Design by นิติราษฎร์

อีกครั้งที่ประเด็นทางการเมืองกลับสะท้อนอย่างอื่นออกมาให้แจ้งคาตา แล้วบอกว่ามันอาจไม่ใช่ปัญหาการเมืองในความหมายที่พวกผู้ใหญ่เชยๆมักกล่าวเตือนในความสกปรกของมัน จนเด็กดีๆ อย่างเราควรไปสนใจทำอย่างอื่นเสียดีกว่า ซึ่งข้าพเจ้าก็เชื่อฟังมาจนทุกวันนี้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งพบว่าสิ่งนั้นมิได้ทั้งสกปรกหรือสะอาด ชะรอยว่ามันอาจมิใช่ปัญหาหรือปริศนาทางการเมืองเสียทีเดียวอีกตะหาก ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิใช่การประกาศข้อโต้แย้งทางการเมืองของความคิดฟากฝั่งใด (ในความหมายที่ว่ามันมีอยู่แค่ 2 ฟากในแบบปัจจุบัน) แต่มันเป็นผลงานการออกแบบโดยนักกฎหมาย ที่productของมันคือกฎเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุหนึ่งที่มันเขย่าการถกเถียงได้อย่างอึกทึก ก็อาจเพราะตัววิธีการคิดแบบใช้ creativity นำหน้าเข้าไปทลายกฏเกณฑ์ และบางอย่างที่คล้ายกระบวนการออกแบบนั้นเอง ที่อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับระเบียบวิธีก่อร่างสร้างกฎของวงการกฎหมายแบบไทยๆ ที่คงจะยังมี pattern ตามจารีตบางอย่างกำหนดไว้ กฏหมายอีกนัยหนึ่งก็คือจารีตที่แข็งตัว ว่ากฎก็คือกฎ จะเปลี่ยนอะไรต้องอยู่ในกรอบของกฎเดิมที่ใหญ่กว่า, ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่กว่า นิติศาสตร์ดูเป็นอาชีพที่น่าเบื่อ ที่เข้าไปเรียนท่องกฎหมาย และไม่เคยมีหนังไทยเรื่องไหนมีบทสนทนามันส์ๆ บนฉากการโต้กันระหว่างทนาย-อัยการ-ศาลเท่าหนังอเมริกันอย่าง JFK หรือ A few good men เป็นต้น ผู้เขียนจะลองไล่ทีละประเด็นโดยเปรียบเทียบวิธีคิดที่แสดงออกมาในข้อเสนอของนิติราษฎร์ กับกระบวนการออกแบบ เท่าที่สมองมนุษย์เคยคิดค้นวิธีการหรือจดบันทึกกันเอาไว้ โดยละเนื้อหาของข้อเสนอไว้ในฐานที่เข้าใจว่าได้อ่านและฟังกันมาแล้ว (และเข้าใจเท่าที่ประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่อย่างนักเทคนิคทางกฏหมาย) หนึ่ง เมื่อสิ่งใดๆ เริ่มใช้การได้ไม่ดี ไม่สะดวก ไปจนถึงเป็นอันตราย มนุษย์ก็จะเริ่มออกแบบสิ่งนั้นๆ ใหม่ ไม่ว่าจะโดยผู้ออกแบบผู้มีชื่อเสียงหรือนิรนามก็ตาม อันนี้ท่านคงพอเข้าใจได้เอง ว่าการใช้การได้ของกฏหมาย หรือกระบวนการยุติธรรมไทยในช่วง 5ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ผลิตอะไรเพิ่มให้แก่สังคมนอกจากจำนวนมาตรฐานและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั่นหมายความว่ามันมีสิ่งผิดปกติที่สมควรเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการออกแบบเสียใหม่ นักออกแบบอาจมองเห็นอะไรแบบนี้ในระดับการโค้งงอของแปรงสีฟันในปาก แต่เหล่าท่าน อ.นิติราษฎร์เห็นขี้ฟันที่ตกค้างอยู่ในซอกหนึ่งหรือหลายซอกของกฏหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องเพราะรูปร่างของแปรงสีฟันและยาสีฟันที่ใช้ หรือแม้กระทั่งท่าทีและนิสัยของตัวผู้ใช้ เป็นต้น ข้อนี้มีทั้งผู้ที่ตระหนักว่ารัฐประหารนั้นเป็นขี้ฟัน ส่วนบางท่านยังคิดว่ามันเป็นทองที่เลี่ยมฟัน (ปกปิดฟันผุ ฟันหลอ) จึงมิควรต้องทำการออกแบบใดๆ เลยไม่อ่านผลงานออกแบบให้เข้าใจ เขวี้ยงแบบทิ้งแล้วปากไวด่าเลย (เสียหมาปลาหมอไปหลายท่าน) สอง ในกระบวนการออกแบบ หลังการค้นพบในข้อที่หนึ่ง สิ่งที่ทำต่อไปคือการสร้างทางเลือกหรือทำ alternative design เพราะเราอยู่ในยุคสมัยที่รู้ว่าพระเจ้าหรือกษัตริย์จะไม่ส่งนิมิตหรือคำตอบจากสวรรค์เพียงคำตอบเดียวมาสู่ศิลปินอีกต่อไปแล้ว เราก็จะร่าง sketch รูปแบบทางเลือก แล้วทำการวิเคราะห์แจกแจงข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกจนมันเหลือน้อยที่สุด จนประกอบร่างใหม่เป็นแบบที่ต้องการนำเสนอที่คิดว่าเข้าท่าที่สุด อาจกล่าวได้ว่าเราทุกคนเหมือนติดกับดักกันอยู่ในข้อที่หนึ่ง เราพูดถึงภาวะไม่น่าสบาย แล้วก็มีเพียงคำ”ปรองดอง”เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ราวกับว่าสวดคำนี้ออกมาบ่อยๆแล้วมันจะบรรเทาทุกสิ่ง ทำให้ขี้ฟันหายไปฟันไม่ผุโดยไม่ต้องทำการแปรงฟัน ยิ่งสวดก็ยิ่งเหม็นขี้ฟัน...