใครฝ่ายไหน ไงๆ พวกแกนนำเสื้อแดงที่ (เชื่อกันว่า) หลบไปอยู่ในเขมร ก็หิ้วโอยัวะไปเยี่ยมวีระบ้างนะครับ (หรือถ้าใครจะช่วยเจรจาเขมรให้ปล่อยตัวได้ จะยิ่งดี เป็นการตบหน้ารัฐบาลไทย)

 

                                                                                                                          ใบตองแห้ง

                                                                                                                          19 ก.พ.54

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

พื้นที่ประชาสัมพันธ์