สุจิตต์ วงษ์เทศ: นมเด็กสาว 3 คน

สังคมดัดจริตดีดดิ้น, ปากว่าตาขยิบ, เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง, ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง, ฯลฯ

แค่เด็กสาว 3 คนที่มีพฤติกรรมตามการหล่อหลอมของสังคมเองที่กระตุ้นให้เปิดอก อวดนม บนถนน (ย่านค้าโลกีย์ของผู้ดีส้นตีนแดง ตะแคงตีนเดิน) ก็ตีอกชกหัวจะเป็นจะตาย พากันลงโทษเด็กว่าทำลายอะไรต่อมิอะไรที่ผู้ใหญ่เฮงซวย จะรังสรรค์สำรากออกมาให้หรูๆ แต่ไม่ยอมพูดความจริงว่าสิ่งระยำอัปรีย์ที่มีในสังคมกรุงเทพฯ ล้วนเป็นของผู้ดี มีอำนาจสร้างไว้ ได้ทำลายผู้คนสังคมไทยมานานนักหนา แล้วยังทำลายอยู่และจะทำลายต่อไป

นิตยสารไทม์ออนไลน์ ให้ความสำคัญกรณีเด็กสาว 3 คน เปลือยอกเต้นโชว์นม ในงานสงกรานต์ บนถนนสีลม ถูกสังคมคนชั้นนำ เช่น รัฐมนตรี, ปลัดกระทรวง, ฯลฯ ประณามว่าดูหมิ่นวัฒนธรรมอันดีงามของไทย เป็นเรื่องน่าละอายต่ออารยประเทศ จึงเสนอบทความแสดงความคิดเห็นของนักเขียนต่างชาติคนหนึ่ง (มีคำแปลสรุปย่ออยู่ในคอลัมน์โลกมองไทย ของ โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 25 เมษายน 2554 วิเคราะห์เศรษฐกิจ หน้า 3) ตอบโต้คนชั้นนำของไทย มีใจความสรุปว่า

"ในความเป็นจริงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องธุรกิจบริการทางเพศอยู่แล้แม้ว่าไทยจะไม่ยอมรับ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยออกมาตรการใดๆ ที่เด็ดขาดถาวรมาจัดการควบคุมธุรกิจประเภทนี้  ตรงกันข้ามกลับปล่อยปละให้เติบโตเบ่งบานจนกลายเป็นศูนย์การค้าเซ็กซ์แห่งใหญ่ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลาง  
ยิ่งกว่านั้นสถานที่วัยรุ่นทั้งสามปฏิบัติการก็อยู่ไม่ไกลจากย่านพัฒนพงศ์ที่ได้ ชื่อว่าเป็นแหล่งค้ากามยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งยินดีควักเศษดอลลาร์เพื่อซื้อบริการจากหญิงคนไทย ฯลฯ ที่บางครั้งเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์  
ภาพการค้าบริการเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้และถูกต้องตามกฎหมาย แม้มีบางส่วนไม่ยอมรับก็ตาม  
ดังนั้น ข่าวครึกโครมของเด็กสาว 3 คน เต้นอวดนม จึงไม่ได้ก่อให้เกิดผลอันใด เว้นเสียแต่ช่วยให้นักการเมืองไทยได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย"

ที่พวกดัดจริตดีดดิ้นโทษเด็กสาว 3 คน สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ไทย จึงไม่เป็นความจริง

เพราะที่จริงแล้วพวกดัดจริตดีดดิ้นนั่นแหละ ทำภาพลักษณ์ระยำให้ไทยมานานมาก นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา เห็นได้จากซ่องถูกต้องตามกฎหมายในนาม อาบ อบ นวด มีทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้างวัดและหน้าโรงเรียน

วันนั้นเด็กสาว 3 คน อยู่ท่ามกลางฝูงชนเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ประเพณีสงกรานต์ที่มีมาแต่แรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว ยกย่องเป็น“เทศกาลปลดปล่อย”ทุกคนละเมิดข้อห้ามได้ ไม่ถือเป็นผิด แต่ต้องไม่ทำร้ายให้คนอื่นเดือดร้อนทางร่างกาย เช่น 

เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า 

เจ้าคุณอนุมานราชธน เขียนเล่าว่าพระเณรแข่งเกวียน, แข่งควาย, แข่งเรือ ก็มีเล่นสาดน้ำสงกรานต์ก็ได้ ล่าสุดยังมีทั่วไปในล้านนาและสิบสองพันนา

ครั้งนั้นไม่มีใครดัดจริตดีดดิ้นประณามใคร เพราะ“ความเป็นไทย”แบบฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบ ตอนนั้นยังไม่มีหรือมีน้อย จึงมีแต่“ความเป็นคน”ปกติธรรมดา

Comments

ปิดเถอะ มหาลัย จะเปิดสอน

ปิดเถอะ มหาลัย
จะเปิดสอน ไปทำไม ให้อายหมา
เด็กมันรู้นอกห้องเรียน เวียนกันมา
ยามค่ำคืน ติววิชา ไม่หลับนอน

ทั้งไนท์คลับ ผับบาร์ คาราโอเกะ
เรียนกันเละ ลองทำ ไม่ต้องสอน
เด็กรุ่นใหม่ เปรื่องปราด ลายพาดกลอน
ทั่วนาคร ลือเลื่อง นี่เมืองไทย

ผู้ใหญ่นำ เด็กตาม ดูงามหน้า
เรียนกันโก้ การศึกษา อัธยาศัย
ตามฝรั่ง เสรี ทุกที่ไป
พัทยาของไอ ทั้งพัีฒพงศ์

มีใครกล้า ท้าสิด ทิสัตรี
มีศักดิศรี เท่าชาย อย่าทำหลง
สยามเคย มียิ้ม วันนี้คง
โลกฟันธง เรตเอกซ์ เมืองเซ็กโชว์

สุจิตต์ วงษ์เทศ

[quote=สุจิตต์ วงษ์เทศ]เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า[/quote]

อะไรที่มันรู้มาว่าทำผิดมาก่อน เมื่อแล้วมีคนเตือนก็ควรจะปรับเปลี่ยนนะครับอาจารย์ อย่างที่อาจารย์เคยเห็นตอนเด็ก ๆ งี้ ปัจจุบันเค้าคงรู้แล้วละครับว่าผิด เที่ยวจับพระถอนหมอย แลกค่าเหล้า บัดสีมากครับ เมาอย่างหมา เป็นผู้หญิงซะด้วยนะ ไม่ทราบอาจารย์ดั้งเดิมเป็นคนแถวไหนครับอยากบอกคนแถวบ้านอาจารย์นี้จัญไรมากมายเลยครับ แถวบ้านผมสงกรานต์เล่นกันแค่วันเดียว วันที่สองใครโง่เสือกไปเอาน้ำสาดคนอื่นมีหวังโดนเตะยอดหน้า และก็ไม่มีใครบ้าไปจับพระหรือนมลูกสาวใครทุก ๆ คนที่เล่นมีสติครับ แต่ก็มีบ้างที่นอกลู่นอกทาง ผิดนิด ๆ ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ด่าว่า ตักเตือน ผิดมากๆ เข้าก็แจ้งตำรวจ ไม่ก็เอาปืนยิงกระบาลตายโหงไปเลย แต่ไม่มีอะไรอัปปรีย์จัญไรอย่างบ้านอาจารย์สมัยเด็ก ๆ ครับจับพระถอนหมอยแลกค่าเหล่านี้ อาจารย์ยังมองว่าปรกติอีกเหลอครับ เออว่ะครับ อาจารย์ใช้หมอยคิดแทนสมองแล้วครับ

สงกรานต์มันไม่ใช่เทศกาลปลดปล่อยความเถื่อนดิบทางสัญชาตญาณอย่างที่อาจารย์พล่ามหรอกนะครับ ผมก็อายุมาเกือบ 30 แล้วผมยังไม่เคยไปปลดปล่อยห่าไรเลยในวันสงกรานต์ ไม่ว่าทำห่าไรทั้งนั้นแหละครับในสังคม มันต้องรู้จักการยั้งคิดมีสามัญสำนึกถึงอะไรก็ได้ที่นึกได้แล้วให้สติว่าทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วมันจะผิด ผิดต่อสังคม กฎระเบียบสังคม รวมทั้งกฎหมาย

คนปากว่าตาขยิบ ประมาณว่าด่าเค้าแต่โหลดคลิปมาเก็บไว้ดูมีครับ แต่คนส่วนนี้เป็นก็ยังดีกว่าไอ้แก่ชอบเด็กแล้วยืนเชียร์อยู่ข้างรถ ว่าถอดเลย ๆๆ เพราะอย่างน้อยเค้ายังมีจิตสำนึกว่าส่วนเป็นการกระทำผิดต่อระเบียบทางสังคม แต่ส่วนตัวชอบโหลดคลิปมาดูไรประมาณนี้

ถ้าอาจารย์เห็นว่าดีว่างาม ปีหน้าืมพากพวกหลานสาว ๆ ลูกสาวของอาจารย์ไปยืนเปิดนมแก้ผ้าโชว์กันนะครับ

ป.ล. ทัสนคติมองไรเอาแต่ใจตัวเองว่าถูก บวกประสบการวัยเด็กอันอัปปรีย์(ยืนมองสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดเสาถอนหมอยแล้วไม่ช่วย ยืนขำด้วย) ไม่ควรจะมาแสดงทัศนอะไรทางสังคมหรอกครับ อย่างอาจารย์มันเหมาะกะการขุดหม้อเก่า ๆ มาปัดฝุ่นแล้วเขียนหนังสือขายให้โรงพิมพ์มติชนนะดีแล้วครับ

เปลี่ยนชื่อรัฐ โสเภณี

เปลี่ยนชื่อรัฐ โสเภณี กะหรี่ชาติ
หากมีใคร ว่าอุบาทว์ ห้ามโมโห
ก็เม็ดเงิน เข้ามา ก้อนใหญ่โต
อย่าแอบอ้าง พาโล ท่องเที่ยวไทย

อันดับหนึ่ง ดึงแขก ล้วนแปลกหน้า
คำถามว่า มึงนะ เงินมีไหม
ถึงเรือนชาน รับแขก อย่าแปลกใจ
มาวันนี้ หาไม่ได้ คำโบราณ

จากขายตัว ไม่ขายหน้า พานำชาติ
เพียงเก็บกวาด บ้านช่อง เตรียมของหวาน
เมื่อยามแขก เข้ามา ทำกราบกราน
แล้วล้างผลาญ เผาขน จนหมดตัว

นักการเมือง เจ้ากรรม อ้างอำนาจ
ล้วนกินขาด แลบลิ้น ปลิ้นถึงหัว
แย่งกันกอบ โกงกิน พี่ไม่กลัว
มันโคตรชั่ว เปิดซ่อง แล้วครองเมือง

ผมชอบวลีที่กล่าวว่า

ผมชอบวลีที่กล่าวว่า สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการปลดปล่อย จากประสบการณ์ที่เกิดมา ๖๕ ปีบนโลกเบี้ยวใบนี้ได้พบเห็นงานสงกรานต์ทั้งในชนบทและในเมืองมาทั่วประเทศ เห็นด้วยจริงๆกับคำว่าสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการปลดปล่อย ตอนเป็นเด็กเห็นรุ่นพี่เล่นกันสนุกสนานถูกเนี้อถูกตัวกันบ้างก็ไม่เคยเห็นใครร้องโวยวายว่าได้รับความอับอายเสียหายมิหนำซ้ำบางคนบางคู่ยังพัฒนาต่อยอดสร้างความสัมพันธ์จนถึงขั้นสู่ขอเป็นผัวเมียตั้งครอบครัวมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองจนถึงวันนี้ ครั้นโตเป็นหนุ่มก็เล่นสงกรานต์แบบปลดปล่อยปะแป้งสาวบ้างจับมือถือแขนบ้างถูกสาวๆจับถอดเสื้อผ้าเหลือแต่กางเกงชั้นในบ้างก็ผ่านเหตุการณ์วันนั้นมาได้ จนถึงวันนี้สูงวัยแล้วไม่ได้เล่นสงกรานต์แล้วนั่งดูลูกหลานเขาเล่นกันก็สนุกครึ้นเครงไปกับเขาและยังไม่เห็นมีคนตายจากการเล่นสงกรานต์แบบปลดปล่อย ที่ตายก็เพราะอุบัติเหตุเท่านั้น ดังนั้นผมจึงไม่โทษเด็กผู้หญิงสามคนนั้นเพราะมันพัฒนามาจากเทศกาลปลดปล่อยดั้งเดิม และการจับปรับและประนามเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ และเกินเหตุสิ่งสำคัญคือรัฐอยากให้เทศกาลนี้พัฒนาไปอย่างไรก็ต้องออกมาตรการและคำแนะนำโดยเฉพาะ จนท.ที่เกี่ยวข้องกับวัฒธรรมต้องออกมาป้องปรามแนะนำตั้งแต่ต้นรณรงค์เสียก่อน มิใช่ปล่อยให้เหตุเกิดแล้วมาตามหาผู้กระทำผิด เอาเด็กมาสวมไอ้โมงแถลงข่าวเหมือนกับว่าเด็กเป็นอาชญากรฆ่าคนตาย พวกเรามักปากว่าตาขยิบ ปล่อยให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางบริการทางเซกค์โด่งดังไปทั่วโลกเพื่อหวังรายได้จากการท่องเที่ยว แต่โวยวายกับการเต้นวับๆแวมๆของเด็ก พวกเรามักมีวัฒธรรมที่ขัดแย้งกันอย่างนี้เสมอ

แก่แล้วยังเสือกโง่อีก

แก่แล้วยังเสือกโง่อีก สนับสนุนความไร้อารยธรรม คอมมเมนต์ตาอก่ข้างบน

คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ

คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าสงกรานต์คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย (ห่าไรก็ตาม) แล้วมึงทั้งหลาย เข้าใจว่าถูก ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายช่วงเวลาชีวิตที่มึงทั้งหลายได้หายใจทิ้งทำลายชั้นบรรยากาศโลกจริง ๆ แต่ละคนหัวหงอกหัวดำ หมอยสองสีกันแล้ว(หัวก็สองสีเหมือน ๆ กันกะหมอย) ยังเสรือกโง่เข้าใจไรผิด ๆ

เหมือนกันกับคนโง่ที่เข้าใจผิดว่าวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักคือวันแห่งการเสียตัว

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ]คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าสงกรานต์คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย (ห่าไรก็ตาม) แล้วมึงทั้งหลาย เข้าใจว่าถูก ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายช่วงเวลาชีวิตที่มึงทั้งหลายได้หายใจทิ้งทำลายชั้นบรรยากาศโลกจริง ๆ แต่ละคนหัวหงอกหัวดำ หมอยสองสีกันแล้ว(หัวก็สองสีเหมือน ๆ กันกะหมอย) ยังเสรือกโง่เข้าใจไรผิด ๆ

เหมือนกันกับคนโง่ที่เข้าใจผิดว่าวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักคือวันแห่งการเสียตัว[/quote]
Hey man, wake up and accept the facts. Don't act stupid like you don't know what is going on in our society. Maybe, you are really dumb.

เล่นรัก

เล่นรัก เลิกรบ
....แก้ผ้าดีกว่าฆ่ากัน จริงไหม หรือใครเถียง?

