SIU:จดหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์: นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปฏิรูปพรรค

ถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกท่าน ขอแสดงความเสียใจที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร 2554 แต่ก็ขอให้กำลังใจว่าให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาแก้ตัวใหม่อีกครั้งในการ เลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่อยู่คู่ประชาธิปไตยไทยมานาน ที่สุด มีความเป็นสถาบันอันเข้มแข็งที่สุด มีโครงสร้างพรรคชัดเจน ไม่ใช่พรรคของนายทุนหรือกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถือเป็นทรัพย์สินอันมีค่าที่พรรคประชาธิปัตย์ควรรักษาไว้ต่อไป แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ถือเป็นความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันนับตั้งแต่คุณชวน หลีกภัย ชนะการเลือกตั้ง ส.ส. 2535/2 และถ้าจะนับเฉพาะการขับเคี่ยวกับพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เราจะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง และยังไม่เคยเอาชนะ “ระบอบทักษิณ” ได้สักครั้ง (ดูข้อมูลใน แผนภาพแสดงประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2535-2554) ความพ่ายแพ้ต่อเนื่องเหล่านี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องในพรรคประชาธิปัตย์เอง และถ้าพรรคยังมองข้ามหรือทำเมินเฉยปัญหาเหล่านี้ ก็คงไม่มีทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอาชนะพรรคเพื่อไทยด้วยการเลือกตั้งใน อนาคตอันใกล้ได้เลย พรรคประชาธิปัตย์ SIU ขอทำตัวเป็น “กัลยาณมิตร” มองปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์จากสายตาคนนอก และแนะนำวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดในสายตาของเรา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาธิปัตย์ปรับตัวเพื่อเป็นพรรคคู่แข่งที่สมน้ำสม เนื้อของพรรคเพื่อไทยต่อไป ข้อเสนอของเราแบ่งได้เป็น 5 ประเด็น ดังนี้ 1. เลิกดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น พรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาในอดีต พรรคประชาธิปัตย์ใช้การใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบทางการ เมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของนายปรีดี พนมยงค์ ที่ส่งคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์, วาทกรรม “จำลองพาคนไปตาย”, ประเด็นอภิปรายเรื่องสัญชาติของนายบรรหาร ศิลปอาชา ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่าไม่ใช่คนไทย, การให้สัมภาษณ์ของคุณเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคที่วางบทบาทไว้เป็น “ตัวชน” ฝ่ายตรงข้าม ไปจนถึงกรณีล่าสุดคือการจุดชนวน “ถอนพิษทักษิณ” โดยเลือกปราศรัยหาเสียงที่แยกราชประสงค์ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นพื้นที่ขัดแย้งและอ่อนไหวสูง ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ยังยึดถือแนวทางนี้อย่างเหนียวแน่นไม่เสื่อม คลาย แน่นอนว่าในทางหนึ่ง การใช้วาทกรรมโจมตีคู่แข่งทำให้พรรคได้เปรียบทางการเมืองในทันที แต่ในทางกลับกัน การใส่ร้ายลักษณะนี้จะทำให้เกิดบรรยากาศการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์และคู่ แข่งจะต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดจะเกิดความรุนแรงขึ้นดังที่ปรากฏมาแล้วในเหตุการณ์เดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 การใช้วิธีการเช่นนี้ อาจพอใช้ประสบผลได้ในยุคสมัยหนึ่ง แต่ในยุคสมัยนี้ ที่สื่อมวลชนเองก็กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และมีช่องทางรับข้อมูลหลากหลาย แนวทางการโจมตีคู่แข่งแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับใคร รวมถึงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เองในระยะยาว เพราะประชาชนทั่วไป (ที่ไม่ใช่แฟนคลับของพรรค) จะเกิดความเบื่อหน่ายความขัดแย้งลักษณะนี้ และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรทำเป็นอย่างแรก ก็คือยกเลิกแนวทางการโจมตีหรือให้ร้ายคู่ต่อสู้ทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นการเมืองที่อิงอยู่บนหลักฐานและข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการ ยอมรับในสิ่งที่คู่แข่งทำได้ดีกว่า และพยายามเอาชนะด้วยผลงานหรือหลักวิชา มากกว่าจะเป็นวาทกรรมเชือดเฉือนอย่างที่เคยเป็นมา 2. กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นเรื่องอื้อฉาวและนำมาซึ่งความขัดแย้ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า ภายใต้การบริหารงาน 2 ปีครึ่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สร้างปัญหาและประเด็นขัดแย้งระดับชาติที่ “รุนแรงมาก” หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมในคดียุบพรรคประชาธิปัต ย์ทุกคดี และที่สำคัญคือเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในปัญหาทั้งหมดนี้ได้เลย แต่ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์กลับเลือกแนวทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือโยนความผิดให้ผู้อื่น (ไม่ว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงหรือสถาบันอื่นๆ) มาโดยตลอด ผลสุดท้ายกลับทำให้ปัญหาเหล่านั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้วาทกรรม “ไม่มีคนตายที่ราชประสงค์” แล้วบอกว่าผู้เสียชีวิตที่บริเวณใกล้เคียงอื่นๆ ไม่ช่วยให้ความขัดแย้งในเรื่องนี้บรรเทาลงแม้แต่น้อย ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ควรสร้างกระบวนการภายในของพรรค เพื่อจัดการกับ “ประเด็นปัญหาที่ขัดแย้งรุนแรง” เหล่านี้เสียใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องกล้ายืดอกรับผิด หาสาเหตุ หาผู้รับผิดชอบภายในพรรคที่จะต้องแสดงการรับผิดชอบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (ไม่ใช่การลอยนวลต่อไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลเพียงว่า “ทำเพื่อพรรค”) และที่สำคัญคือ “แก้ไข” ไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกันซ้ำอีก การที่พรรคมีกระบวนการเผชิญหน้าและแก้ไขปัญหาตามสภาพความเป็นจริง มีการตรวจสอบกันเองภายในพรรค ยิ่งจะทำให้ความเป็นสถาบันของพรรคเข้มแข็งขึ้น การดำเนินการของพรรคโปร่งใสมากขึ้น และเป็นผลดีต่อพรรคในระยะยาว 3. เลิกหวังพึ่งทางลัดทางการเมือง หันมาเล่นการเมืองโดยยืนบนขาของตัวเอง ในรอบ 19 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด พรรคกลับได้เป็นรัฐบาลถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลัง ที่คนบางกลุ่มเชื่อกันว่าด้วย “อำนาจพิเศษ” ที่ถึงแม้จะถูกตามหลักกฎหมาย แต่กลับไม่สง่างามในแง่การบริหารประเทศ ตัวอย่าง “ทางลัด” เหล่านี้ได้แก่ กรณี “กลุ่มงูเห่า” ที่ช่วยตั้งรัฐบาลชวน 2 หรือ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ช่วยหนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 รวมไปถึงอำนาจนอกระบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทหาร การตั้งรัฐบาลในกองทัพ ศาล กกต. ฯลฯ วิธีคิดลักษณะนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจ “ผลงาน” ของตัวเองอย่างจริงจังนัก และคอยมองหาแต่ “อำนาจพิเศษครั้งต่อๆ ไป” มาช่วยพลิกขั้วเป็นรัฐบาลในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการเลือกตั้งปี 2554 นี้ เราจะเห็นข่าว “พรรคอันดับสองตั้งรัฐบาลได้” ออกมาจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าพรรคไม่คิดจะเอาชนะด้วยวิธีตรงไปตรงมาตามระบอบรัฐสภา ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีมุมมองและโลกทัศน์ที่ต่างไปจากเดิมมาก การใช้ “ทางลัดทางการเมือง” เพื่อตั้งรัฐบาลโดยไม่มีผลงานที่โดดเด่น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป และผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะพิสูจน์ให้พรรคประชาธิปัตย์เห็นชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แสดงออกความต้องการของตัวเองอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ต้องเลิกหวังพึ่งทางลัดพิเศษ อำนาจนอกระบบทั้งหลาย หันมาเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภา ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ตามวิถีทางที่สากลยอมรับ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์หันมายึดแนวทางการเมืองในสภาล้วนๆ ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรค ให้ลงมาทำงานเพื่อสร้างผลงานอย่างจริงจัง และตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้มีสิทธิออกเสียงเอง 4. เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากมวลชนผู้สนับสนุนพรรค พรรคการเมืองใหญ่ที่เก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็นรัฐบาลนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย่อมมีกลุ่มผู้สนับสนุนแนวทางของพรรคเป็นจำนวนมาก