แล้วคนที่คิดออกว่าจะเริ่มทำอะไรก็อาจเป็นเพราะเลิกหมกมุ่นวิเคราะห์กับคำนี้ แต่สำรวจจ้องมองเรื่อง “รัฐประหาร”และสิ่งที่รายรอบมัน ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นเหมือนการทำ alternative design sketch ที่ยังมิได้ทำการผลิตออกมาเป็น product (และก็เสนอกระบวนการเพื่อที่จะผลิตมันออกมาในขั้นต่อไป) เขาออกมาเสนอแนวความคิดหลักแต่สังคมคุณพ่อรู้ดีก็รีบตอบรับความแหลมคมทางความคิดด้วยการทิ่มมันกลับไปหาคนคิด หรือวิธีการเก่าๆที่ว่าแค่เพียงความคิดก็เป็นภัยต่อความมั่นคง (ทางใจ) บางอย่างไปต่างๆนานาเสียแล้ว เช่น เสนอมาแล้วสังคมจะแตกแยก, ทักษิณกำลังจะคืนชีพ, อ. ฉลาดๆ อย่าง อ.วรเจตน์จะได้เป็น สสร. (มันน่ากลัวตรงไหน(ฟระ)?) สาม การพบว่าโจทย์ในการออกแบบนั่นแหละคือปัญหา และกฏที่มีอยู่ต่างหากที่เป็นอุปสรรค แล้วนำไปสู่แนวความคิดหลักในการออกแบบหรือข้อเสนอของเขา อาการ panic ดังกล่าวยืนยันว่าเรามีปัญหาในข้อที่หนึ่ง ซึ่งมันคือตัวโจทย์เองกำลังบอกเราว่า...เรามีปัญหาใหญ่หลวงให้แก้ แต่ห้ามคิดหรือทำอะไรใหม่ๆ (ที่ไปแตะ 1 2 3 4....) มาร่วมแก้โจทย์กันเถิด?.... หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการตั้งโจทย์ลักษณะนี้ขึ้นมานี่แหละที่ทำให้การแก้ปัญหานั้นๆ เป็นไปไม่ได้ และนั่นก็หมายความว่าต้องทลายโจทย์แบบนี้ทิ้งเสียก่อน! ... นิติราษฎร์เลือกเสนอ alternative ที่ทลายกฎเดิม (ที่เป็นกฏหมายจริงๆ! ) หรือที่จริงแล้วมันลวง เพราะมันคือกฎหมายที่อุปโลกน์ตัวเอง ประกาศว่าตัวฉันเองคือกฎหมายจริงนะ เสนอลบทิ้งกฎหมายลวง(ประกาศนิรโทษกรรมตัวเองคณะปฏิวัติ) ที่ล็อคกฎหมายตัวที่ลวงต่อๆ กันมาทิ้งเสียก่อน (บนการมีฐานคิดที่ว่ารัฐประหารเป็นตัวปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหาเสียก่อน แล้วไล่ตรรกะเชื่อมโยงกันมา) มันทลายกฎเดิมและขยายจินตนาการความเป็นไปได้ออกไปได้อย่างไร?...อ่านรายละเอียดแถลงการณ์ ในประเด็นเช่น ความไม่เป็นรัฐาธิปัตย์ของรัฐประหารนั้น หลายคนไม่อาจทลายความคิดนี้ด้วยเหตุที่รู้ว่าใครสนับสนุนรัฐประหาร ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อว่าอำนาจประชาชนนั้นสูงสุด (เหตุผลแบบนี้อาจเป็นคุณสมบัติแปลกๆ แต่ดำรงอยู่จริงและมีความงามอย่างไทย!), ประเด็นที่ว่าโดย logic ของข้อเสนอนี้เองควรปรับใช้กลับไปเยียวยาผลกระทบของรัฐประหารที่ผ่านมาทุกครั้ง เช่น กรณี 6ตุลา ที่คนผู้ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาพูดกันอยู่เงียบๆ อย่างสิ้นหวังมาตลอด 35 ปี ว่าคดีหมดอายุความ และได้รับ (แผลเป็น) นิรโทษกรรมกันไปหมดแล้ว เป็นต้น สี่ แกเป็นใครจึงมาเสนอแบบร่างในการออกแบบ? ต้องมีผู้ว่าจ้างแกมาแน่ๆ ผู้เขียนไม่มีความรู้ทางกฎหมายแต่จับใจความได้ว่า วงการนิติศาสตร์ไทยไม่ต้อนรับ \การคิดค้น\" หรือข้อเสนอแก้ไขกฎหมายใดๆ ที่ไม่ได้มาตามลำดับขั้นตอน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ทางกฎหมายนั้นอาจจะควรไหลมาจากทิศทางมาตรฐาน เช่นองค์กรสมาคมทนายความที่มีอยู่