Thai Overseas wrote:กูเองแหละ

[quote=Thai Overseas][quote=กูเองแหละ]คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าสงกรานต์คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย (ห่าไรก็ตาม) แล้วมึงทั้งหลาย เข้าใจว่าถูก ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายช่วงเวลาชีวิตที่มึงทั้งหลายได้หายใจทิ้งทำลายชั้นบรรยากาศโลกจริง ๆ แต่ละคนหัวหงอกหัวดำ หมอยสองสีกันแล้ว(หัวก็สองสีเหมือน ๆ กันกะหมอย) ยังเสรือกโง่เข้าใจไรผิด ๆ

เหมือนกันกับคนโง่ที่เข้าใจผิดว่าวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักคือวันแห่งการเสียตัว[/quote]
Hey man, wake up and accept the facts. Don't act stupid like you don't know what is going on in our society. Maybe, you are really dumb.[/quote]

fact แบบสัตว์ๆ มึงยังจะให้ยอมรับรึไง หรือมึงจะอ้างเสรีภาพแบบพวกไม่เต็มแถวนี้

แนะนำ videos : muslim women

แนะนำ videos :
muslim women abused
child abused

-- Muslim girl attempted suicide at age 11 because of pedophilia
-- Young Afghan girls who are gang-raped by warlord
-- Young Muslim girl age 12 abused by her husband
-- Indian girl age 6 raped by her father
-- Temple prostitution in India-A Shocking Video.WMV
-- Child Sexual Exploitation in Asia
-- MSNBC Children for Sex

ทีนี้ลองคิดเปรียบเทียบนะคะ หลังจากคุณดู Video จาก Youtube คุณรู้สึกอย่างไร
คุณอยากข่มขืนบุคคลใกล้ตัว หรือบุคคลในครอบครัวหรือไม่
ถ้าไม่...คุณจะช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ของเด็กและสตรีได้อย่างไร

เปรียบเทียบกับเด็กสามคนที่มีอิสระในการโชว์หน้าอกกลางสี่แยก
คุณผู้ชายทั้งหลายดูแล้วต้องการปลดเปลื้องความใคร่หรือไม่ อย่างไร กับใคร?
เด็กและสตรีที่ใกล้ตัวคุณ...จะปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางเพศหรือไม่

แล้วอาชญากรหื่นกาม พวกข่มขืนฆ่าล่ะ จะออกล่าเหยื่อในค่ำคืนนั้นหรือไม่...

Thai Overseas wrote:กูเองแหละ

[quote=Thai Overseas][quote=กูเองแหละ]คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าสงกรานต์คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย (ห่าไรก็ตาม) แล้วมึงทั้งหลาย เข้าใจว่าถูก ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายช่วงเวลาชีวิตที่มึงทั้งหลายได้หายใจทิ้งทำลายชั้นบรรยากาศโลกจริง ๆ แต่ละคนหัวหงอกหัวดำ หมอยสองสีกันแล้ว(หัวก็สองสีเหมือน ๆ กันกะหมอย) ยังเสรือกโง่เข้าใจไรผิด ๆ

เหมือนกันกับคนโง่ที่เข้าใจผิดว่าวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักคือวันแห่งการเสียตัว[/quote]
Hey man, wake up and accept the facts. Don't act stupid like you don't know what is going on in our society. Maybe, you are really dumb.[/quote]

อ้ายฉิบหาย ประเด็นคนไทยเสือกแสดงความเห็นฝรั่ง อ้ายเปรต ฟามจริงห่าบ้านพ่อมมึงดิ ตีความซะเลอะเทอะอ้ายสัตว์ เด็กแก้ผ้าโชว์ มึงว่าดีว่างาม ก็พาลูกสาว พาเมียมึงไปยืนแก้ดิไอ้ห่า

เอาแค่นี้พอ อะไรเกิดในสังคมกูรู้ดี ดีกว่ามึงอีก กะหรี่เค้าแก่ผ้าโชว์กัน ก็เป็นที่เป็นทาง และก็เพื่ออาชีพเพื่อความอยู่รอดเค้า

ไม่เหมือนอีดอกสามสาวนั้น แม่งเอ้ย อายุน้อย ๆ แค่สิบต้น ๆ เสือกแรด ไปยืนแก้ผ้า เปลือยนม พ่อแม่ไม่สั่งสอน เด็กจันไร แม่งควาย เทศกาลแห่งการปลดปล่อย ไอ้สัตว์โง่จริง แก่ไม่แก่เปล่า แก่แล้วโง่ด้วย สัตว์

ของจัญไร ๆ เสือกบอกไม่ผิด เพราะกูชอบมันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อ้ายฟายเอ้ย แต่พอไรเปลี่ยนแล้วแม่งไม่ชอบ ก่นด่ากันใหญ่ เช่น พระกระเทย เณรกระเทยเซิงดีดไหนี้เป็นต้น มึง ๆๆๆ ทั้งหลาย ทั้งหัวหอกและหมอยหอก หัดทำไรเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งหนึุ่งถ้าจัญไรแล้วพวกมึงรับได้ มึงก็ต้องรับความจัญไรอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ให้ได้หมด ไอ้สัตว์ (โดยไม่คำนึงหลักการ ความถูกต้อง)

ส่วนกูไม่ กูไม่เปรตอย่างวกมึง แม่งไรไม่เข้าเรื่องผิดหลักการ กูไม่เอาด้วย ทั้งเณรเปรตดีดไห และอีกกะหรี่เด็กแก้ผ้าสงกรานต์ จำไว้ อั้ยสัตว์

ยกมาจากความเห็นท้ายบท บทความ

ยกมาจากความเห็นท้ายบท บทความ เปลือยอก, ภาษากาย และมรดกแห่งรัฐราชานิยม

บางบทความเสนอว่า ทุกคนต้องทัดเทียม ต้องไม่มีแบ่งชนชั้น ไม่มีกรรมกร-นายทุน ลูกขุนมูลนาย ไม่มีเจ้าบ่าวไพร่
ไม่มีกลาง-ต่ำ-สูง ไม่มีสี ไม่มีสูงศักดิ์ และแม้แต่ไม่มีศาสดา ----ต้องเสมอภาค--เท่าเทียม
บางบทความก็เสนอในสิ่งที่ตรงข้าม เสนอว่าความทัดเทียมกันในโลกนี้ไม่มี ใครมือยาวสาวได้สาวเอา เงินคือพระเจ้า งานคือเงิน เงินคืองาน เงินต่อเงิน ทำมากก็ได้มาก ทำมากก็มีมาก ด้านได้อายอด อยากรวยต้องเป็นนักฆ่า อยากมีหน้าตาก็ต้องไขว่คว้าหาโอกาส ต้องต่อสู้ทุกรูปแบบ ต้องเอาตัวให้รอด ฯลฯ
ส่วนบางบทความก็บอกให้ยึดศาสนา ละโลภ โกรธ หลง .....ปลงทุกขัง อนิจจัง อนัตตา...ว่ากันไป
เกือบทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องความคิด ความชอบ ความฝัน ความทะเยอทะยาน...ที่อาศัย"ความรู้" เฉพาะหน้า/เฉพาะตน
หมายถึงเขียนตามความรู้..ที่ผู้เขียนรู้
แล้วที่ผู้เขียนไม่รู้ล่ะ....จะมั่นใจและยืนยันว่าไม่มี ไม่จริง ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น อย่าด่วนสรุป อย่าทำตัวเป็นศาลตัดสินคดีด้วยทิฐิผิดๆ
ฟังความเห็นผู้อื่นบ้าง
เพื่อจะได้ความรู้ใหม่ๆมาเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง
ส่วนการโพสท์แสดงความคิดเห็นท้ายบทความ...มีความได้เปรียบในเรื่องไม่ต้องควบคุมภาษาตามจรรยาบรรณและฝึกเล่นกับภาษาได้มากกว่า เป็นการฝึกคิดตาม อาจเห็นต่างเห็นถูกผิดได้ ไม่จำเป็นต้องปิดประเด็น
สรุปว่าการแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ รับผิดรับชอบน้อยกว่าผู้เขียนบทความและข้อความในบทความนั้นๆ

ปัจจุบันการสอนภาษาศิลปการสื่อสารฯแผนใหม่
เสนอให้ครูผู้สอนเปิดประเด็นสนทนากับนักเรียน
เพื่อการแลกเปลี่ยนความเห็น แต่ครูไม่ควรสรุปให้นักเรียน
ปล่อยให้นักเรียนถกเถียงหาข้อสรุปเอาเองก่อน ครูไม่ชี้ถูกผิดตั้งแต่ต้นทาง
ในการเขียนบทความก็จะให้อ่านเพื่อระดมความเห็นจากเพื่อน
ให้เพื่อนตั้งคำถาม โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้เขียนเรียนรู้ปัญหาหลังการเขียนว่าผู้คอ่านมี feedback อย่างไร
ผู้เขียนจะรับมือกับคำถามยากๆ พฤติกรรมยากๆจากผู้อ่านได้หรือไม่อย่างไร
เป็นการเตรียมตัวรับปัญหาจากบทความที่ตนเขียน หาข้อดีข้อเสีย
เรียนรู้ว่าจะโน้มน้าวผู้อ่านให้เห็นคล้อยตามบทความได้อย่างไร
เขียนอย่างไรให้น่าสนใจและเป็นที่ยอมรับ บรรลุวัตถุประสงค์ในการเขียนให้ได้ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
ทำอย่างไรพูดเขียนอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงเรื่องการดูหมิ่นเกลียดชัง...และเสี่ยงคุกน้อยที่สุด ผู้อ่านเพลิดเพลินได้ความรู้ฯลฯ
เพราะผู้อ่าน ไม่ได้มีแต่นักเรียนประถมต้น มีระดับอภิมหาศาสดา มีนักปรัชญา ครูบาอาจารย์ และเซียนแสบๆร่วมอ่านอยู่ด้วย

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ...สิ่ง

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ...สิ่งที่เรารับรู้ สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ปรากฎ
มันเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่เราอุตส่าห์พยายามปิดกันเอาไว้แล้ว

ค่านิยมเรื่องเพศ ในสังคมไทยโดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นนั้น
มันได้เปลี่ยนไป ในทางเสื่อมเสียไกลเกินจะเยียวยากันง่ายๆ
มันได้เปลี่ยนไป ไกลกว่าที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายจะรู้และเข้าใจกันได้ง่ายๆ
มันได้เปลี่ยนไป เพราะค่านิยมผิดๆของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายนั่นแหละ
มันได้เปลี่ยนไป เพราะความมักง่ายของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายนั่นแหละ
มันได้เปลี่ยนไป เพราะความเห็นแก่ได้ของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายนั่นแหละ

ปล่อยให้มีซ่องโสเภณี สถานบันเทิงเริงรมย์ เต็มบ้านเต็มเมือง
หนึ่งในลูกค้านั้นก็คือผู้หลักผู้ใหญ่อีกนั่นแหละ

ละครทีวีก็มีแต่เรื่องน้ำเน่า กุ้งปูปลาหอยเน่า เต็มจอไปหมด
นางเอก นางไม่เอก ออกมากรี๊ดๆๆๆ จนลำโพงทีวีจะแตกเป็นเครื่องๆ

พอได้ยินได้ฟังเรื่องการทำแท้งไม่กี่พันราย
พอได้ดูได้เห็นเด็กเต้นโชว์นมหน่อยเดียว...ทำเป็นทนไม่ได้
ที่โชว์หอยขย้ำไข่ไม่เห็นเป็นไร...ปล่อยให้โชว์กันอยู่ได้
เมืองไทยโด่งดังไปทั่วทุกซอกทุกหลืบของโลกตั้งนานแล้ว
เขาอุตส่าห์ให้เกียรติ ว่าแบ้งคอกเป็นเมืองหลวงของโสเภณีโลก
...ยังจะไปโกรธเขาอีกแนะ

วรรณกรรม วรรณคดีไทย ก็มีแต่พระเอกโชว์อ๊อฟ มีหลายเมีย
แล้วจะให้ชายไทยมีค่านิยมผัวเดียวเมียเดียวได้อย่างไร
ดูเปรียบเทียบกับวรรณกรรมอิมพอร์ตอย่างรามเกียรติ์
องค์อวตารของเทพเจ้ายังมีนางสีดาคนเดียวเลย

พูดไปก็เท่านั้น...อยู่เฉยๆดีกว่าเรา

กูเองแหละ wrote:Thai Overseas

[quote=กูเองแหละ][quote=Thai Overseas][quote=กูเองแหละ]คนโง่มักถือและเข้าใจไรผิด ๆ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ถ้าสงกรานต์คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย (ห่าไรก็ตาม) แล้วมึงทั้งหลาย เข้าใจว่าถูก ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายช่วงเวลาชีวิตที่มึงทั้งหลายได้หายใจทิ้งทำลายชั้นบรรยากาศโลกจริง ๆ แต่ละคนหัวหงอกหัวดำ หมอยสองสีกันแล้ว(หัวก็สองสีเหมือน ๆ กันกะหมอย) ยังเสรือกโง่เข้าใจไรผิด ๆ

เหมือนกันกับคนโง่ที่เข้าใจผิดว่าวันที่ 14 กุมภา วันแห่งความรักคือวันแห่งการเสียตัว[/quote]
Hey man, wake up and accept the facts. Don't act stupid like you don't know what is going on in our society. Maybe, you are really dumb.[/quote]

อ้ายฉิบหาย ประเด็นคนไทยเสือกแสดงความเห็นฝรั่ง อ้ายเปรต ฟามจริงห่าบ้านพ่อมมึงดิ ตีความซะเลอะเทอะอ้ายสัตว์ เด็กแก้ผ้าโชว์ มึงว่าดีว่างาม ก็พาลูกสาว พาเมียมึงไปยืนแก้ดิไอ้ห่า

เอาแค่นี้พอ อะไรเกิดในสังคมกูรู้ดี ดีกว่ามึงอีก กะหรี่เค้าแก่ผ้าโชว์กัน ก็เป็นที่เป็นทาง และก็เพื่ออาชีพเพื่อความอยู่รอดเค้า

ไม่เหมือนอีดอกสามสาวนั้น แม่งเอ้ย อายุน้อย ๆ แค่สิบต้น ๆ เสือกแรด ไปยืนแก้ผ้า เปลือยนม พ่อแม่ไม่สั่งสอน เด็กจันไร แม่งควาย เทศกาลแห่งการปลดปล่อย ไอ้สัตว์โง่จริง แก่ไม่แก่เปล่า แก่แล้วโง่ด้วย สัตว์

ของจัญไร ๆ เสือกบอกไม่ผิด เพราะกูชอบมันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อ้ายฟายเอ้ย แต่พอไรเปลี่ยนแล้วแม่งไม่ชอบ ก่นด่ากันใหญ่ เช่น พระกระเทย เณรกระเทยเซิงดีดไหนี้เป็นต้น มึง ๆๆๆ ทั้งหลาย ทั้งหัวหอกและหมอยหอก หัดทำไรเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งหนึุ่งถ้าจัญไรแล้วพวกมึงรับได้ มึงก็ต้องรับความจัญไรอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ให้ได้หมด ไอ้สัตว์ (โดยไม่คำนึงหลักการ ความถูกต้อง)

ส่วนกูไม่ กูไม่เปรตอย่างวกมึง แม่งไรไม่เข้าเรื่องผิดหลักการ กูไม่เอาด้วย ทั้งเณรเปรตดีดไห และอีกกะหรี่เด็กแก้ผ้าสงกรานต์ จำไว้ อั้ยสัตว์[/quote]

จำได้ว่าเคยเขียน "กู" แล้ว สุดท้ายถูกลบความเห็น... อืม ประชาไทมีสองมาตรฐานหรือเปล่าครับ? ชี้แจงก็ดี

ผู้คนมากมาย

ผู้คนมากมาย ถูกปลูกฝังให้ตัดสินจากสิ่งที่เห็น โดยไม่ต้องคิดย้อนไปถึงสาเหตุ ปัญหาก็เลยเกิด และทุกวันนี้ปัญหาที่เกิดก็มาจากตรรกะที่ว่ากฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นล้วนมาจากจินตภาพของผู้ที่ไม่ได้สัมผัสกับเบื้องลึกแห่งความจริง

ท่านกูเองแหละ

ท่านกูเองแหละ กล้าๆหน่อยอย่ายืนแอบอยูหลังโบสถแล้วตระโกนด่าว่าคนอื่นด้วยคำหยาบคายทำตัวเป็นผู้มีวัฒธรรมสูงสำเนียงส่อภาษากริยาส่อตระกูล

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ]ขึ้นมายืนบนหลังคาเลยละ ไม่ได้แอบ[/quote]

ทั่นกูตอบซะด้วยเซะว่า กูเองฯกะเอาความคิดตัวเองฯ เนี่ยย เป็นตัวเดียวอันเดียวกัน
ถ้าตอแหลจาแช่งให้ปากเหม็นกว่าหมาเน่า

.............................