แต่รูปแบบการบริหารงานของพรรคกลับยังรวมศูนย์อยู่ที่สมาชิกระดับแกนนำของ พรรคเพียงไม่กี่คน ซึ่งหลายคนได้สถานะความเป็นผู้นำจากชาติตระกูล นามสกุล หรือความสัมพันธ์ระบบเครือญาติ ไม่ได้มาจากความสามารถหรือผลงาน ในขณะที่มวลชนของพรรคทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนจากระยะไกลเท่านั้น การขับเคลื่อนภายในพรรคล้วนมาจากแกนนำเพียงกลุ่มเดียว ในความเป็นจริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีบุคคลากรที่โดดเด่นและมีความสามารถอีกมากมาย และพรรคเองก็ควรจะดึงทรัพยากรทรงคุณค่าเหล่านี้มาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ พรรคจะต้องปรับโครงสร้างภายในใหม่ให้มีการถ่วงดุลกัน จัดให้กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคคอยตรวจสอบ คอยควบคุม ให้คำแนะนำคณะผู้บริหาร กลุ่มคนทำงานของพรรค ให้ขับเคลื่อนพรรคไปในทิศทางที่ “สมาชิก” ของพรรคอยากให้ไป ไม่ใช่ทิศทางที่ “แกนนำพรรค” ต้องการจะไป พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบพรรคอื่นอย่างมหาศาลตรงที่มีกลุ่มผู้สนับสนุน พรรคจำนวนมากอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างหรือหาใหม่ แถมกลุ่มผู้สนับสนุนเหล่านี้มีการศึกษา มีฐานะ สถานะทางสังคมอยู่ในระดับดีมากของสังคมไทย สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำมีเพียงเปิดกว้าง และสร้างกระบวนรับฟังความคิดเห็นอันมีประโยชน์จากกลุ่มมวลชนเหล่านี้เท่า นั้น 5. ผลัดใบคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า เปิดให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ข้อเสนอข้อสุดท้ายเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุด แต่ก็อาจจะต้องใช้ความกล้าหาญมากที่สุด ในสายตาของคนนอก SIU มองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์เกิดจาก “คนรุ่นเก่า” ที่เคยร่วมสร้างพรรคมาตลอดหลายสิบปีนี้ ยังคงมีอำนาจการตัดสินใจภายในพรรคเช่นเดียวกับสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว แกนนำของพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มนี้มีประสบการณ์ทางการเมืองสูงส่งอย่างไม่ ต้องสงสัย และประสบการณ์เหล่านี้ก็ช่วยนำพาพรรคผ่านสถานการณ์ยากลำบากได้หลายครั้ง แต่ในทางกลับกันก็มีข้อเสียคือ “คนรุ่นใหม่” ที่มีไอเดียใหม่ๆ มีโลกทัศน์ใกล้เคียงกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่สามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทภายในพรรคได้มากนัก เพราะเส้นทางการเติบโตตีบตัน และที่ผ่านมาเราก็เห็นคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ ทยอยออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปเติบโตที่พรรคการเมืองอื่นๆ เป็นจำนวนไม่น้อย เนื่องในโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าเศร้า แต่ก็เป็นโอกาสทองสำหรับการเปลี่ยนแปลง เราขอเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ชุดปัจจุบัน ลาออกยกคณะเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ภายในพรรคที่มีฝีมือได้ก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการบริหารพรรครุ่นใหม่แทน การเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งหมด อาจมีคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นบางคนกลับเข้ามาได้อีก แต่แกนนำระดับกรรมการบริหาร และกรรมการที่ปรึกษาที่มีอายุเกินกว่าที่กำหนด (เช่น อาจจะตกลงกันไว้ที่ 60 ปี ตามอายุการทำงานในองค์กรทั่วไป) อาจต้องแสดงมารยาททางการเมืองโดยประกาศไม่รับตำแหน่งใดๆ ในการตั้งคณะกรรมการบริหาร-คณะกรรมการที่ปรึกษาชุดหน้าอีก เพื่อป้องกันความเกรงใจตามลำดับอาวุโส ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการชุดเก่าเกือบทั้งหมดได้กลับมาดำรงตำแหน่งดังเดิม ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อเป็นความจริงที่คนในพรรคอาจไม่อยากรับฟัง (inconvenient truth) แต่ SIU ก็ขอเสนอแนวทางเหล่านี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อที่จะเห็นพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองเก่าแก่ ยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันทางการเมืองต่อไปได้ในอนาคต เราเชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเข้มแข็งได้ ในระยะยาว แต่ก็ขึ้นกับว่าพรรคประชาธิปัตย์จะกล้า “ยอมเจ็บปวด” ในระยะสั้นหรือไม่ Siam Intelligence Unit ค่ำคืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554