....................................สถานีไทยแลนด์.........................................

...............................................๑.ปี..53..................
..............

.............สนธยาราตรีที่พัทยา.......................ชายหาดตราตรึงคนึงนิจ
ทรายนุ่มแนบนวลชวนสนิท...................................สนมชิดนิทราไม่ปรารมภ์
ทางทอดน่องคล่องเท้าสาวย่างเยื้อง...................เนตรชำเลืองเบื้องขวาซ้ายผสม
สนธยาราตรีมีแต่นม......................................ทั้งเล็กใหญ่ไซส์ลมกลมยาน
มาประกวดประชันขันแข่ง.................................แอบแฝงฟาดฟันทุกสัณฐาน
ณ หนแห่งนี้มีบูรณาการ......................................จุดพักจักรวาลการเดินทาง
ทั้งสากลด้นดั้นมาเดินเล่น...............................คล้ายเดินเป็นแฟชั่นยันฟ้าสาง
ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ไม่อำพราง........................แต่งตัวอย่างยากจะเร้นเห็นทุกคน
สองข้างทางอย่างระยับระยิบพริบ ๆ พราว................มีสาว ๆ นุ่งสั้น ๆ ยันแก้มก้น
อโกโก้โถ ๆ ท่ากลัวจน....................................ใส่กมลสันดานลูกหลานเรา
ทั้งหนุ่มแก่แห่ห้อมเข้าตอมตรึม...........................ไซด์สบึมฮึ่มแฮ่แช่เบียร์เหล้า
ชาวชีวิตทุกทิศทางวางมาเมา...........................เรื่องเก่า ๆ เล่าใหม่ไม่ลืมเลือน

...........สถานีจอดใจที่ไทยแลนด์.................ดินแดนพุทธศาสนาฆ่ากันเกลื่อน
เด็กถูกทิ้งถังขยะประจำเดือน............................ที่ดูเหมือนเพื่อนไทยใกล้ชาชิน
เด็กเร่ร่อนกำพร้าหาไม่ยาก...................................พ่อแม่พรากหลากวิธีทุกที่ถิ่น
พฤษภาที่เพิ่งผ่านเลือดลาญริน.......................นับทั้งสิ้นเก้าสิบกว่า...กำพร้าเพิ่ม?
..........นั่นนักข่าวจากดาวใดในกาแลกซี่.............อิตาลีญี่ปุ่นคุณมาเสริม
ถ้ามีลูกก็กำพร้ามาเพิ่มเติม.............................ส่วนค่าเทอมประเทศคุณคงจุนเจือ
คุณนักข่าวจากดาวใดในกาแล็กซี่........................ป่านฉะนี้คงมีข่าวถึงดาวเหนือ
อยากตายฟรีมีที่ไปให้เหลือเฟือ.........................จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลให้ที่ไทยแลนด์

...........สถานีจอดใจให้เมากลิ้ง.....................ไป Walking Street..สวีทแสน
ถนนคนเดินทั้งคืนหื่นหาแฟน........................ไม่แร้นแค้นแน่นเนืองเครื่องฟิตเปรี้ยะ
สถานีจอดวิญญาณผ่านไปส่ง.........................สี่แยกราชประสงค์ไปตรงเดียะ
และถนนราชดำเนินเดินไปเนี้ยะ......................พร้อมเลียะพะประชาธิปตาย...........
มีให้เมามีให้ตายให้หายเงี่ยน..........................ถ้าหากเสี้ยนเสพยาก็หาง่าย
ไปฟูลมูนนู่นพงันพลันสบาย...................โอ้รายได้เข้าประเทศไอ้เปรตเอ๋ย.......

.............................................๒.....ปีรุ่งขึ้นต่อมายุคไข่ชั่งกิโลขาย.....
...........

...........สงกรานต์ไทยไปสีลมไปชมสี...............ชมราตรีศรีสง่าผ้านุ่งเผย
ถนนข้าวสารข้าวเหนียวไม่เสียวเลย............ไข่ลูกเขยเฮ้ยโน่นไงไปสีลม
จากราชประสงค์ตรงไปไม่ไกลด็อก................เป็นย่านดอกไม้สีทองของหวานขม
มีสตังค์สั่งเป่าตามเต้านม..............................เปิดให้ชมดมได้ทั่วไปเอย......

เห็นด้วยว่ามันไม่เหมาะสม

เห็นด้วยว่ามันไม่เหมาะสม แต่มันไม่ได้ผิดร้ายแรงอะไรหนักหนานี่ครับ
ก่อนจะเรียกเด็กเปลือยนมมาขอโทษออกทีวี
ควรเรียกคนที่ ฆ่า ข่มขืน ขโมย ขายของเถื่อน ฯลฯ มาขอโทษออกทีวีให้หมดก่อน

ขอบคุณอาจารย์มากที่มีอะไรที่เ

ขอบคุณอาจารย์มากที่มีอะไรที่เราไม่เคยรู้มาให้ได้อ่าน
ผมว่าอาจารย์ยังมีอะไรที่อยากด่าอีกเยอะแต่ด่าให้เด็กรุ่นหลังฟังไม่ได้
เพราะมันอยู่บนหิ้งเทอดทูลไว้เหนือเกล้า เราเป็นได้แค่ฝุ่่นใต้ตีน ประชาธิปไตยที่โครตเท่าเทียม

มุมมองเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี

มุมมองเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและการถือสา สืบสานหล่อหลอมกันเป็นค่านิยมประเพณีและการถือปฎิบัติ สิ่งหนึ่งเป็นเรื่องสามัญในสมัยหนึ่งและเรื่องเดียวกัน วิธีเดียวกัน บุคคลากรคล้ายกลับเป็นเรื่องน่าละอายในอีกสมัยหนึ่ง
มันเข้าทำนองผิดถูกใครชี้ใครกำหนด ดังกรณีข้างต้นมีคนเห็นด้วยและติเตียนแตกต่างกัน มันสำคัญที่สำนึก
อย่างน้อยที่สุดคนที่ทำรู้สึกอย่างไร อธิบายอย่างไร? ขณะที่คนบริโภคด้วยสายตา มีความใคร่ ความหื่นต่อสิ่งเย้าตรงหน้าอย่างไร? เมื่อเรื่องแแฉออกมา จากเหตุการณ์ในกลุ่มเฉพาะ กลายเป็นเรื่องวิจารณ์และการพิพากษาในสังคม สังคมก็แสดงความคิดเห็นต่างๆกัน แต่เมื่ออ่านบทความแล้ว ผมสรุปว่า ประเทศไทยคือความดัดจริตตัวแม่ของโลกน่ะครับ ส่วนในสายตาของต่างประเทศ มุมหนึ่งผู้คนคงรำพึงว่า โสเภณีดัดจริต หึหึ

blink

[quote=blink]เห็นด้วยว่ามันไม่เหมาะสม แต่มันไม่ได้ผิดร้ายแรงอะไรหนักหนานี่ครับ
ก่อนจะเรียกเด็กเปลือยนมมาขอโทษออกทีวี
ควรเรียกคนที่ ฆ่า ข่มขืน ขโมย ขายของเถื่อน ฯลฯ มาขอโทษออกทีวีให้หมดก่อน[/quote]

ไม่ควรเรียกใครทั้งนั้นแหละ ออกมาขอโทษทางทีวีแถลงข่าวการจับกุม ไร้สาระ ผิดก็จับยัดคุกตามความผิดแค่นี้แหละ

ทองก้อน

[quote=ทองก้อน]ขอบคุณอาจารย์มากที่มีอะไรที่เราไม่เคยรู้มาให้ได้อ่าน
ผมว่าอาจารย์ยังมีอะไรที่อยากด่าอีกเยอะแต่ด่าให้เด็กรุ่นหลังฟังไม่ได้
เพราะมันอยู่บนหิ้งเทอดทูลไว้เหนือเกล้า เราเป็นได้แค่ฝุ่่นใต้ตีน ประชาธิปไตยที่โครตเท่าเทียม[/quote]

ได้รู้ว่ามีคนทะลึ่ง จับพระ ถอยหมอน - ถอนหมอx ฉลองสงกรานต์ เทศกาลแห่งการปลดปล่อย

แค่นมเด็ก ๓ คน พวกโกงกิน

แค่นมเด็ก ๓ คน พวกโกงกิน นมโรงเรียนที่แจกเด็กทั้งประเทศ เลวก็ยังไม่เห็นเป็นไรเลย

โถๆๆ พวกผู้ดีรับไม่ได้

โถๆๆ พวกผู้ดีรับไม่ได้ (พูดกูมึงก็เป็นผู้ดีนะจ๊ะ)

แล้วทำไมไม่ป้องกันแต่แรกหละท่าน อยู่ๆ เด็กๆ เค้าไม่ได้อยากจะแก้ผ้าขึ้นมาเองหรอกนะ
ก็พวกท่านที่ขับเคลื่อนสังคมอยู่ ถ้าไม่ผลักดันไปทางเสื่อมเอง ก็ยอมปล่อยให้คนอื่นๆ ทำโดยไม่ต่อต้าน
แล้วเด็กๆ นั่นก็เพียงผลของการกระทำเท่านั้น

ออกมาด่ามาระบายความโง่ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
ถ้าเก่งจริงๆ อย่างปากว่า ก็ช่วยกันทำอะไรให้มันเกิด "สังคมอุดมคติ" อย่างที่ท่านอยากเห็นสิ
ไม่แน่จริงนี่หว่า

กูเองมั๊ง

กูเองแหละ wrote:สุจิตต์

[quote=กูเองแหละ][quote=สุจิตต์ วงษ์เทศ]เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า[/quote] ... ป.ล. ทัสนคติมองไรเอาแต่ใจตัวเองว่าถูก บวกประสบการวัยเด็กอันอัปปรีย์(ยืนมองสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดเสาถอนหมอยแล้วไม่ช่วย ยืนขำด้วย) ไม่ควรจะมาแสดงทัศนอะไรทางสังคมหรอกครับ อย่างอาจารย์มันเหมาะกะการขุดหม้อเก่า ๆ มาปัดฝุ่นแล้วเขียนหนังสือขายให้โรงพิมพ์มติชนนะดีแล้วครับ[/quote]

สุจิตต์ ค้นคว้าประวัติศาสตร์สงกรานต์สยาม ด้วยการอ้างงานพระยาอนุมานราชธน ในการค้นคว้าประวัติศาสตร์สงกรานต์ในเอเชีย กับสยามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ตรงของสุจิตต์ กับสงกรานต์ประเทศไทย ที่เขาเห็นมาจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ได้บอกว่า เขาดูถึงช่วงไหน เพื่อนำไปวิพากษ์ชนชั้นนำ หรือนักอะไรต่อมิอะไร ที่พากันออกสื่อก่นด่าโคตรเ่ง่าศักราชของเด็ก 3-4 คนที่เป็นข่าว สุจิตต์ บ่นประมาณไปเสือกอะไรกับเด็กมันนักหนา และอย่ามาอ้างวัฒนธรรมไทย เพราะวัฒนธรรมคือมรดกของเก่าที่ปฏิบัติสืบทอดต่อมาๆ นับตั้งแต่สยามจนมาถึงไทย และตั้งแต่ยุคสยามมัน คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย ความเก็บกดทางเพศสภาพ และชนชั้น และที่มันมากลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะวัฒนธรรมก็ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าของระบบทุนนิยม ที่ประเทศไทยหนุนมาตั้งแต่ ยุคจอมพลสฤษฏิ์ ธนะรัชต์

ขณะกูเองไม่ยอมรับบทความของสุจิตต์ พร้อมยกประวัติศาสตร์ชีวประวัติตัวเองกับสงกรานต์ ซึ่งยังไม่ครบ 30 ปีดีนัก เอามาหักล้างกับสุจิตต์ ว่าเรื่องนี้ไม่จริง พร้อมยกประสบการณ์กับสงกรานต์ที่เห็นแถวบ้านว่าไม่เห็นมีแบบที่ว่า พร้อมมีข้อเสนอว่าถ้าสุจิตต์ เห็นดีเห็นงามก็เอาลูกเอาหลาน มาเต้นแก้ผ้าถอดเสื้อเล่นน้ำสิ

ว่าไปแล้ว เป็นบทวิพากษ์ที่โฉเกโมเมพอสมควร

ประเด็นแีรก สุจิตต์ไม่เคยบอกว่าสนับสนุน แต่บอกให้รู้ว่าที่มันเป็นแบบนั้นเพราะอะไร โดยต่อยอดผลศึกษาพระยาอนุมานราชธน ที่สืบค้นมาตั้งแต่ยุคก่อน ร.5 อีกยุคนั้นบ้านนอกๆ ผู้หญิงยังไม่ใส่เสื้อก็มี ถึงไม่ต้องบอกเขาก็ไม่ใส่เสื้ออยู่แล้ว การที่กูเอง เสนอให้สุจิตต์เอาลูกหลาน มาเปลือยอกเล่นน้ำ จึงเป็นข้อเสนอที่หาเรื่องกวนตีนใช้ได้เลย ราวกับใครเสนอเรื่องนี้ว่าเป็นแบบนี้ ต้องเอาลูกหลานไปเปลือยอกเล่นน้ำ ถ้าตามกรอบนี้ สงสัยอย่าลืมแถมพระยาอนุมานราชธน ด้วยคนละ

ประเด็นที่สอง สุจิตต์ บอกว่าสงสงกรานต์มันเป็นเทศกาลความรุนแรงตามยุคสมัย ในการปลดปล่อยความกดกันทั้งด้านเพศสภาพ และ ชนชั้น แต่กูเองไม่เห็นด้วย โดยการยกประสบการณ์ชีวิตกับสงกรานต์ไม่ถึง 30 ปีดีนักมาหักล้าง ด้วยเห็นว่ามันเป็นเทศกาลอันแสนจะโรแมนติกสุดๆ โรแมนติก เคารพผู้ หลักผู้ใหญ่ รดน้ำดำหัว อะไรก็ว่าไป ตามช่วงชีวิตที่เขาได้พบเลย ขณะแบบที่สุจิตต์ ว่ามันเป็นเทศกาลอัปปรีย์ซะมากกว่า แต่ีที่สุจิตต์อ้าง คือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ขณะถ้าเอากรอบนิยามแบบกูเอง ไปมองข้อมูลทางประวัติศาสตร์สงกรานต์สยาม ก็จะได้ว่าเป็น "เทศกาลอัปปรีย์" เท่านั้น

ประเด็นสาม สุจิตต์เตือนพวกชนชั้นนำว่า อย่าอ้างวัฒนธรรมไทยเรื่องสงกรานต์เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพราะวัฒนธรรม มันคือการสืบทอดเป็นมรดกจากอดีตถึงปัจจุบัน และที่แย่คือ ระบบทุนนิยมที่ไทยเกิดช่วงปี 2500 แต่กูเอง ยกข้อมูลประวัติชีวิตตัวเอง มาหักล้างว่า ไม่เห็นจะเคยเห็น เรียกว่า นี่ก็เป็นการอ้างข้อมูลส่วนตัวฉบับกวนตีนอีกเหมือนกัน

ว่าไปแล้วแม้กูเอง จะวิพากษ์สุจิตต์ด้วยข้อมูลอัตวิสัย ฉบับอ้อนตีน แต่ข้อมูล สุจิตต์ เองมีจุดอ่อน ตรงที่ไม่เห็นความสำคัญกับวัฒนธรรมเพิ่งสร้างของรัฐไทย จากการเข้าสู่ทุนนิยมหลัง แผนฯ 1 ซึ่งมันได้บ่มเพาะสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่ ด้วยวัฒนธรรมเพิ่งสร้างชุดใหม่ ซึ่งได้ลดรูปความรุนแรง ออกมาเป็นรูปโรแมนติก ฉบับเคารพผู้ใหญ่ ดูแล้วชวนตื้นตัน ก็ไม่ได้อัปปรีย์เหมือนวัฒนธรรมไทยแท้ๆ และ กูเอง ก็คือคนรุ่นนี้เอง จึงปฏิเสธการยอมรับการอ้างสำนึกเก่าของสุึจิตต์ และพระยาอนุมานราชธน ขณะเดียวกัน กูเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่มันก็ความจริงเช่นกัน

สนใจหาอ่าน พระยาอนุมานราชธน เรื่องเทศกาลและประเพณีไทย ดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ไม่ระบุปีพิมพ์) เสถียรโกเศศ เีรื่องเทศกาลสงกรานต์,พิมพ์ครั้งที่ 2 องค์การค้าคุรุสภา พิมพ์ปี 2529 กับ ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล เรื่องสงกรานต์ใน 5 ประเทศ:การเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม พิมพ์โดยบริษัทมิ่งเมืองนวรัตน์ ปี 2539

โต้แย้งประเด็นเดียว ว่า

โต้แย้งประเด็นเดียว ว่า ทำไมต้องยกบทความวิพากษ์ไทยเรื่องเซ็กๆ ของต่างประเทศมา เรื่องแบบนี้มีทุกชาติ ทุกภาษา ไม่เว้นแม้ประเทศพวกเคร่งศาสนา แค่ขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศเท่านั้นแหละ แม่งเหี้ยเลย นอกจากนี้ไม่เห็นจะยกมาอ้างเลยว่า อเมริกา นั่นสุดจะบ้าเซ็กขายบริการทางเน็ต มาก่อนไทยโคตรๆ มีทั้งเว็บสาวร่วมเพศสารพัด กับอะไรที่นึกได้ มีหมด ภาษาที่ใช้หลักของเว็บเซ็กๆ ทุกอย่าง เป็นภาษาอังกฤษหมด ดังนั้นแหล่งใหญ่ที่สนับสนุนเรื่องนี้ก็ คือ อังกฤษ อเมริกานั่นแหละ

เป็นใครไม่สำคัญ

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]โต้แย้งประเด็นเดียว ว่า ทำไมต้องยกบทความวิพากษ์ไทยเรื่องเซ็กๆ ของต่างประเทศมา เรื่องแบบนี้มีทุกชาติ ทุกภาษา ไม่เว้นแม้ประเทศพวกเคร่งศาสนา แค่ขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศเท่านั้นแหละ แม่งเหี้ยเลย นอกจากนี้ไม่เห็นจะยกมาอ้างเลยว่า อเมริกา นั่นสุดจะบ้าเซ็กขายบริการทางเน็ต มาก่อนไทยโคตรๆ มีทั้งเว็บสาวร่วมเพศสารพัด กับอะไรที่นึกได้ มีหมด ภาษาที่ใช้หลักของเว็บเซ็กๆ ทุกอย่าง เป็นภาษาอังกฤษหมด ดังนั้นแหล่งใหญ่ที่สนับสนุนเรื่องนี้ก็ คือ อังกฤษ อเมริกานั่นแหละ[/quote]

ชีวิตมึงนี้ดูเหมือนจะเจอแต่เรื่องเหี้ยๆ นะ

เป็นใครไม่สำคัญ

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]
สุจิตต์ ค้นคว้าประวัติศาสตร์สงกรานต์สยาม ด้วยการอ้างงานพระยาอนุมานราชธน ในการค้นคว้าประวัติศาสตร์สงกรานต์ในเอเชีย กับสยามก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อเนื่องด้วยประสบการณ์ตรงของสุจิตต์ กับสงกรานต์ประเทศไทย ที่เขาเห็นมาจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ได้บอกว่า เขาดูถึงช่วงไหน เพื่อนำไปวิพากษ์ชนชั้นนำ หรือนักอะไรต่อมิอะไร ที่พากันออกสื่อก่นด่าโคตรเ่ง่าศักราชของเด็ก 3-4 คนที่เป็นข่าว สุจิตต์ บ่นประมาณไปเสือกอะไรกับเด็กมันนักหนา และอย่ามาอ้างวัฒนธรรมไทย เพราะวัฒนธรรมคือมรดกของเก่าที่ปฏิบัติสืบทอดต่อมาๆ นับตั้งแต่สยามจนมาถึงไทย และตั้งแต่ยุคสยามมัน คือเทศกาลแห่งการปลดปล่อย ความเก็บกดทางเพศสภาพ และชนชั้น และที่มันมากลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะวัฒนธรรมก็ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าของระบบทุนนิยม ที่ประเทศไทยหนุนมาตั้งแต่ ยุคจอมพลสฤษฏิ์ ธนะรัชต์[/quote]

กูไม่ได้อ้างวัฒนธรรมไทยเลย กูมองแต่วัฒนธรรมนิยมที่เป็นปัจจุบัน ว่าปัจจุบันนี้เค้านิยมกันยังไง คือคนส่วนใหญ่ในสังคมที่สร้างบรรทัดฐานขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมปัจจุบันนี้ ไม่ใช่คนส่วนน้อยเท่าขยุ่มหมอยชิชะเสรือกจะสร้างบรรทัดฐานกันเอง สิ่งใดก็ตามที่ถูกรักษาไว้ในสังคมนั้นหมายถึงสิ่งนั้นมันยังมีคุณค่าให้สังคมรักษา สิงใดหายไปหมดไปนั้นคือสิังคมไม่เอาแล้ว ขั้นตอนพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่เป็นพลวัฒของวัฒนธรรมไทยนี้ มันก็มีทั้งการยกเลิก การคงไว้ การรับมา และให้เขาไป อย่างแต่ก่อนไทยไม่นุ่งกางเกงใน เดินไปไหนก็ไข่ยานโตงเตง หรือเสื้อในก็ไม่ใส่ สาวน้อยสาวใหญ่ หัวนมโด่ โดยไม่มีใครนึกอาย จนถึงขั้นว่าถอดเสือโชว์นมบ้าง แต่สิ่งนั้นได้ถูกละทิ้งไปแล้ว ในระหว่างขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม สิ่งที่เหลือปัจจุบันคือ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ถ้าจะออกสู่สาธารณะต้องใส่เสื้อใส่กางเกงให้เรียบรอย ไม่โชว์หัมโชว์นม นี้ถ้ามึงหรือใคระ ย้อนยุคไปเพื่อให้ชนะคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยึดหลักบรรทัดฐานนี้ โดยอ้างสยามในอดีต มึงก็ลองย้อนไปให้ไกลกว่าสยาม ในยุคก่อนสยามดูดิ ว่า 4 - 5 พันปีที่แล้วนี้เอง แ่ม่งแก้ผ้าเดินโทงๆ ทั้งหอยทั้งหัมไม่มีใครอายใคร แล้วทำไมมึงไม่เอาอย่านั้นกัน ไอ้ส้นตีน ! เพราะอะไร ก็เพราะมึงและโคตรพ่อโคตรแม่ของมึงไม่ใช่สัตว์ มันเป็นคน มีการเรียนรู้ มีการพัฒนา มีรสิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ไปสู่สิ่งที่ถูกกระบวนการเรียนรู้ทำให้รู้ว่าอันนี้ดีกว่าอันนั้น มาปัจจุบันนี้ ถ้าเมีย หรือลูกสาวมึง ๆๆๆ ทั้งหลาสย อยากแก้ผ้าในที่สาธารณะ มึงก็ทำได้ แต่มึงก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วยว่า ิ่งที่มึงจะทำนั้น มันขัดต่อบรรทัดฐานสังคม มึงต้องรับให้ได้ เวลาเค้าด่า เวลาเค้าจับมึง ถ้ามึงรับไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ เหมือนกูไง ไอ้สันตีน

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]ขณะกูเองไม่ยอมรับบทความของสุจิตต์ พร้อมยกประวัติศาสตร์ชีวประวัติตัวเองกับสงกรานต์ ซึ่งยังไม่ครบ 30 ปีดีนัก เอามาหักล้างกับสุจิตต์ ว่าเรื่องนี้ไม่จริง พร้อมยกประสบการณ์กับสงกรานต์ที่เห็นแถวบ้านว่าไม่เห็นมีแบบที่ว่า พร้อมมีข้อเสนอว่าถ้าสุจิตต์ เห็นดีเห็นงามก็เอาลูกเอาหลาน มาเต้นแก้ผ้าถอดเสื้อเล่นน้ำสิ[/quote]

ก็กูอยากจะแย้งว่าที่บ้านกู ที่สุราษฏร์ฯ คนเค้าเล่นกันอย่างมีสำมัญสำนึก รู้จักยั่งคิดว่าอันไหนถูก อันไหนผิด (ตามบรรทัดฐานสังคม) ไม่ได้บ้าจับพระถอนหมอย หรือแก้ผ้าเต้นกัน เหมือนคนบ้านพวกมึง ๆๆๆ ให้เห็นว่ามันทำได้ สงกรานต์แบบมีอารยธรรม ไม่ใช่พวกสัตว์ ป่าเถื่อน

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]ประเด็นที่สอง สุจิตต์ บอกว่าสงสงกรานต์มันเป็นเทศกาลความรุนแรงตามยุคสมัย ในการปลดปล่อยความกดกันทั้งด้านเพศสภาพ และ ชนชั้น แต่กูเองไม่เห็นด้วย โดยการยกประสบการณ์ชีวิตกับสงกรานต์ไม่ถึง 30 ปีดีนักมาหักล้าง ด้วยเห็นว่ามันเป็นเทศกาลอันแสนจะโรแมนติกสุดๆ โรแมนติก เคารพผู้ หลักผู้ใหญ่ รดน้ำดำหัว อะไรก็ว่าไป ตามช่วงชีวิตที่เขาได้พบเลย ขณะแบบที่สุจิตต์ ว่ามันเป็นเทศกาลอัปปรีย์ซะมากกว่า แต่ีที่สุจิตต์อ้าง คือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ขณะถ้าเอากรอบนิยามแบบกูเอง ไปมองข้อมูลทางประวัติศาสตร์สงกรานต์สยาม ก็จะได้ว่าเป็น "เทศกาลอัปปรีย์" เท่านั้น[/quote]

กูไม่ได้บอกว่าโรแมนติก ไอ้ส้นตีน เพียงแต่กูบอกว่า บ้านกูมีเล่น แต่ไม่ได้เล่นอย่างสัตว์ แก้ผ้า แก้ผ่อน จับพระถอนหมอย แล้วกูถามมึงหน่อย ถ้าคนดี ๆ ไม่เหี้ยมาก่อน เล่นสงกรานต์นะมันตะเป็นแบบนั้นมั้ย ไอ้ฉิบหายพวกมึงนี้แก่ทั้งหัวทั้งหมอยสองสีกันทั้งหมดแล้ว ยังคิดไม่ออก สัตว์ ขอ้มูลทางประวัติศาสตร์ มึงก็ต้องระบุด้วยว่าที่ไหน อย่างไร อ้ายฉิบหาย นี้มาอ้างสยาม สยามห่าไร มึงเสือกไปเห็นที่ไหนแล้วมาเพ้อว่าสยามทั้งหมด สันดาน

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]ประเด็นสาม สุจิตต์เตือนพวกชนชั้นนำว่า อย่าอ้างวัฒนธรรมไทยเรื่องสงกรานต์เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพราะวัฒนธรรม มันคือการสืบทอดเป็นมรดกจากอดีตถึงปัจจุบัน และที่แย่คือ ระบบทุนนิยมที่ไทยเกิดช่วงปี 2500 แต่กูเอง ยกข้อมูลประวัติชีวิตตัวเอง มาหักล้างว่า ไม่เห็นจะเคยเห็น เรียกว่า นี่ก็เป็นการอ้างข้อมูลส่วนตัวฉบับกวนตีนอีกเหมือนกัน[/quote]

กูไม่เห็นความเชื่อมโยงไรกับเรื่องการสืบทอดวัมนธรรมกับกับทุนนิยม 2500 (ความจริงทุนนิยมไทยก็เกิดมาก่อนหน้านั้นอีก) กับการที่ชนชั้นหรือชนชั้นตาม จะออกมาค้าน มาปราบเรื่องวิธีการเล่นสงกรานต์ที่เลยเถิด ไปจนเกิดการแก้ผ้า หรือมึงเห็น? แล้วมันก็ไม่ได้แปลอะไร หากใครซักคนหรือหลายคนจะพร้อมใจกันด่าใครคนใดคนหนึ่งที่ทำอะไรผิดจารีตอย่างทั่ว ๆ ไป กูเห็นเมื่อคราวสนธิเอาโกเต็กไปเช็ดฐานพระบรมรูปให้แม่งลุกขึ้นมาด่ากันฉิบหาย หรือเมื่อคราวที่เค้าทำจตุคามรามเทพ แม่งจตุคามก็ไม่เคยมีมาก่อน เห็นพวกมึง ๆๆๆ นี้แหละลุกขึ้นมาแหกปากด่ากัน ถุย

[quote=เป็นใครไม่สำคัญ]สนใจหาอ่าน พระยาอนุมานราชธน เรื่องเทศกาลและประเพณีไทย ดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ไม่ระบุปีพิมพ์) เสถียรโกเศศ เีรื่องเทศกาลสงกรานต์,พิมพ์ครั้งที่ 2 องค์การค้าคุรุสภา พิมพ์ปี 2529 กับ ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล เรื่องสงกรานต์ใน 5 ประเทศ:การเปรียบเทียบทางวัฒนธรรม พิมพ์โดยบริษัทมิ่งเมืองนวรัตน์ ปี 2539[/quote]

เออ

เต้ wrote:โถๆๆ

[quote=เต้]โถๆๆ พวกผู้ดีรับไม่ได้ (พูดกูมึงก็เป็นผู้ดีนะจ๊ะ)