Comments

ขออภัยที่อคติ พรรคดักดานไม่ใช

ขออภัยที่อคติ
พรรคดักดานไม่ใช่สถาบันทางการเมืองที่น่าชื่นชม เป็นแค่เครื่องมือของอำมาตย์อำนาจเก่าใช้ในการดำรงอำนาจของพวกพ้องไม่ให้ตกถึงราษฎรตามเจตจำนงของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง
1. เลิกดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น, ทำไม่ได้เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรค ยิ่งพอถึงทางตันก็ยิ่งโหมใส่ร้ายป้ายสี ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่ได้กระแส กลับทำให้ตัวเองดูแย่ลงกว่าเดิม (จากเหตุการณ์หาเสียงแบบโง่บัดซบก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุด)
2. กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นเรื่องอื้อฉาวและนำมาซึ่งความขัดแย้ง, ทำไม่ได้เพราะถนัดแต่เรื่องเอาดีใส่ตัว เรื่องชั่วใส่ตัวทำไม่เป็น และความขัดแย้งคือหัวใจสำคัญในการดำรงชีพทางการเมือง ยิ่งทำไม่ได้
3. เลิกหวังพึ่งทางลัดทางการเมือง หันมาเล่นการเมืองโดยยืนบนขาของตัวเอง, ทำไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นเครื่องมือของพวกอำมาตย์ ถ้าไม่ได้ใบเบิกทาง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ
4. เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากมวลชนผู้สนับสนุนพรรค, ทำไม่ได้ เพราะรับฟังแต่หัวหน้าอำมาตย์ว่าจะให้หันทางไหนเท่านั้น
5. ผลัดใบคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า เปิดให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่, เคยทำแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะพวกรุ่นใหม่ก็แค่เหล้าใหม่ในขวดเดิม รับปรัชญาอุบาทว์มาเต็มๆ ก็เลยไม่เคยเจริญก้าวหน้าในทางการเมืองเท่าอายุที่ดักดานเก่าแก่ไปตามเวลา
ย้ำกันให้ชัดๆ อีกครั้งพรรคดักดานไม่ใช่สถาบันทางการเมือง แค่พรรคอายุมาก แต่ด้อยคุณภาพเท่านั้น

I want a good party to

I want a good party to balance and check the Government. But this is not the Democrat Party as it has been until today's date.
This advice is very constructive and worth for people concerned to listen to and act to improve it. I read Dr. Veerapong Ramangkun's article in Prachachat newspaper column " Kon dern Trok" long ago. Dr. Veerapong was kind enough to constructively advise the Democrat Party. But it seems that none take his advice. This one is the second advice I read ,in two years time , to this party.
Taxpayer (which part of my taxes go to Democrat Party.)

ปชป.แพ้จริง

ปชป.แพ้จริง แต่มีข้อบกพร่องจริง
แต่คงไม่ไช่เหตุผล ข้อ1-3 อันนั้น เข้าข่ายไส่ร้ายป้ายสีเขาเหมือนกัน
ส่วนข้อ 4 พรรคอื่นรวมทั้งเพื่อไทย เ็ป็นมากกว่าปชป.อันนั้ขัดเจน

แต่ปชปยุดนี้แม้ไม่โดดเด่นแต่ไม่ถึงกับล้มเหลว
จำนวนสส.ลดลงแต่ในบางพื้นที่ก็ได้เพิ่ม
โดยเฉพาะฉะเชิงเทรา ตระกูลฉายแสงหงายเก๋ง
ก็ถือเป็นผลงานที่น่าสนใจ และสะใจเป็นการส่วนตัว

คิดแต่ของเก่าๆ ผุๆ พังๆ

คิดแต่ของเก่าๆ ผุๆ พังๆ ประชาชนไปยันไหนแล้ว ถ้าคิดว่าระบบเก่าๆไดโนเสาร์เต่าล้านปีๆ จะช่วยท่านได้ก็เชิญ ประชาชนไม่ต้องการคนพูดเก่ง วาทะเก่งทางกฏหมาย รัฐศาสตร์ อะไรแล้วแต่ แต่ต้องการคนทำงาน และต้องทำเป็นด้วย ไม่ต้องโกหกโลกไปยันไหนแล้ว จับได้หมดละ

Precisely. Thank you very

Precisely. Thank you very much SIU for this great piece of advises. It is straight to the point and well written. A rare piece, indeed.

Ref:

Ref: SIU:จดหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์: นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปฏิรูปพรรค
Mon, 2011-07-04 12:41

ที่มา: เผยแพร่ครั้งแรกใน Siam Intelligence Unit, คืนวันที่ 3 กรกฎาคม 2554
>>>

To: SIU

You are beating a dead horse. Aren't you?

Regards,
<<<

เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์นั้น

เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับละครทีวีญี่ปุ่น "Change" นายกมือใหม่ที่นำเสนอทางTPBS ไม่นานมานี้ อันที่จริงพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีผู้ศรัทธามากมาย แต่สมาชิกในพรรคก็ดูเหมือนไม่ค่อยตระหนักถึงจุดแข็งของตนเอง ที่เป็นหมือนต้นแบบพรรคการเมืองในฝันของเมืองไทย เอาเข้าจริงๆมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆในพรรคเท่านั้น ที่สร้างอิทธิพลครอบงำอยู่ในพรรค ใช้เลห์เหลี่ยมลูกล่อลูกชนสารพัดวิธี เพื่อดำรงไว้ในความสำคัญของตนเองในพรรค การได้มาของหัวหน้าพรรคก็เป็นเพียงเหมือนได้นอมินีมาเท่านั้น ไม่ใช่หัวหน้าพรรคที่แท้จริง เนื่องจากอำนาจทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ภายใต้การควบคุม ของแก๊งลายครามในพรรค ผมก็รอดูอยู่ว่าเมื่อไหร่ที่ประชาธิปัตย์จะผลัดใบ ได้ทีมงานใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม

ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์ก็มีวันที่จะชนะการเลือกตั้ง อย่างถล่มทะลายเช่นกัน
ประชาธิปัตย์มีต้นทุนที่ดีกว่า และมากกว่าอย่างมหาศาล รอแต่การจัดกระบวนทัพใหม่เท่านั้น

การเมืองก็คือการเมือง อำนาจก็คืออำนาจ
ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยพบว่ามีใครรักษาอำนาจไว้ได้ตลอดกาล
เราจำเป็นต้องยอมรับในความจริงของวัฏจักรการเมืองและอำนาจ

Absolutely agreed with the

Absolutely agreed with the SIU.
The Democrat Party was in power with the help of army and invisible hands for more than 2 years . Their main activities were to get rid of the only one man, instead of trying to improve the economy of the country and to solve adverse high cost of living of the people. Corruptions were, even worse than before. The worse part was their behave and pretend that they were good and superior than the others. They stepped on shoulders, blamed and accused of the others to make themselves right for everything. We know they were only talking but no action!!!
They will continue failing to work on politics in Thailand because they have never improved their policies and strategies. Old men like , Chuan , Banyad and Therdpongse are dinosaurs, and especially Mafia Suthep will ruin the party. This is because of their primitive strategy and approaches. Country is currently at the stage of transformation process to move the country toward one of a leading country in Asia. We can't afford to have this Primitive Party to lead the country.
Again, we are looking for justice for the people , who were killed by this government in May 2010. Please consider , who are the most unwanted persons between a person who committed criminal of killing his own people in May last year OR a person who was accused of committing a mistake because he signed agreement to sale their property to his wife to sale the land. There were some manipulation and arrangement made by this government. Finally , the later person had to leave the country and escape from unfair and double standard treatment . But the criminal persons are still in power without any justice. Investigation has no progress , although the public know who killed the people. Criminal justice is approaching to whoever responsible to the killing!!!
SIU has described clearly on the facts why the Democratic Party has gone downhill. The answer is very clear that this is due to their primitive policy and strategy!!! Constructive suggestions were made but we do not know whether they will accept the reality , as they though they are more superior. Certainly , if they do not review and improve their strategies, we then , will find a new distinct species in the Thai politics soon.

นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ต้องหันมาทบทวนตัวเอง ต้องรู้ตัวเองว่าเป็นคนเช่นไร อย่ายอมให้คนอื่นครอบงำ....การยอมถูกครอบงำโดยบุคคลอื่น ทำให้ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง .....ถ้าคนที่ครอบงำเป็นคนดี ก็ดีไป แต่ถ้าคนที่ครอบงำนายอภิสิทธิ์ เป็นคนเลว ผลก็จะเป็นอย่างทุกวันนี้.....จงจำไว้ว่า น้ำดีเพียงน้อยนิด ไม่มีทางทำให้น้ำเน่าใสสะอาดได้ .....ถ้าให้แนะนำ หากจำเป็นต้องอยู่เล่นการเมืองใน ปชป. ให้อยู่ห่างๆไอ้เทือก เพราะไอ้คนๆนี้ คุณสมบัติไม่ดีพอที่จะส่งเสริมคนดี มีแต่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ

จดหมายดังกล่าวเป็นจดหมายที่ดี

จดหมายดังกล่าวเป็นจดหมายที่ดีมากฉบับหนึ่ง แต่ดีเกินไปสำหรับพรรคเลวๆที่ไม่มีทางจะตาสว่างและคงไม่มีทางที่พรรคปชป จะกลับตัวกลับใจได้ เนื่องจากคนในพรรคนี้จิตใจคับแคบ ไม่มีสปิริตทางจิตใจ แต่ละคนไม่มีความคิดสร้างสรร เนื่องจากเป็นพรรคของเหล่าเจ้านาย ชนชั้นสูง พรรคนี้จึงเป็นพรรคที่พิเศษ ทำงานแบบเดียวกับเหล่ามนุษย์พิเศษ เพราะเกิดมามีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น ถึงแม้จะเรียนหนังสือจบจากนอก ก็ใช่ว่าจะมีความคิดแบบนักเรียนนอก ที่เวลาอยู่ต่างประเทศที่ต้องช่วยตนเอง เพราะถูกบ่ม ถูกอบรมให้เกิดมา เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ เป็นคุณหนู เป็นคุณชาย จึงทำอะไรไม่เป็น เพราะทั้งชีวิต ไม่เคยต้องทำอะไรเอง ในบ้านมีคนใช้เป็นสิบ จะหยิบของก็ "ติ๋ม ต๋อย ติ๊ก" จึงหาเลี้ยงชีวิตไม่เป็น ในเมื่อหาเลี้ยงตัวเองไม่เป็น เป็นแค่ออกคำสั่งและทำนาบนหลังคนอื่น แล้วจะไปหาเลี้ยงประชาชนได้อย่างไร พอเรียนจบก็เป็นนักการเมือง แทนที่พ่อแม่จะให้ไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ไปเรียนรู้ประสบการณ์ แต่ก็เปล่า จึงเป็นที่มาของการใช้เล่ห์ เพทุบาย สารพัดจะเอาเปรียบหรืออิจฉาคนที่ดีกว่า เด่นกว่า และเก่งกว่า