แล้วทำไมไม่ป้องกันแต่แรกหละท่าน อยู่ๆ เด็กๆ เค้าไม่ได้อยากจะแก้ผ้าขึ้นมาเองหรอกนะ
ก็พวกท่านที่ขับเคลื่อนสังคมอยู่ ถ้าไม่ผลักดันไปทางเสื่อมเอง ก็ยอมปล่อยให้คนอื่นๆ ทำโดยไม่ต่อต้าน
แล้วเด็กๆ นั่นก็เพียงผลของการกระทำเท่านั้น

ออกมาด่ามาระบายความโง่ ก็ไม่ได้ช่วยอะไร
ถ้าเก่งจริงๆ อย่างปากว่า ก็ช่วยกันทำอะไรให้มันเกิด "สังคมอุดมคติ" อย่างที่ท่านอยากเห็นสิ
ไม่แน่จริงนี่หว่า

กูเองมั๊ง[/quote]

กูอยากเอามือเล็ก ๆ ของกูไปช่วยแม่งปิดป้องกัน แต่เด็กเปรตสามตัวกับผัวมันอีกหลายคนไม่ยอม พอกูออกมาต่อต้านว่าทำงี้ไม่ถูกนะ พวกนักวิชาการเปรต ปัญญาชนเสรีนิยมก็ว่ากู ว่าล้าหลัง ไม่ให้เสรีภาพเด็กที่จะแก้ผ้า หรือใครที่จะจับพระถอนหมอย ก็ละเหี่ยใจ กับอ้ายพวกรัญไรนี้จริง ๆ

กูแค่อยากเป็นกระบอกเสียงของชาวบ้าน ที่มีลูกมีหลานสาวสวย ๆ วันสิบกว่าๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ว่าไอ้ฉิบหายทำยังงี้มันเป็นการกระทำผิดต่อบรรทัดฐานสังคม ที่เป็นบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ กูไม่เคยทำดัชนีห่าเหวส้นตีนไรชี้วัดหรอกนะ ว่ามีจำนวนเปอร์เซ็นเท่าไหร่ ถ้ามึงจะแย้งกูในข้อนี้ กูก็จะแย้งกลับที่มึงยังซับพอร์ตได้ แล้วกูทำไมจะค้านไม่ได้
ถ้าให้กูคิดอย่างพวกมึง ๆๆๆ (พวกเสรีนิยม กับนักวิชาการโหโคย) ทำไมกูจะคิดไม่ได้ แค่คิดตามมึง ง่ายจะตาย มึงว่าไร กูก็เออออตามมึง ดูดีซะอีก ดูไม่ล้าหลัง ดูหัวก้าวหน้า แต่กูไม่คิด สิ่งที่กูคิดคืออาณาจักรกรีกล่มสลายเพราะคนอย่างมึง (มึงไม่ต้องมาแย้งกูเรื่องการล่มสลายของนครรัฐกรีกอีกนะสัตว์ นั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือ "รู้มากยากนาน" โอเค้)

เด็กเปลือยอกเต้นบนหลังคารถ

เด็กเปลือยอกเต้นบนหลังคารถ กับ E พวกแต่งชุดราตรีเปลือยหลังโชว์นมครึ่งเต้าประดับเพชรพลอยกอดกันกลมในงานสันนี่อุบาดสิ่งไหนน่ารังเกลีนดกว่ากันเปรียบได้กับผู้หญิงขายตัวในห้องเล็กๆเขาว่ากระหรี่แต่คนๆเดียวขายตัวในโรงแรมหรูไงเรียกพวกไฮโซ

กูเองแหละ

[quote=กูเองแหละ][quote=เป็นใครไม่สำคัญ] กูไม่ได้อ้างวัฒนธรรมไทยเลย กูมองแต่วัฒนธรรมนิยมที่เป็นปัจจุบัน ว่าปัจจุบันนี้เค้านิยมกันยังไง คือคนส่วนใหญ่ในสังคมที่สร้างบรรทัดฐานขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมปัจจุบันนี้ ไม่ใช่คนส่วนน้อยเท่าขยุ่มหมอยชิชะเสรือกจะสร้างบรรทัดฐานกันเอง ... ไอ้สันตีน ..... ก็กูอยากจะแย้งว่าที่บ้านกู ที่สุราษฏร์ฯ คนเค้าเล่นกันอย่างมีสำมัญสำนึก รู้จักยั่งคิดว่าอันไหนถูก อันไหนผิด (ตามบรรทัดฐานสังคม) ... สงกรานต์แบบมีอารยธรรม ไม่ใช่พวกสัตว์ ป่าเถื่อน ... กูไม่ได้บอกว่าโรแมนติก ไอ้ส้นตีน เพียงแต่กูบอกว่า บ้านกูมีเล่น แต่ไม่ได้เล่นอย่างสัตว์ แก้ผ้า แก้ผ่อน จับพระถอนหมอย แล้วกูถามมึงหน่อย ถ้าคนดี ๆ ไม่เหี้ยมาก่อน เล่นสงกรานต์นะมันตะเป็นแบบนั้นมั้ย ... อ้ายฉิบหาย.. นี้มาอ้างสยาม สยามห่าไร มึงเสือกไปเห็นที่ไหนแล้วมาเพ้อว่าสยามทั้งหมด สันดาน ... กูไม่เห็นความเชื่อมโยงไรกับเรื่องการสืบทอดวัมนธรรมกับกับทุนนิยม 2500 (ความจริงทุนนิยมไทยก็เกิดมาก่อนหน้านั้นอีก) ... กับการที่ชนชั้นนำหรือชนชั้นตาม จะออกมาค้าน มาปราบเรื่องวิธีการเล่นสงกรานต์ที่เลยเถิด ไปจนเกิดการแก้ผ้า หรือมึงเห็น? แล้วมันก็ไม่ได้แปลอะไร หากใครซักคนหรือหลายคนจะพร้อมใจกันด่าใครคนใดคนหนึ่งที่ทำอะไรผิดจารีตอย่างทั่ว ๆ ไป กูเห็นเมื่อคราวสนธิเอาโกเต็กไปเช็ดฐานพระบรมรูปให้แม่งลุกขึ้นมาด่ากันฉิบหาย หรือเมื่อคราวที่เค้าทำจตุคามรามเทพ แม่งจตุคามก็ไม่เคยมีมาก่อน เห็นพวกมึง ๆๆๆ นี้แหละลุกขึ้นมาแหกปากด่ากัน ถุย ...[/quote]

จริงๆ ผมแค่อภิปรายมุมมองที่คุณกับสุจิตต์มอง เรื่องสงกรานต์ กับเด็กเปิดนม ไหนๆ คุณก็มาตอบทุกประเด็น พร้อมตอบโต้ ผมก็ถือโอกาสอภิปรายสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงซะ เมื่อสงกรานต์เป็นหนึ่งในกิจกรรมทางวัฒนธรรม ผมก็จะอภิปรายกับคุณในประเด็นวัฒนธรรม

1.เรื่องตัวตน คุณบอกกับคนอื่นว่า "เรามันปัญญาชน" แปลว่ามองว่ามองว่าตัวเองเป็นนักคิด ผู้รู้ ขณะเดียวกันคุณใช้สรรพนาม ประเภทลดค่าคนอื่น เช่น ไอ้สัตว์ ไอ้ส้นตีน ไอ้ควาย นัยยะหนึ่งก้คือ กูฉลาด พวกมึงโง่ กูเหนือกว่า มึงด้่อย อะไรประมาณนี้นั้นแหละ

ท่าทีแบบนี้ คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นหนุ่มมั่น หนุ่มเท่ กล้าหาญ แต่สำหรับผมมอง มันเป็นอาการปกป้องทางจิต ประเภท Compensation ก็คือ พวกมีปมด้อยในใจ ในสังคมออฟไลน์ อาจเป็นได้ว่า คุณถูกระเบียบสังคมกดทับ จนไม่กล้าเผยอหน้าแสดงแบบนี้ พอมีพื้นที่เลยได้จังหวะปลดปล่อยตัวตนที่ถูกกดทับออกมา แต่ไม่เห็นจะปลดปล่อยแบบ "ปัญญาชน หรือมีอารยะ" ตามที่คุณพยายามบอกว่า

อาการของคุณแบบนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2525 เรียกว่า "สำรอก" ขนาดของปี 2542 ก็ยังเรียกว่า "สำรอก" เหมือนเดิม พอดีว่าในเวบบอร์ด คุณแค่มาแสดงออกถึงอาการเก็บกดของคุณเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน คุณก็เลยสำรอกได้ต่อไป

เห็นมั้ยสังคมประชาธิปไตยในเวบบอร์ด อาการสำรอกเหี้ยๆ ยังดำรงอยู่ ต่างอะไรกับอาการเก็บกดแบบเด็กพวกนั้น มันก้ยังดำรงอยู่ ต่างกันตรงที่ สังคมออฟไลน์มีกฎหมายคุม ในนี้ไม่มีกฎหมายห้ามสำรอก

2.ภาษา "กูมึง" ที่คุณใช้ มันก็คือวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ตามตำราสังคมศาสตร์ปี 1 ที่คุณกอดไว้ เอามาท่อง บอกว่า วัฒนธรรมมันสืบทอดกันผ่านระบบครอบครัว กับกลุ่ม และระบบสถาบัน ครอบครัว และสถาบันสังคมที่คุณสังกัดอยู่

ผมไม่คิดว่าครอบครัว กับสถาบันสังคมที่คุณสังกัดอยู่ จะสืบทอดภาษาแบบนั้นให้คุณ ไม่งั้นมันคงไปเข้าหลัก "ก้านบัวบอกลึกตื้นชลธาร มารยาทส่อสันดานชาติเชื้อ" เพราะกลุ่มเพื่อน คนใต้ที่ผมรู้จักทั้งที่สนิท และไม่สนิท เขาพูดกันเพราะจนผมเขิน "เช่น นาย-เรา /คุณ-ผม" พูดแบบนี้มาตั้งแต่ผมยังเรียนชั้นประถม เรียกว่า มีอารยะธรรมมาก

แม้ศิลาจารึกพ่อขุน ก็ใช้ "กู" ต่อให้เชื่อว่าศิลาราจึกพ่อขุน ทำในยุค ร.4 ก็ยังเรียกว่าใช้มานาน เพิ่งมาเปลี่ยนสู่ยุคสากลสมัยจอมพล ป. แต่จากที่ผมเห็น คนใต้พูดจามีอารยะธรรมมาก ที่เขาสร้าง เขารักษา เขาให้คนอื่น และนั่นเป็นสังคมอารยแถวบ้านคุณที่ผมเห็น แต่ผมไม่เห็นความมี "อารยะ" ของคุณในนี้ หรือว่า ถูกสังคมครอบครัว สังคมที่คุณอยู่กดทับอะไรมากมาย จนเก็บกดปานนี้

เก็บกดจนมาแสดงท่าอวดรู้ มันมีคำเปรียบเทียบกันว่า "ข้าวที่เต็มรวง ยอดมันอ่อนโน้มลงหาดิน แต่ไอ้พวกรวงข้าวในกลวงๆ ไม่มีเมล็ดน่ะ ปลายมันชี้โด่เด่" ถ้าพูดแบบเป็นโคลง เค้าว่า "...พิษน้อยหยิ่งยะโส แมงป่อง ชูแต่หางแอ่งอ้า อวดอ้าง ฤทธี" พูดง่ายๆ โง่แล้วอวดฉลาด

3.มองสรรพนามที่คุณแทนตัวว่า "กู" ตั้งชื่อซะว่า "กูเอง" ถ้าเอากรอบวัฒนธรรมนิยม แบบโครงสร้างหน้าที่แบบด้านๆ ของคุณมาจับ น่ะ "กูมึง" ไม่ต้องไปมองว่าภาษาพ่อขุน หรือภาษาเพื่อนพ้องอะไรหรอก วัฒนธรรมนิยมในบอร์ดนี้ เขาไม่เห็นจะใช้กัน เห็นมีไม่กี่คน เพราะมันเป็นเรื่องมารยาทไม่ดี มันไม่ต่างจาก "คนขยุ้มหมอย แบบคุณเสรือกมาสร้างวัฒนธรรม" ตามภาษาของคุณเป๊ะเลย

4.พอมาดูข้อมูลที่คุณอ้างมาตอบโต้สุจิตต์ ผลปรากฏว่า เป็นแค่ข้อมูลกิจกรรมแถวบ้าน ที่คุณเห็นในช่วงอายุ 30 ปี แต่คุณไม่ได้พูดถึงสิ่งที่คุณไม่เห็น เพราะ "สิ่งที่คุณไม่เห็น ไม่ได้หมายถึงว่า มันไม่มี เพราะจริงๆ มันอาจจะมีก็ได้ เพียงแต่คุณไม่เห็น หรือคุณเห็น แต่ีคุณบอกว่าไม่มี" ดังนั้นข้อมูลคุณที่ยกมาตอบโต้กับสุจิตต์ มันออกสไตล์นักการเมืองประชาธิปัตย์ซะมากกว่า เรียกว่ามันที่สไตล์ แต่เนื้อหาข้อมูลอ่อนปวกเปียก

จะเหมาะมากถ้า คุณเริ่มจากข้อมูลที่ สุจิตต์ ยกมามันเป็นช่วงก่อนคุณเกิด และสุจิตต์ไม่ได้พูดถึงกิจกรรมวัฒนธรรมหลังจากคุณเกิด เพราะที่คุณเห็นแถวบ้านคุณมันเป็นแบบนี้ "คุณพูด คุณคิดได้แค่นี้เท่านั้น" ไกลกว่านั้นไม่ได้ แต่คุณกลับแสดงความองอาจ โดยกล้ายกข้อมูลจุลภาค เฉพาะบ้านตัว กับที่ตัวเห็น เอาไปตีประเมินค่ากิจกรรมทั้งประเทศ

นี่ยังไม่ทันพูดถึงการตั้งคำถามกับ คำว่า "ดีงาม" "อารยะ" ว่า ใครเป็นคนบอกว่ามันดีงาม ใครเป็นคนบอกว่ามันเป็นอารยะ แล้วอารยะพื้นที่หนึ่ง จำเป็นต้อง เป็นอารยะในอีกพื้นที่หนึ่งด้วยเหรอ จำเป็นมั้ยว่า อารยะ ความดี ความงาม ของทุกพื้นที่ มันต้องเหมือนกัน ใครเป็นคนทำให้เหมือน ใครบอกว่าเหมือน

5.คุณท่องสูตรสังคมวิทยาเบื้อง ของ นักศึกษาปี 1 มาแสดงภูมิ โดยไม่รู้ว่า จุดอ่อนโครงสร้างหน้าที่ คือ แนวโน้มให้ความสำคัญกับปัจจุบัน ก็แบบที่คุณแสดงออกมานั่นแหละ แม้มันไม่ได้ผิดอะไรไปมาก แต่มันทำให้คุณละเลยการมองเห็นว่า "ปัจจุบันมันก่อตัวขึ้นจากการล่มสลายของอดีต และอนาคตก็ก่อตัวขึ้นจากการล่มสลายของปัจจุบัน"

ถ้ามองให้ทะลุทฤษฏีไปอีกขั้นก็คือ ต้องแถมว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคม การก่อรูปสู่สังคมใหม่ ที่ต่างจากเดิม มันไม่ได้เกิดพร้อมกันทุกที่ รวมทั้งอีกทั้ง สิ่งเก่าๆ มันก็ไม่ได้สูญหายไปหมด แต่มันยังแฝงเร้น รอจังหวะและเวลาแสดงตัวออกมา ลองนึกถึงตัวคุณในสังคมออฟไลน์ กับสังคมเวบบอร์ด ที่คุณสำรอกถ้อยคำออกมาสิ

นี่ก็วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ต้องไปอ้างอันอื่นเลย อธิบายกิจกรรมสงกรานต์ที่แตกต่างกันได้เหมือนกัน

6.ด้านวัฒนธรรม คุณมักมองว่ามันเป็นข้อตกลงของคนส่วนใหญ่ร่วมกัน สร้าง และรักษาไว้ บางอันยกเลิก บางอันให้เขาไป บางอันก็รับมา อันนี้มันคือ การท่องสูตร เอามาพูดโดยไม่รู้ว่า ตัวเองกำลังพูดถึงอะไร ถึงที่สุด คุณก็มีความโน้มเอียง ที่จะมองข้าม "อำนาจ" และเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามเลยว่า จริงเหรอที่ว่าคนส่วนใหญ่ร่วมกันสร้าง จริงเหรอที่คนส่วนใหญ่รักษา และเป็นบรรทัดฐาน

แล้วบรรทัดฐานที่คุณท่องมา เขาเรียกว่า Norms พอถึง Methodology เขาเรียกว่า Normative หมายถึง "สิ่งที่ควรจะเป็น" กับอีกคำหนึ่งคือ "สิ่งที่มันเป็นอยู่และวัดได้" เขาเรียกว่า Positive ที่คุณยกไปวิพากษ์สุจิตต์ น่ะมัน คือ อันหลัง มันก็ใช้ได้ เพียงเป็นข้อมูลที่อ่อนมาก ยิ่งโฉเกกวนตีนโยงเข้าหาตัวสุจิตต์ มันเลยกลายเป็นคนละเรื่อง

7.คุณเชื่อว่า Norms มันถูกสร้างและรักษาไว้โดยคนส่วนใหญ่ บางยกเลิก อย่างให้เขาไป บางอย่างก็รับมา ก็เหมือนท่องสูตรคูณโดยตัวเองไม่เข้าใจ เพราะสังคมมันไม่ใช่อะไรที่ตายตัว แถมซ้ำแนวคิดโครงสร้างหน้าที่ที่คุณสมาทาน น่ะมันมีจุดอ่อน เยอะแยะ แบบที่บอกไปแล้ว เพราะ Norms มันไม่ได้อยู่ลอยๆ แต่มันเป็นอุดมการณ์ ที่สัมพันธ์กับอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมือง การสร้างขึ้นและรักษาไว้ มันเป็นเรื่องการต่อสู้ การขัดแย้ง มันไม่ใช่เรื่องอยู่คนมันจะร่วมกันรักษาไว้ หรือปล่อยออกไปกันได้ ถ้าไม่มีกลไกอย่างอื่นมารองรับ

และนั่นทำให้คุณไม่เข้าใจว่าทำไมวัฒนธรรมมันเกี่ยวอะไร กับแผนฯ1 การเข้าทุนนิยมหลังปี 2500 ถึงคุณจะเห็นว่า มันเกิดระบบทุนตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ก็ทำให้ คุณไม่เข้าใจเรื่อง "นายทุนนายหน้า" กับ "นายทุนขุนนาง" ว่ามันต่างกันยังไง

8.คุณบอกว่าคุณสนใจกับวัฒนธรรมนิยมในปัจจุบัน ผมไม่รู้ว่า วัฒนธรรมนิยมในปัจจุบัน ตามความคิดคุณมันเป็นยังไง เพราะมันดูเหมือนคุณจะ "ยอมรับการเปลี่ยนแปลง" แต่จากการที่คุณหยิบเรื่องความมีอารยะทางวัฒนธรรมแถวบ้านคุณมาอธิบาย มันส่อไปทางการมองวัฒนธรรมแบบหยุดนิ่ง ทั้งที่คุณพยายามพูดถึงความเปลี่ยนแปลง

พูดง่ายๆ คือ "คุณไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ทั้งที่คุณมองเห็นว่ามันต้องเปลี่ยน นี่ไงความคิดของคุณมันขัดกันไปขัดกันมา ที่มันขัดเพราะตัวตนของคุณ กับสิ่งที่พูด มันเลยดูขัดกันพิกลๆไงละ"

9.พอคุณมองแต่วัฒนธรรมนิยม และยึดติดมัน ยิ่งทำให้คุณมึนงง ไม่เข้าใจ ประเด็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่าง เศรษฐกิจ การเมือง กับวัฒนธรรม ว่ามันสัมพันธ์กันยังไง วัฒนธรรมมันอยู่ได้ มันต้องรองรับด้วย อำนาจทางเศรษฐกิจ กับการเมือง เลยไม่เข้าใจว่ามันไปเกี่ยวกับแผน 1 หลังปี 2500 ที่สุจิตต์ พูดถึงยังไง

วัฒนธรรมมันก็คือ อุดมการณ์ จริงๆ มันเป็นเพียงความเชื่อ แต่เมื่อที่รองรับด้วย "อำนาจ" ที่สร้างมันขึ้น ก็คืออำนาจทางชนชั้น ที่สร้างระบบ "กฏหมาย" มาทำให้มันหยุดนิ่ง และมีระบบราชการ มาทำหน้าที่พิทักษ์มันเอาไว้ มันจึงดำรงอยู่ แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน กฎหมายก็เปลี่ยนตาม

แล้วพวกที่ถูกเลือกไปออกกฏหมายไม่ใช่ประชาชนเหรอ ว่าไปแล้ว บางครั้งมันก้เป็นตัวแทนประชาชน และบ่อยครั้งทีไม่ใช่ แถมกฎหมายบางฉบับก็ลากมาตั้งแต่ยุคก่อน 2475 โน่น

นอกจากนี้ นักการเมือง แม้ดูเหมือนจะเป้นตัวแทนประชาชน แต่หลังถูกเลือก มันก็เปลี่ยนความสัมพันธ์กันกับชาวบ้าน จากคนเห็นๆกัน คุยกัน กลายเป็นคนที่ต้องคุยต้องเห็นกันผ่าน "กฎหมาย" ผ่าน "บทบาทหน้าที่" ไป เลยทำให้นักการเมืองกลายเป็นสิ่งที่คล้ายชาวบ้าน แต่ไม่ใช่ชาวบ้าน ซึ่งก็ยังดีที่พวกนี้มีวาระ ไม่ได้อยูชั่วชีวิต

10.คุณก็ดูเป็นคนมีความพยายามดี คนหนึ่ง ฉลาดเข้าใจตั้งคำถาม ตอบโต้ แต่ข้อเสียเยอะตรง เป็นคนมีอคติ หลงตัวเองเยอะ สงสัยเพราะไม่มีใครกล้าวิพากษ์ตรงๆ ถ้าคุณเอาตำราคุณ มองกลับเข้าไปที่ตัวตนของคุณ เอามามองสังคม ไม่อคติ ไม่ติดยึด ไม่หลงตัว มองให้รอบด้าน ทั้งมิติประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม มองให้ข้ามพ้นโครงสร้างหน้าที่ การแสดงออก และการวิพากษ์ คุณจะเฉียบคมกว่านี้เยอะ

แท้จริงเดิม สงกรานต์

แท้จริงเดิม สงกรานต์ คืองานวัด
ทุกบ้านช่อง เตรียมจัด ปัดทุกข์หมอง
จากปีเก่า ผ่านไป ใหม่เข้าครอง
ชีวิตต้อง เปลี่ยนผัน เหมือนวันปี

มีสามวัน เรียกกันต่าง ใต้กลางเหนือ
ทางล้านนา ยังเหลือ คำเรียกขาน
สังขารล่อง วันแรก เริ่มมีงาน
ทุกเรือนร้าน เก็บกวาด สะอาดตา

วันที่สอง วันเนาว์ หรือวันเน่า
ไม่มัวเมา พูดมาก ไม่ปากหมา
คนเก่าก่อน ให้ระวัง คำพูดจา
รุ่งขึ้นมา เข้าวัดไหว้ ทรายเจดีย์

เรื่องรดน้ำ ดำหัว มีวันหลัง
เคารพคน มนต์ขลัง ไร้แสงสี
แม่งยุคใหม่ เล่นล่อ เกินพอดี
เหมือนฝูงผี สาดน้ำ ไม่รับบุญ

ที่โต้แย้ง เถียงกัน

ที่โต้แย้ง เถียงกัน ในบอร์ดนี้
กูคิดดี มึงบ้า แกมสะุถุน
เห็นมีบ้าง อ้างตำรา ท่านเจ้าคุณ
เป็นเชิงอวด มีทุน วิชาการ

แล้ววิเคราะห์ สังคม จะจมแหล่
มิจมแหล่ อวดแหลมคม มีแก่นสาร
มาปกป้อง สุจิตต์ ว่าคิดนาน
เป็นปราชญ์บ้าน ชี้ชัด วัฒนธรรม

ยอมรับเด็ก เปลือยนม ทั้งกลมแบน
แล้วดูแคลน คนวิพากษ์ เป็นดากหำ
อ้างNorm Methodology ที่จดจำ
ยกเป็นคำ ฝรั่งบ้าง เพื่อดูดี

วิชาการ เกลื่อนกล่น จนล้นเมือง
ล้วนฟูเฟื่อง พองล้น แทบเบือนหนี
เรื่องเปิดนม บอกเป็นNorm เด็กยอมพลี
อนาคต เมืองนี้ ไปทางใด

ใสหัว wrote:ที่โต้แย้ง

[quote=ใสหัว]ที่โต้แย้ง เถียงกัน ในบอร์ดนี้
กูคิดดี มึงบ้า แกมสะุถุน
เห็นมีบ้าง อ้างตำรา ท่านเจ้าคุณ
เป็นเชิงอวด มีทุน วิชาการ

แล้ววิเคราะห์ สังคม จะจมแหล่
มิจมแหล่ อวดแหลมคม มีแก่นสาร
มาปกป้อง สุจิตต์ ว่าคิดนาน
เป็นปราชญ์บ้าน ชี้ชัด วัฒนธรรม

ยอมรับเด็ก เปลือยนม ทั้งกลมแบน
แล้วดูแคลน คนวิพากษ์ เป็นดากหำ
อ้างNorm Methodology ที่จดจำ
ยกเป็นคำ ฝรั่งบ้าง เพื่อดูดี

วิชาการ เกลื่อนกล่น จนล้นเมือง
ล้วนฟูเฟื่อง พองล้น แทบเบือนหนี
เรื่องเปิดนม บอกเป็นNorm เด็กยอมพลี
อนาคต เมืองนี้ ไปทางใด[/quote]

ขนาดเพิ่งอกหักจากท่าทีลูกหลาน ในงานสงกรานต์ของบ้านตัวเองมาแล้วแท้ๆ ยังอาจหาญกล้าเพ้อเจ้อท่องสูตรคูณงานบุญสงกรานต์ ผมไม่อยากคัดประเพณี12เดือนของหลวง ของแต่ละภาคยกมาถกกับท่าน ว่า ที่ท่านภาวนาไว้น่ะ มันไม่เห็นจะเหมือนประเพณีหลวง หรือ ของแต่ละภาคเลย

แต่นั้นก็ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมมันมีความเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหล ไม่ได้นิ่งสนิทแช่แข็งแบบที่ท่านภาวนาหรอก งานสงกรานต์บ้านใครก็บ้านมัน สังคมใครก็สังคมมัน บ้านท่านก็บ้านท่าน บ้านผมก็ไม่จำเป้นต้องเหมือนบ้านท่า่น

อีกอย่างท่านอย่ามาประชดเรื่อง ความคิดต่างชาติ ความคิดไทยแท้เลย ฟังแล้วมันจั๊กจี้ เพราะที่ว่าไทยแท้บริสุทธิ์ผุดผ่องน่ะ มันไม่มีจริงหรอก ลูกผสมอินเดีย จีน ลาว เขมร ผสมกับภูมิประเทศ กลายเป็นแต่ละท้องถิ่นทั้งนั้น เราท่านล้วนรู้กันอยู่ เหมือนชีวิตคนเรา มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย สังคมก็เหมือนกัน มีเกิด รุ่งเรือง เสื่อมทรุด ล่มสลาย เปลียนจากสังคมหนึ่ง ไปสู่สภาพสังคมใหม่ เป็นกฎธรรมชาติ สรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่จะเปลี่ยนยังไง ใครจะไปรู้

ผมอาจจะุถกเถียงกับ "กูเอง" แรงๆ แต่ก็ถกกันที่หลักการ ภาษาแรงก็สไตล์ใครสไตล์มัน สิ่งที่ยกความคิดมา ก็คือกำหนดกรอบการถก ซึ่งเขาก็รู้ ภาษา สไตล์ มันอาจแถไถ แรงไปแรงมา ตามประสาคนถกเถียง เพราะนี่มันคือวิธีคิด กับข้อมูล และการอธิบาย

ผมก็เห็นด้วยกับ "กูเอง" ในประเด็นว่า "ใครอยากทำก็ทำไป แต่ต้องรู้ว่าสังคมเขาไม่เอาด้วย" และจริงๆ คำว่าสังคมไม่เอาด้วยน่ะ คือ "กฎหมาย" คนรักษากฎหมายก็คือ "ตำรวจ" ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ เรียกมาเปรียบเทียบปรับไปแล้ว แล้วยังไงละ ประเด็นมันจบไปแล้ว แต่ที่เราถกกันคือเรื่องวิธีคิด วิธีมอง วิธีอธิบาย

ดังนั้นท่านไม่ต้องเดือดร้อนแทน เพราะเดี๋ยวเขาก็มาโต้กลับผมเอง ถ้่าเขาไม่เห็นด้วย

สำหรับท่านน่ะ ถ้าอยากเอาความคิดอินเดียๆ ก็นี่ไง "สรรพสิ่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป" เพราะศาสนาพุทธมาจากอินเดีย ยอมรับกันบ้าง แล้วก็ปลงได้เลย ไม่มีอะไรในสังคม มันจะหยุดนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง แบบสูตรคูณที่ท่านท่องบ่นภาวนาหรอก เปิดกะลาครอบออก แล้วโผล่หน้าออกมาชมโลกภายนอกบ้าง จะเห็นว่ามันต่างไปเยอะ

ท่านแก่เรียน แก่ลอก

ท่านแก่เรียน แก่ลอก หรือบอกได้
ว่าสังคม เนื้อร้าย น่าหลงไหล
เห็นมันชั่ว บอกว่าชอบ ปล่อยมันไป
ให้วกวน ลื่นไหล ของมันเอง

หรือหากไม่ ยึดติด ลองคิดใหม่
ต้องหยุดไว้ คัดง้าง ไม่นอนเขรง
วางเส้นทาง สังคม แม้วังเวง
ไม่ปล่อยเร่ง จนหมด เหมือนรถรา

ถึงทางแยก ต้องระวัง หยุดยั้งก่อน
แล้วคิดย้อน จะไปตรง หรือซ้ายขวา
ไม่คิดหยุด ปล่อยไป รถใหญ่มา
เดี๋ยวก็จบ เหมือนห่า ลงกินเมือง

เจ้าพระคุณ

เจ้าพระคุณ "เป็นใครไม่สำคัญ"
เชิญพ่อฝัน เพลินต่อ ไม่ไปไหน
คัดตำรา กี่เล่ม บอกก้าวไกล
เชิญพ่ออวด ฉันไง วิชาการ

เพี่ยงแต่อยาก เรียนพ่อ ลองต่อยอด
อย่ามัวกอด หนังสือ แล้วแตกฉาน
ลองมาดู หากอยากเห็น วันสงกรานต์
แค่ออกบ้าน เดินมอง ดูของจริง