ต่อให้องค์กรนี้เขียนจดหมายไปอีก 100 ฉบับก็ไม่มีประโยชน์ พรรคปชป เป็นแบบนี้มาตลอด 60 กว่าปี และก็คงจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน ถ้าไม่มีบทเรียนที่เจ็บปวด มาสั่งมาสอน จนพรรคๆนี้แตก ก็คงไม่มีทางที่พรรคปชป จะเป็นพรรคที่ปชช ทั้งประเทศพึ่งพาอาศัยได้ ส่วนคนที่หวังเอาพรรคปชป เป็นที่พึ่ง ก็คงจะต้องให้พรรคปชป พาไปจมน้ำ จมเหว ตายไปพร้อมๆกัน

ไม่อยากจะพูดถึงไอ้พรรคเลวตลอด

ไม่อยากจะพูดถึงไอ้พรรคเลวตลอดกาลพรรคนี้เลย
พรรคประชาธิเปรต ไงๆก็เป็นพรรคประชาธิเปรตอยู่วันยันค่ำ
นิสัยประพฤติจนกลายเป็นสันดาน
มันซึมเข้าไปในสายเลือดและจิตวิญญาณ ยากที่จะแก้ไขครับ

จริงๆแล้วตอน ปชป.

จริงๆแล้วตอน ปชป. เผชิญคดียุบพรรค ผมเชียร์เต็มที่ให้ถูกยุบ มิใช่เพราะเกลียด มิใช่เพราะอยากเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเท่านั้น แต่เพราะมองว่า จะเป็นโอกาสให้เกิดพรรคใหม่ องค์กรใหม่ที่เกิดจากการแบ่งกลุ่มก้อนของ ปชป. ออกมา ซึ่งอาจจะได้ ปชป.2 ซึ่งดีกว่าเดิม และอาจพอเป็นที่พึ่งพิงให้ประชาชนได้อย่างแท้จริงเมื่อเติบใหญ่ไปในวันข้างหน้า เนื่องจากมองแล้วว่า ปชป. ทุกวันนี้ ใหญ่เกินไป เก่าแก่เกินไป มีวัฒนธรรมและโครงสร้างที่แข็งแกร่งเกินจะแก้ไขปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ (เหมือนแบงค์กรุงเทพ ที่ re-engineer ยังไง ก็ให้บริการรวดเร็วเท่า ไทยพาณิชย์ กสิกร หรือแบงค์ที่เติบโตมาในช่วงหลังไม่ได้แล้ว) ... แต่ทว่า โอกาสครั้งนั้นก็ผ่านไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยความเก๋า และ เหล่าสุนัขรับใช้ ในระบบที่ไร้ยางอาย ไร้ศักดิ์ศรี และปราศจากความนับถือตนเองโดยสิ้นเชิง (น่าสมเพช) ... ตอนนี้หวังให้เกิดระบบ 2 พรรค ที่แข่งขันกันด้วยนโยบายได้อย่างสูสีในเมืองไทย ก็คงยากเย็นยิ่ง ... เพราะความเก่าแก่ของ ปชป. ก็เหมือนบ่อน้ำที่ลึกมาก จะต้องเติมน้ำดีเข้าไปอีกเพียงไหน ถึงจะพาน้ำเสียก้นบ่อล้นออกมาได้เล่า มีแต่เหล่าน้ำเสียเหล่านั้นจะกลืนกินน้ำดีเข้าไปจนเป็นเนื้อเดียวกันในที่สุดเท่านั้น เหมือนที่เราเห็นๆกันอยู่ ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองหนุ่มที่ "เคย" เป็นความหวัง ..... จริงไม๊ครับ คุณอภิสิทธิ์ เทือกสุบรรณหลีกภัย !!!

มันเป็น LOGO

มันเป็น LOGO ของพรรคนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เปลี่ยนไม่ได้หรอก

มีแต่จะต้องหาตัวตายตัวแทนมาสืบทอดเจตนารมย์ ให้วัฒนธรรมแบบนี้คงอยู่ต่อไป

งานกร่อย wrote:ปชป.แพ้จริง

[quote=งานกร่อย]ปชป.แพ้จริง แต่มีข้อบกพร่องจริง
แต่คงไม่ไช่เหตุผล ข้อ1-3 อันนั้น เข้าข่ายไส่ร้ายป้ายสีเขาเหมือนกัน
ส่วนข้อ 4 พรรคอื่นรวมทั้งเพื่อไทย เ็ป็นมากกว่าปชป.อันนั้ขัดเจน

แต่ปชปยุดนี้แม้ไม่โดดเด่นแต่ไม่ถึงกับล้มเหลว
จำนวนสส.ลดลงแต่ในบางพื้นที่ก็ได้เพิ่ม
โดยเฉพาะฉะเชิงเทรา ตระกูลฉายแสงหงายเก๋ง
ก็ถือเป็นผลงานที่น่าสนใจ และสะใจเป็นการส่วนตัว[/quote]

ก็เป็นซะอย่างเนี้ย
คนเขาแนะดีๆ
(คราวนี้คงรู้แล้วว่า ทำไมพรรคนี้แพ้เลือกตั้ง 6 ครั้งรวดในรอบ 2 ทศวรรษ)

อ้าว ผมอ่านแล้วทั้ง 5 ข้อ

อ้าว ผมอ่านแล้วทั้ง 5 ข้อ มันจะต่างอะไรกับพรรคของนช.ทักษิณและกัลยาณมิตรแดงละครับ คล้ายกันหยังกับแกละ เพียงแต่ตอนนี้พรรคของนช.ทักษิณและกัลยาณมิตรทำอะไรก็ดีไปหมดละครับ ตดยังหอมเลยครับ

งานกร่อย wrote:ปชป.แพ้จริง

[quote=งานกร่อย]ปชป.แพ้จริง แต่มีข้อบกพร่องจริง
แต่คงไม่ไช่เหตุผล ข้อ1-3 อันนั้น เข้าข่ายไส่ร้ายป้ายสีเขาเหมือนกัน
ส่วนข้อ 4 พรรคอื่นรวมทั้งเพื่อไทย เ็ป็นมากกว่าปชป.อันนั้ขัดเจน

แต่ปชปยุดนี้แม้ไม่โดดเด่นแต่ไม่ถึงกับล้มเหลว
จำนวนสส.ลดลงแต่ในบางพื้นที่ก็ได้เพิ่ม
โดยเฉพาะฉะเชิงเทรา ตระกูลฉายแสงหงายเก๋ง
ก็ถือเป็นผลงานที่น่าสนใจ และสะใจเป็นการส่วนตัว[/quote]

ครั้งที่แล้ว 165 ครั้งนี้ 160 ชัดเจนนะครับว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ในขณะเดียวกัน พท. 233 งูเห่าเน แยกออกไป เหลือจริงประมาณไม่ถึง 180 ครั้งนี้ เกินครึ่ง ก็ชัดเจนอีก มองเผินๆ ปชป.ไม่ถึงกับแย่มาก เพราะลดลงแค่ 5 ที่ แต่ถ้ามองเชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง พท. ถือว่าล้มเหลวอย่างมาก ดูได้จากตัวเลขที่ปรากฏ ห่างกันเกิน 100 ครับ อย่างที่เขาว่าตารางคะแนนไม่เคยหลอกลวงใคร....

ทำไมประชาไท

[color=red][size=555]ทำไมประชาไท ไม่ยอมให้เราคอมเมนต์คอนเสิร์ตไอ้หงา คาราวานว่ะ![/color][/size]

Entry ข้างบนนั้น

Entry ข้างบนนั้น เป็นการนำเสนออย่างสร้างสรร แต่ comment ของคุณเป็นแบบคนอารมณ์เสีย มองโลกในแง่ร้าย สำหรับการอคตินั้นพอให้อภัยได้ แต่ถ้าเป็นอาการทางจิต ควรจะไปรักษาให้ดีขึ้นก่อนจะเข้ามา comment ใหม่นะคะ