เป็นMethodology วิธีหนึ่ง
ต้องใจถึง กล้าพอ ไม่งอขิง
คิดแต่สอน อยู่ตึก เหมือนฝึกลิง
น่าเบื่อจริง สังคมศาสตร์ ศึกษาไทย

เรื่องสงกรานต์ มีแต่นม สมน้ำหน้า
ที่ผมด่า พวกฝรั่ง ไม่เอาไหน
แล้วพวกคุณ บูชา ไม่ว่าไร
เป็นคำถาม แล้วใคร คิดสงกรานต์

บรรพบุรุษ หรือแมว อยู่แถวนี้
คุณลองคิด บ้างซี หากกล้าหาญ
ใครออกแบบ ใหัสังคม ต้องสงกรานต์
เพื่อลูกหลาน อยู่เย็น ที่เป็นมา

หัดสงสัย ตั้งความถาม รอคำตอบ
ต้องรอบคอบ ลงพื้นที่ รี่ถามหา
คนแก่เฒ่า ยุคก่อน รุ่นยายตา
เพื่อเสาะค้น แสวงหา ความคิดไทย

ยึดตำรา อยู่ห่าง จากชาวบ้าน
จนกบาล หัวหงอก บอกยังไหว
สังคมเลว กูยังสอน จะทำไม
รอสมัย ปีหน้า ศาสตราจารย์

ใสหัว wrote:... หัดสงสัย

[quote=ใสหัว]...
หัดสงสัย ตั้งความถาม รอคำตอบ
ต้องรอบคอบ ลงพื้นที่ รี่ถามหา
คนแก่เฒ่า ยุคก่อน รุ่นยายตา
เพื่อเสาะค้น แสวงหา "ความคิดไทย"[/quote]

มาอีกแล้ว "ความคิดไทย" ผมว่า คุณหลงผิืดกับ "ความเป็นไทย" ที่เ้พิ่งสร้าง คุณจะเป็นปลื้มชื่นชมกับสิ่งที่คุณสัมผัส มันไม่แปลกหรอก ผมไม่ค้าน แต่ผมค้าน 2 ประเด็น คือ

1.ถ้าคิดว่านั่นมันคือความคิดไทย ความเป็นไทย ผมว่าคุณคิดผิด เพราะความหลงผิดอะไรสักอย่างแน่นอน เพราะวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ อะไร ในสังคมนี้ มันไม่ได้มีความเป็นไทยสายพันธุ์บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่มันเป็นพันธุ์ทาง ลูกผสม ลูกครึ่ง ลูกเสี้ยวทั้งนั้น แม้กระทั่งเชื้อสายคุณ ไล่เสาะไล่หาเจาะระดับดีเอ็นเอ เ้ผลอๆ คุณจะไปโผล่อยู่โน้น แถวๆ ทางใต้จีน ทาง อัสสัม หรือไม่ก็แถวๆ เขมร

ส่วนวัฒนธรรมผมก็เสนอแล้วว่า มันผสมจากภูมิประเทศ กับความเชื่อ ความเชื่อในไทย ก็คือ ผี พราหมณ์ พุทธ มีที่เป็นของบ้านคุณจริงๆ คือแถวบ้านคุณ กับผีบรรพบุรุษคุณ ส่วนพราหมณ์ก็มาจากอินเดีย พุทธก็มาจากอินเดีย

ถ้าคุณจะบอกว่า นั่นแหละทั้งหมดนี่แหละที่คุณบอกว่า คือความคิดไทย ถ้าว่ากันซะแบบนี้ ผมก็ไม่มีคำแย้ง

2.คุณอยากหลงไหลกอดกับตำราความคิดตะวันออก ของคุณว่าดีกว่าตะวันตก ก็หลงไป เพราะในระดับปรัชญามันอาจมีทั้งส่วนเหมือนส่วนต่าง ถ้ามองให้พ้นตะวันออกมันก็คือตะวันตก มองให้พ้นตะวันตก มันก้คือตะวันออก มองให้พ้นทั้งตะวันตกตะวันออก มันก็คือธรรมชาติ เพราะในธรรมชาติ สิ่งที่ตะวันตก-ตะวันออก ไม่มี มันอาจจะมีก็ได้

ถ้าคุณบอกว่ีา สิ่งที่ผมบอกนั่นแหละความเป็นไทย ถ้าโฉเกแบบนี้ ผมคงแย้งไม่ออก

ความเป็นไทยทุกวันนี้ ผมเห็นแต่มันคือความหลากหลาย ที่มันผสมผสานกันหลากเผ่าพันธุ์จนเป็นพันธุ์ทาง กันต่างหาก

ถ้าคุณจะอ้างเรื่องชาติพันธุ์ไทยมันมีจริง ผมคงขอแย้งว่า บ้านคุณ คุณก็ดูก็เห็นแค่บ้านคุณ เพราะคุณก็ไม่ได้เห็นสิ่งที่ผมเห็น แถมคุณก็ไม่ไ้ด้เข้าทุกพื้นที่ มันไม่ต่างกัน ถ้าว่ากันเรื่องชาติพันธุ์ไทย ผมก็ขอยกชาติพันธุ์ลั๊วะบ้านคุณนั่นแหละ ตามหลักมานุษยวิทยา จัดอยู่ในกลุ่ม เดียวกับพวก กูย ข่า อีสาน หรือในลาว ผมมั่นใจว่า ลั๊วะบ้านคุณ กูย ข่า อีสาน กับกูย ข่า เมืองลาว ก็ไม่ได้จัดขั้นตอนพิธีกรรม สงกรานต์ เหมือนกันแน่นอน

หรือนั่นคุณจะบอกว่ามันต่างเพราะลั๊วะบ้านคุณเป็นไทย ถ้่าว่ายังงี้ผมก็สุดจะแย้ง

3.ผมมองว่า คุณจะอคติ แล้วก็เชื่อแบบโมเม ตีขลุมหน้าตาเฉย โดยเฉพาะความเป็นไทย ความคิดไทย มันดูเหมือนพวกคลั่งชาติ กับคลั่งความเป็นไทย ราวกับสิ่งดีเป็นสุดยอดแห่งความประเสริฐเลิศล้ำนักนี่ จะให้ครบสูตรต่อไปคุณน่าจะเรียกพระสยามเทวาธิราชว่า พระไทยเทวาธิราชด้วยล่ะ

แต่ก็ยังไงก็ขอขอบคุณที่อุตส่าห์ประชดยกตำแหน่ง "รดน้ำศพ" ให้ ทำไมไม่เชิดใส่ตำแหน่ง "ศพ" เลยซะละท่านเอากันเข้าไป

กูเองแหละ wrote:blink

[quote=กูเองแหละ][quote=blink]เห็นด้วยว่ามันไม่เหมาะสม แต่มันไม่ได้ผิดร้ายแรงอะไรหนักหนานี่ครับ
ก่อนจะเรียกเด็กเปลือยนมมาขอโทษออกทีวี ควรเรียกคนที่ ฆ่า ข่มขืน ขโมย ขายของเถื่อน ฯลฯ มาขอโทษออกทีวีให้หมดก่อน[/quote] ไม่ควรเรียกใครทั้งนั้นแหละ ออกมาขอโทษทางทีวีแถลงข่าวการจับกุม ไร้สาระ ผิดก็จับยัดคุกตามความผิดแค่นี้แหละ[/quote]

ผมเห็นด้วยว่าไร้สาระเรียกเด็กมาขอโทษ หรือแถลงข่าวจับกุม แต่โทษระดับนี้มันแค่โทษปรับเท่านั้นไม่ใช่ "ยัดคุก"

ใสหัว wrote:... เพี่ยงแต่อยาก

[quote=ใสหัว]...
เพี่ยงแต่อยาก เรียนพ่อ ลองต่อยอด
อย่ามัวกอด หนังสือ แล้วแตกฉาน
ลองมาดู หากอยากเห็น วันสงกรานต์
แค่ออกบ้าน เดินมอง ดูของจริง
...
หัดสงสัย ตั้งความถาม รอคำตอบ
ต้องรอบคอบ ลงพื้นที่ รี่ถามหา
คนแก่เฒ่า ยุคก่อน รุ่นยายตา
เพื่อเสาะค้น แสวงหา ความคิดไทย...[/quote]

ผมแยกมาตรงนี้ เพื่อไม่ให้รวมกับการวิพากษ์ เพื่อบอกว่า แม้เราจะึิคิดต่าง แต่เฉพาะวิธีหาคำตอบจากพื้นที่ ที่คุณเสนอนั้น ผมขอสรรเสริญ และขอสนับสนุนแนวทางนี้ด้วยใจจริง แม้วิธีนี้ error มันก็มีเยอะเช่นกัน ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้ว

เป็นใครไม่สำคัญ แนวความคิดอย่

เป็นใครไม่สำคัญ

แนวความคิดอย่างคุณ เป็นตามคาด
ต้องอิงอ้าง ประวัติศาสตร์ว่่าเพิ่งสร้าง
ไม่เคย คิดค้นคว้า หาแนวทาง
ว่าที่สร้างเริ่มต้น จากหนใด

มีปัญหาสารพัน ในวันนี้
วิชาการ บ้าจี้ ด้วยหวั่นไหว
ด้วยเห่อครู เป็นฝรั่ง แบบฝังใจ
เหมือนเมืองไทย ก่อนนี้ ไม่มีเลย

แม้จะพูด แต่ละคำ จำเขาว่า
อย่าง Methodology บ้าๆ ขอเฉลย
คือหลักอริยสัจจ์ คุณบอกเชย
ด้วยไม่เคย เคารพ คบคนไทย

ที่เรียกไทย ใช่ว่าหลง ทะนงชาติ
แล้วผิดพลาด เลวลง ที่ตรงไหน
เมื่อรัฐชาติ เป็นเหตุ มีเทศไทย
หรือจะให้ เรียก "จีนจามสยามแลนด์"

ลุงใสหัวนี้สุดยอด

ลุงใสหัวนี้สุดยอด จ้าวบทจ้าวกลอน ไพเราะทั้งสำนวนและเนื้อหา

เป็นใครไม่สำคัญ เห็นพูดบ่อย

เป็นใครไม่สำคัญ

เห็นพูดบ่อย ใช้คำ ว่า"โฉเก"
ถ้าอยากเท่ แก้ใหม่ อย่าหุนหัน
ให้กลับเป็น "เฉโก" เขาใช้กัน
แล้วเชิญฝัน เชิญพ่อ เชิญต่อไป

Kannika Rachaprarop

[quote=Kannika Rachaprarop]...
ส่วนการโพสท์แสดงความคิดเห็นท้ายบทความ...มีความได้เปรียบในเรื่องไม่ต้องควบคุมภาษาตามจรรยาบรรณและฝึกเล่นกับภาษาได้มากกว่า เป็นการฝึกคิดตาม อาจเห็นต่างเห็นถูกผิดได้ ไม่จำเป็นต้องปิดประเด็น
สรุปว่าการแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ รับผิดรับชอบน้อยกว่าผู้เขียนบทความและข้อความในบทความนั้นๆ ... [/quote]

มันก็จริงครับ แต่ว่าใครสักคนบอกว่า เมื่อบทความ หรือข้อเสนอ ถูกปล่อยออกไปต่อสาธารณะ มันก็เป็นอิสระโดยตัวมัน อิสระจากความคิด ความหมายของผู้เีขียน อิสระจากการถูกผู้อ่านตีความในความหมายต่างๆ ได้ อาจสอดคล้อง หรือขัดแย้งกับความเห็นผู้เขียนได้เป็นปกติ ขออย่างเดียวอย่าตีไปเข้า ม.112 เท่านั้นเป็นใช้ได้

ใสหัว

[quote=ใสหัว]เป็นใครไม่สำคัญ

เห็นพูดบ่อย ใช้คำ ว่า"โฉเก"
ถ้าอยากเท่ แก้ใหม่ อย่าหุนหัน
ให้กลับเป็น "เฉโก" เขาใช้กัน
แล้วเชิญฝัน เชิญพ่อ เชิญต่อไป[/quote]

แ้ปลว่าเข้าใจด้วยสิ ว่าผมหมายถึงอะไร ถ้าเข้าใจตรงกันแล้วยังไง

กูเองแหละ wrote:สุจิตต์

[quote=กูเองแหละ][quote=สุจิตต์ วงษ์เทศ]เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า[/quote]

อะไรที่มันรู้มาว่าทำผิดมาก่อน เมื่อแล้วมีคนเตือนก็ควรจะปรับเปลี่ยนนะครับอาจารย์ อย่างที่อาจารย์เคยเห็นตอนเด็ก ๆ งี้ ปัจจุบันเค้าคงรู้แล้วละครับว่าผิด เที่ยวจับพระถอนหมอย แลกค่าเหล้า บัดสีมากครับ เมาอย่างหมา เป็นผู้หญิงซะด้วยนะ ไม่ทราบอาจารย์ดั้งเดิมเป็นคนแถวไหนครับอยากบอกคนแถวบ้านอาจารย์นี้จัญไรมากมายเลยครับ แถวบ้านผมสงกรานต์เล่นกันแค่วันเดียว วันที่สองใครโง่เสือกไปเอาน้ำสาดคนอื่นมีหวังโดนเตะยอดหน้า และก็ไม่มีใครบ้าไปจับพระหรือนมลูกสาวใครทุก ๆ คนที่เล่นมีสติครับ แต่ก็มีบ้างที่นอกลู่นอกทาง ผิดนิด ๆ ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ด่าว่า ตักเตือน ผิดมากๆ เข้าก็แจ้งตำรวจ ไม่ก็เอาปืนยิงกระบาลตายโหงไปเลย แต่ไม่มีอะไรอัปปรีย์จัญไรอย่างบ้านอาจารย์สมัยเด็ก ๆ ครับจับพระถอนหมอยแลกค่าเหล่านี้ อาจารย์ยังมองว่าปรกติอีกเหลอครับ เออว่ะครับ อาจารย์ใช้หมอยคิดแทนสมองแล้วครับ

สงกรานต์มันไม่ใช่เทศกาลปลดปล่อยความเถื่อนดิบทางสัญชาตญาณอย่างที่อาจารย์พล่ามหรอกนะครับ ผมก็อายุมาเกือบ 30 แล้วผมยังไม่เคยไปปลดปล่อยห่าไรเลยในวันสงกรานต์ ไม่ว่าทำห่าไรทั้งนั้นแหละครับในสังคม มันต้องรู้จักการยั้งคิดมีสามัญสำนึกถึงอะไรก็ได้ที่นึกได้แล้วให้สติว่าทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วมันจะผิด ผิดต่อสังคม กฎระเบียบสังคม รวมทั้งกฎหมาย

คนปากว่าตาขยิบ ประมาณว่าด่าเค้าแต่โหลดคลิปมาเก็บไว้ดูมีครับ แต่คนส่วนนี้เป็นก็ยังดีกว่าไอ้แก่ชอบเด็กแล้วยืนเชียร์อยู่ข้างรถ ว่าถอดเลย ๆๆ เพราะอย่างน้อยเค้ายังมีจิตสำนึกว่าส่วนเป็นการกระทำผิดต่อระเบียบทางสังคม แต่ส่วนตัวชอบโหลดคลิปมาดูไรประมาณนี้

ถ้าอาจารย์เห็นว่าดีว่างาม ปีหน้าืมพากพวกหลานสาว ๆ ลูกสาวของอาจารย์ไปยืนเปิดนมแก้ผ้าโชว์กันนะครับ

ป.ล. ทัสนคติมองไรเอาแต่ใจตัวเองว่าถูก บวกประสบการวัยเด็กอันอัปปรีย์(ยืนมองสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดเสาถอนหมอยแล้วไม่ช่วย ยืนขำด้วย) ไม่ควรจะมาแสดงทัศนอะไรทางสังคมหรอกครับ อย่างอาจารย์มันเหมาะกะการขุดหม้อเก่า ๆ มาปัดฝุ่นแล้วเขียนหนังสือขายให้โรงพิมพ์มติชนนะดีแล้วครับ[/quote]

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

......หากคุณไม่รู้ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของกลไกทางวัฒนธรรมดีพอ อย่าได้สะเออะไปต่อว่าคุณสุจิตต์ เลยครับ อ่นคำอธิบายบรรยายความเห็นของคุณแล้ว บอกได้ว่าไม่มี "กึ๋น" ครับ ก่อนอื่นคุณต้องศึกษาให้เข้าใจให้ลึกซึ้งก่อนว่าวัฒนธรรมคืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร เพื่ออะไร ทำไม่สังคมมนุษย์ถึงแตกต่างกัน แต่ล่ะสังคมอยู่รอดและพัฒนามาได้อย่างไร หากเข้าใจดีพอแล้ว ผมว่าคุณออกมาขอโทษคุณสุจิตต์เถอะครับ....

จันแดง@เสรีชน wrote:กูเองแหละ

[quote=จันแดง@เสรีชน][quote=กูเองแหละ][quote=สุจิตต์ วงษ์เทศ]เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า[/quote]

......หากคุณไม่รู้ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของกลไกทางวัฒนธรรมดีพอ อย่าได้สะเออะไปต่อว่าคุณสุจิตต์ เลยครับ อ่นคำอธิบายบรรยายความเห็นของคุณแล้ว บอกได้ว่าไม่มี "กึ๋น" ครับ ก่อนอื่นคุณต้องศึกษาให้เข้าใจให้ลึกซึ้งก่อนว่าวัฒนธรรมคืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร เพื่ออะไร ทำไม่สังคมมนุษย์ถึงแตกต่างกัน แต่ล่ะสังคมอยู่รอดและพัฒนามาได้อย่างไร หากเข้าใจดีพอแล้ว ผมว่าคุณออกมาขอโทษคุณสุจิตต์เถอะครับ....[/quote]

เหมือนไม่มีทางเลือกขอเสือกก่อน
เอื้ออาทร จันแดง ผู้แข็งขัน
ส่งเสียงห้าม แกมด่า ทายท้ากัน
ใครก๋ากั่น เกินสุจิตต์ ให้คิดตรอง

ท่านผูกขาด ศิลป วัฒนธรรม
หากใครล้ำ ข้ามมา คงหน้าหมอง
"ไม่มีกึ๋น" สำนึกไว้ อย่ามาลอง
ผิดแล้วต้อง มาขอโทษ เดี๋ยวโกรธเคือง

คงเข้าใจ วัฒนธรรม นำชีวิต
เดินหางแกว่ง ตามสุจิตต์ แบบเชื่องเชื่อง
อ่านกระทู้ อีกรอบ แล้วชำเลือง
ดูทั้งเรื่อง มีกึ๋น สักเท่าใด

เมื่อคนแย้ง สังคมบ้า มันมาแรง
สุจิตต์แต่ง เรื่องว่า บ้าตรงไหน
เมื่อคนถาม ทางออก สังคมไทย
สุจิตต์บอก ปล่อยไป ก็แล้วกัน

อันที่จริงมันมีรายละเอียดที่แ

อันที่จริงมันมีรายละเอียดที่แตกต่างกันในศาสนา-วัฒนธรรมความเชื่อต่างๆนานา
มันมีความแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้างในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละกลุ่มชน
บางที่เราไปด่วนตัดสินว่าไม่ถูกต้อง เพียงเพราะว่ามันแตกต่างจากที่เราเป็น
มันแตกต่างจากสิ่งที่เราเชื่อ...เรากำลังยึดถือตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางอยู่หรือเปล่า

ขอให้เชื่ออย่างนั้นแล้ว ทำอย่างนั้นแล้ว มันทำให้ชุมชนนั้นๆอยู่กันได้อย่างราบรื่นมันก็น่าจะเพียงพอแล้ว
สิ่งที่ชาวบ้านเขาปฏิบัติกันอยู่มันก็จะงดงามในวัฒนธรรมประเพณี ที่พวกเขาได้ร่วมใจสร้างและรักษามันไว้
หากเราไม่เห็นด้วย บางครั้งเราก็จำเป็นต้องอยู่เฉยๆ ให้เป็นบ้าง ทุกฝ่ายก็จะดำเนินกิจกรรมกันไปได้ไม่ติดขัด

ครั้งหนึ่งผู้หญิงไทยเราก็เคยเปลือยอก ย้อนกลับไปไกลๆกว่านั้นแทบทุกชาติก็คงเคยเปลือยอก
นอกจากว่าเขาอยู่ในเขตหนาวจนต้องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย
แล้วถ้าวัฒนธรรมการเปลือยอกมันจะย้อนกลับมา ผมว่ามันก็ไม่น่าจะแปลกอะไรตรงไหน
ถ้าคนนั้นทำ คนนี้ทำ ทุกๆคนทำ มันก็จะกลายเป็นมาตรฐานการปฏิบัติในสังคมไปกันเอง
ผู้ชายเห็นหน้าอกผู้หญิงทุกคน เห็นกันทุกวันมันก็จะรู้สึกเฉยๆไปเอง
ไอ้ที่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง เห็นวับๆแวมๆ นั่นต่างหากที่ก่อเกิดจินตนาการแก่ผู้ชายได้สูงยิ่งครับ

ก่อนเป็นเมือง โสเภณี

ก่อนเป็นเมือง โสเภณี กะหรี่โลก
พวกนักคิดโสโครก อยู่มุมไหน
ใยไม่ส่ง สิกแนล สังคมไทย
เผื่อลูกหลาน รุ่นใหม่ ไม่อายคน

แม่งปล่อยเลย ตามเลย บอกเคยเอง
ว่างดูหนัง ฟังเพลง ไม่ต้องสน
ไงวันนี้ งามหน้า แทบพาจน
ทุกชาติชน ชี้ช่อง ซ่องไทยแลนด์

แสนภูมิใจ ฉิบหาย ได้ขายตัว
เดินทางทั่ว โลกไป ไกลนับแสน
กิโลไมล์ ใครก็รู้ ล้วนดูแคลน
ว่าดินแดน กะหรี่โลก ไม่โศกเลย

ใครจะหยาม เหยียดยำ ไม่ซ้ำหน้า
ใครจะว่า ช่างแม่ พวกเราเฉย
ด้านไว้ก่อน เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็เคย
บ้านเราเลย เป็นซ่อง ท่องโลกา

แต่วันนี้ต่อไป

แต่วันนี้ต่อไป หากใครชอบ
เข้าคูหา เลือกตอบ กันดีกว่า
หากชอบใจ เอาเถิด เปิดอกมา
ใช้ช่องกา บอกYes ประเทศงาม

หากเบื่อนัก พักนี้ มันมีมาก
พวกเศษกาก หลากพันธุ์ ไม่มีหาง
เลือก Vote No ไว้ก่อน กลัวหลงทาง
กันลิงค่าง ขบกัด ไล่ฟัดเอา

ใสหัว wrote: . . . . .

[quote=ใสหัว]
. . . . . .
หากเบื่อนัก พักนี้ มันมีมาก
พวกเศษกาก หลากพันธุ์ ไม่มีหาง
เลือก Vote No ไว้ก่อน กลัวหลงทาง
กันลิงค่าง ขบกัด ไล่ฟัดเอา[/quote]

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

นั่นแน่ !
นั่นแน่ !

ขึ้นต้นเป็นเรื่อง "ชมโนว์" ยังงั้นยังงี้
ลงท้ายกลายเป็น "โหวทโน" ไปซะแร้วว์.........

555
555
เอิ๊กก์ !.....

เฮีย "ไสหำ" นี่ไม่เบาเหมียนกัลล์
"สาวริมตีง-ผ้าถุงเปื่อย" เจอกิ๊กเหลืองเข้าแร้วว์......

------------------------------------

555555
555555
555555
เ อิ๊ ก ก์ !!
:)
FFF
FFF

ดช.เฟียม ( come back from

[quote=ดช.เฟียม ( come back from hell ! )][quote=ใสหัว]
. . . . . .
หากเบื่อนัก พักนี้ มันมีมาก
พวกเศษกาก หลากพันธุ์ ไม่มีหาง
เลือก Vote No ไว้ก่อน กลัวหลงทาง
กันลิงค่าง ขบกัด ไล่ฟัดเอา[/quote]

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

นั่นแน่ !
นั่นแน่ !

ขึ้นต้นเป็นเรื่อง "ชมโนว์" ยังงั้นยังงี้
ลงท้ายกลายเป็น "โหวทโน" ไปซะแร้วว์.........

555
555
เอิ๊กก์ !.....

เฮีย "ไสหำ" นี่ไม่เบาเหมียนกัลล์
"สาวริมตีง-ผ้าถุงเปื่อย" เจอกิ๊กเหลืองเข้าแร้วว์......

------------------------------------

555555
555555
555555
เ อิ๊ ก ก์ !!
:)
FFF
FFF[/quote]

ดช.เฟียม ห้าห้าห้า ห่า เอิ๊กก์ ๆ
fff แบวเบิ๊บๆ baabaa
ดูบ็องแบ๊ว แซ๊บซ๊าบ 555
คล้าย Baa Baa Boo Boo ไม่พอดี

ใสหัว wrote:จันแดง@เสรีชน

[quote=ใสหัว][quote=จันแดง@เสรีชน][quote=กูเองแหละ][quote=สุจิตต์ วงษ์เทศ]เคยกราบพระทั้งปี ผู้หญิงถูกต้องตัวพระสงฆ์ถือเป็นบาป ครั้นถึงสงกรานต์จะพากันจับพระโยนลงน้ำก็ได้ ทุกวันนี้ยังมีในบ้านนอกทางอีสาน ตอนผมเป็นเด็กบ้านนอกยังเห็นสาวแก่แม่หม้ายจับพระมัดต้นเสาหน้าร้าน แล้วเอามือล้วงในสบงถอนขนเพชรเพื่อเรียกค่าไถ่แลกเหล้า[/quote]

......หากคุณไม่รู้ไม่เข้าใจการทำหน้าที่ของกลไกทางวัฒนธรรมดีพอ อย่าได้สะเออะไปต่อว่าคุณสุจิตต์ เลยครับ อ่นคำอธิบายบรรยายความเห็นของคุณแล้ว บอกได้ว่าไม่มี "กึ๋น" ครับ ก่อนอื่นคุณต้องศึกษาให้เข้าใจให้ลึกซึ้งก่อนว่าวัฒนธรรมคืออะไร ทำหน้าที่อย่างไร เพื่ออะไร ทำไม่สังคมมนุษย์ถึงแตกต่างกัน แต่ล่ะสังคมอยู่รอดและพัฒนามาได้อย่างไร หากเข้าใจดีพอแล้ว ผมว่าคุณออกมาขอโทษคุณสุจิตต์เถอะครับ....[/quote]

เหมือนไม่มีทางเลือกขอเสือกก่อน
เอื้ออาทร จันแดง ผู้แข็งขัน
ส่งเสียงห้าม แกมด่า ทายท้ากัน
ใครก๋ากั่น เกินสุจิตต์ ให้คิ

ท่านผูกขาด ศิลป วัฒนธรรม
หากใครล้ำ ข้ามมา คงหน้าหมอง
"ไม่มีกึ๋น" สำนึกไว้ อย่ามาลอง
ผิดแล้วต้อง มาขอโทษ เดี๋ยวโกรธเคือง

คงเข้าใจ วัฒนธรรม นำชีวิต
เดินหางแกว่ง ตามสุจิตต์ แบบเชื่องเชื่อง
อ่านกระทู้ อีกรอบ แล้วชำเลือง
ดูทั้งเรื่อง มีกึ๋น สักเท่าใด

เมื่อคนแย้ง สังคมบ้า มันมาแรง
สุจิตต์แต่ง เรื่องว่า บ้าตรงไหน
เมื่อคนถาม ทางออก สังคมไทย
สุจิตต์บอก ปล่อยไป ก็แล้วกัน[/quote]

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

อ่านความคิดกันให้ดี ๆ ก่อนดิโว้ยยยยยยยยยยยย
สุจิตต์เขาสื่อให้รู้ให้เห้นให้ข้าใจว่าที่เห็นนั้นเป็นธรรมาเรื่องหนึ่งทค่เกิดขึ้น
เรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ที่เกิดผลร้ายต่อสังคมโดยร่วมยังมีอีกมากมาย และมีผลร้ายแรงกว่าเรื่องนมหกเต้านี่ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์
เขากำลังด่าคนอย่างพวกคุณนี่แหระที่นั่งทำเป็นสากกระเบือไม่รู้ร้อน
ถูกกระแทกต่อมสำนึกเข้าหน่อยทำออกอาการจะตายซ่ะให้ได้
อ่านความเห้นต่าง ๆ ของพวกสกุลพงษ์พัฒน์ ที่ดาหน้าออกมาตอบโต้คุณสุจิตต์แล้ว
พูดได้คำเดียวว๊ะ..........................เอียนฉิบหาย

พวกสกุลพงษ์พัฒน์

พวกสกุลพงษ์พัฒน์ ดาหน้าด่าที่ไหนยังไงอยากรู้อ่ะค่ะ มี link มั้ย
คือความจริง เข้าใจว่าคุณสุจิตต์ เค้าคงไมได้บอกว่าโชว์นม กลางเเยกเนี่ยดี เเต่ที่เค้าด่าเค้าคงด่าใอพวก ผู้ใหญ่ นักการเมือง ทั้งหลายที่ เอา เด็ก 3 คนมาเป็น เหยื่อในการหาเสียงให้ตัวเอง ไม่น่าจะต้องบอกนะว่าใอพวกกระทรวงวัฒนธรรมทั้งหลาย วันๆๆ รอเเต่จะหาเศษหาเลย มาสร้างกระเเสให้ตัวเอง เพิ่มค่าให้กับตัวเอง โดยการเอาเหยื่อเด็กๆ มาหากิน ขอบอกว่า ค่อนข้างเลวนะพวกนี้
ถ้าจะบอกว่าการเต้นโชว์นมมันผิด มันก็ผิด เเต่มันไม่ได้ผิดมากไปถึงกับขนาดที่จะต้องเอาเค้ามาออกสื่อโชว์ประจานทั่วประเทศว่าผิดไปเเล้ว ไม่ใช่ ?
แล้วใอที่ที่ปล่อยให้เป็นอยู่เนี่ยมีหลายสิ่งที่รัฐ ควรเเก้ทำใมไม่แก้ มาด่าเเค่เด็กที่มันทำผิดพลาด เพียงอารมณ์ชั่ววูบมันสมควรมั้ย ทำใมไม่บอกเค้าไปล่ะว่าที่ผิด นะ ผิดเพราะโชว์นมที่กลางสี่เเยก
ตำรวจ นักการเมืองทั้งหลายเลยไมได้รับส่วยจากเด็ก
เเต่ถ้าเดินเข้าไปซัก 3 - 4 ก้าวเดินเข้าไปในร้านที่มีประตู มิดชิด มีหลังคาล่ะก็ โชว์ได้ ทั้งตัว ไม่ต้องออกมา ขอโทษคนทั้งประเทศ เพราะกูได้เงินจากมึงเเล้วไม่ทางตรงก็ทางอ้อม