[quote=????]ขออภัยที่อคติ
พรรคดักดานไม่ใช่สถาบันทางการเมืองที่น่าชื่นชม เป็นแค่เครื่องมือของอำมาตย์อำนาจเก่าใช้ในการดำรงอำนาจของพวกพ้องไม่ให้ตกถึงราษฎรตามเจตจำนงของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง
1. เลิกดำเนินกิจกรรมทางการเมืองโดยใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น, ทำไม่ได้เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรค ยิ่งพอถึงทางตันก็ยิ่งโหมใส่ร้ายป้ายสี ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่ได้กระแส กลับทำให้ตัวเองดูแย่ลงกว่าเดิม (จากเหตุการณ์หาเสียงแบบโง่บัดซบก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุด)
2. กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นเรื่องอื้อฉาวและนำมาซึ่งความขัดแย้ง, ทำไม่ได้เพราะถนัดแต่เรื่องเอาดีใส่ตัว เรื่องชั่วใส่ตัวทำไม่เป็น และความขัดแย้งคือหัวใจสำคัญในการดำรงชีพทางการเมือง ยิ่งทำไม่ได้
3. เลิกหวังพึ่งทางลัดทางการเมือง หันมาเล่นการเมืองโดยยืนบนขาของตัวเอง, ทำไม่ได้ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นเครื่องมือของพวกอำมาตย์ ถ้าไม่ได้ใบเบิกทาง ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ
4. เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากมวลชนผู้สนับสนุนพรรค, ทำไม่ได้ เพราะรับฟังแต่หัวหน้าอำมาตย์ว่าจะให้หันทางไหนเท่านั้น
5. ผลัดใบคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า เปิดให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่, เคยทำแล้ว แต่ไม่สำเร็จ เพราะพวกรุ่นใหม่ก็แค่เหล้าใหม่ในขวดเดิม รับปรัชญาอุบาทว์มาเต็มๆ ก็เลยไม่เคยเจริญก้าวหน้าในทางการเมืองเท่าอายุที่ดักดานเก่าแก่ไปตามเวลา
ย้ำกันให้ชัดๆ อีกครั้งพรรคดักดานไม่ใช่สถาบันทางการเมือง แค่พรรคอายุมาก แต่ด้อยคุณภาพเท่านั้น[/quote]

This just pops into my

This just pops into my head.

Like wise from a kalayanamitra to ปชป ( especially to Mr. Mark).

First rule of holes: "If you are in a hole, stop digging".

My all-time favorites.

If You're in a Hole, Stop

If You're in a Hole, Stop Digging.

Whether our problems are of our own making or not, whether we know exactly how to resolve them or not, the first step is to stop making things worse. Stop making excuses. Stop blaming others. Stop ignoring our strong and persistent feelings. And stop dismissing and discounting what others are telling us about their needs and feelings.

ควรจะเสนอแนะหลายๆพรรค

ควรจะเสนอแนะหลายๆพรรค เพราะหลังเลือกตั้งที่ ปชป.แพ้ เห็นมีแต่คนเสนอแนะพรรคปชป.
พรรคอื่นๆก็มีสิ่งที่ควรปรับปรุง ควรให้ความสำคัญกับพรรคอื่นด้วย
ไม่แปลกหรอกที่จะแนะนำพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคพิเศษคือเห็นตัวผู้ก่อตั้งแน่ชัดและผู้กอ่ตั้งก็มีอำนาจมากในพรรค ก็ควรแนะนำว่าจะทำอย่างไรให้เป็นสถาบันมากขึ้น เป็นต้น

ที่ท่านแพ้เพราะท่านดูถูกประชา

ที่ท่านแพ้เพราะท่านดูถูกประชาชนมากเกินกว่าให้อภัย มีการเลือกตั้งมาหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งใดที่ประชาชนออกมาใข้สิทธิมากมายเหมือนครังนี้ และบัตรเสียเป็นล้านจะเป็นความจงใจจัดทำของใครหรือไม่นั้นสักวันมันต้องปรากฎแน่
ความเคียดแค้นชิงชังมันได้ระบายออกมาอย่าที่เห็น คนที่ถูกกระทำย่อมต้องหาทางออกแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการตบหน้าปชปทุกคน และบอกให้รู้ว่าอย่าทำอย่างอีกและนี่เป็นเพียงบทแรกเท่านั้น

ที่ท่านแพ้เพราะท่านดูถูกประชา

ที่ท่านแพ้เพราะท่านดูถูกประชาชนมากเกินกว่าให้อภัย มีการเลือกตั้งมาหลายครั้งแต่ไม่มีครั้งใดที่ประชาชนออกมาใข้สิทธิมากมายเหมือนครังนี้ และบัตรเสียเป็นล้านจะเป็นความจงใจจัดทำของใครหรือไม่นั้นสักวันมันต้องปรากฎแน่
ความเคียดแค้นชิงชังมันได้ระบายออกมาอย่าที่เห็น คนที่ถูกกระทำย่อมต้องหาทางออกแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการตบหน้าปชปทุกคน และบอกให้รู้ว่าอย่าทำอย่างอีกและนี่เป็นเพียงบทแรกเท่านั้น

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find

Great site! You can find