เป็นบทความที่ดีครับ

เป็นบทความที่ดีครับ ผมก็หวังว่ามันจะไม่แท้งตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิซะก่อน แต่หวั่นใจอยู่ลึกๆเหมือนกัน คนเราลองมันหน้ามืดขึ้นมา มันทำได้ทุกอย่างนะครับ คณะนิติราษฏร์ กะ อาจารย์สมศักดิ์ สู้ต่อไปครับ เพื่อสันติสุขของชาวโลก เอ๊ย เพื่อประชาธิปไตย เต็มใบของไทยเรา

"ผู้เขียนไม่มีความรู้ทางกฏหมา

"ผู้เขียนไม่มีความรู้ทางกฏหมายแต่จับใจความได้ว่า วงการนิติศาสตร์ไทยไม่ต้อนรับ”การคิดค้น“ หรือข้อเสนอแก้ไขกฏหมายใดๆที่ไม่ได้มาตามลำดับขั้นตอน ... ถ้าไม่ใช่นักวิชาการทางนิติศาสตร์ที่น่าจะเป็นคนที่เสนอนวัตกรรมทางกฏหมายเสียแล้ว มันควรจะเป็นใคร? เราไม่ควรถามว่าเขาไปรับเงินใคร แต่ควรถามว่าสังคมแบบไหนกัน ปล่อยให้เขาต้องทำงานเหล่านี้กันโดยไม่ได้เงิน แถมโดนป้ายสีว่าอาจมีคุณสมบัติตามสูตรผู้ร้ายทั้งมวลอีกตะหาก?"

ผมว่าเจ้าของบทความเข้าใจอะไรดีกว่าคนหลายคนที่เรียกตนเองว่านักกฎหมายครับ

"ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิใช่การประกาศข้อโต้แย้งทางการเมืองของความคิดฟากฝั่งใด(ในความหมายที่ว่ามันมีอยู่แค่ 2 ฟากในแบบปัจจุบัน) แต่มันเป็นผลงานการออกแบบโดยนักกฏหมาย ที่productของมันคือกฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม"

เห็นด้วยครับ ถ้าคิดให้ไกลกว่านั้นไปอีก "ที่productของมันคือกฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม" ถ้าให้ถูกต้องบอกว่า ที่productของมันคือ "กระบวนการ" แสวงหากฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม

อธิบายไว้ที่ คำเตือนข้อ ๓ ตรงนี้ครับ

http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37130

ใช่เลย อัลวิน ทอฟเลอร์

ใช่เลย อัลวิน ทอฟเลอร์ เขียนว่า นวัตกรรมหาใช่แค่บรรดาสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกเท่านั้น นวัตกรรมยังควรหมายถึงแนวความคิด,เทคนิควิธีการในการจัดการของมนุษย์ด้วย เช่นการจัดให้มีการสอบเป็นจอหงวนเมื่อ1000ปีที่แล้ว เป็นเทคนิควิธีการเลือกระดมคนมีปัญญาระดับยอดๆเข้ามารับใช้ราชสำนักจีน, การกู้เงินแบบพิสดารที่เรียกว่า'ซื้อสินค้าเงินผ่อน' เพิ่งเกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อราว100ปีก่อนนี้เอง ทำให้สังคมอเมริกาปัจจุบันเป็นสังคมของราชาเงินผ่อน (ตัวอย่างทั้ง2นี้มองทะลุยกขึ้นมาเองเด้อ)

กฎหมายนั้นก็อาจจะเทียบเท่ากับนวัตกรรมของหนทางวิธีปฎิบัติระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ แล้วในเวลาต่อมา ก็เกิดนวัตกรรมข้อกฎหมายที่ขยายจากวิธีปฏิบัติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ไปสู่มนุษย์กับสัตว์ เช่น ห้ามฆ่าสัตว์จนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของมัน นวัตกรรมอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีการพัฒนาเรื่อยมา และแม้นวัตกรรมทางกฎหมายไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็มีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เสมอเหมือนดังเช่นแผนกวิจัยและพัฒนาของผู้ผลิตสินค้าที่ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นตลอดเวลา

เวทีแบบนี้กระมังที่

เวทีแบบนี้กระมังที่ ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล รับฟังกัน เห็นด้วยก็ได้ ไม่เห็นด้วยก็แลกมา ชอบความคิดนี้มาก design by นิติราษฎร์ ขอติดตามอ่านต่อไป

การได้อ่านโดยที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็น ก็เป็นการมีส่วนร่วมระดับหนึ่งนะ ณ จังหวะหนึ่งการแลกเปลี่ยนจะตามมา

ฟาตอนี เมอร์เดก้า

ฟาตอนี เมอร์เดก้า เขียนบนท้องถนน ยังทรงคุณค่า

ข้อเสนอทางวิชาการ จากคณะนิติราษฎร์ เขียนจากสถาบันหลักและผู้เขียนถือว่าเชี่ยวชาญ

ไฉนเลยประชาชนคนประชาธิปไตยจึงนิ่งเฉยไม่ให้การสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้มา

ซึ่งการเปลี่ยนแปลง "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" มาเป็น "ประชาธิปไตยประชาชน"

เรารู้อยู่แกใจว่าความอยุติธรร

เรารู้อยู่แกใจว่าความอยุติธรรมมันมีอยู่จริงในสังคมไทย และการจะฆ่าหรือกำจัดใครสักคนหรือกลุ่มคนที่กว้างผลประโยชน์ก็มีมากหลายหลากวิธีตั้งแต่เถื่อนสุดจนถึงแยบยลที่สุดซึ่้งเกิดขึ้นและทำกันอยู่หลายยุคหลายสมัย...วันนี้การใส่ร้ายป้ายสีดิสเครดิตเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนที่ทำดีเจตนาดีต่อสังคมก็ยังคงพลานุภาพสะท้อนว่าวิธีเถื่อนสถุนสกปรกและหยาบช้ายังคงใช้ได้ในสังคมนี้ และจะคงอยู่ต่อไปหากเราไม่ลงขึ้นมาปกป้องพวกเขา "นิติราษฎร์" หากหัวจิตหัวใจและสมองคุณยังทำงาน คุณต้องรู้ว่าพวกเขาคือคนจริง!

ผมว่า

ผมว่า เรื่องนวัตตกรรมใหม่ทางนิติศาตร์ ของนิติรากษสนี้ ตกเทรนด์ไปแล้วครับ.....ประชาไทไปเอาเรื่อง อัยการสูงสุด คนเดียวทำหน้าที่แทนศาลฏีกาทั้งคณะ

มาเปิดประเด๊นกัน เรื่องนวัตตกรรมทางนิติศาสตร์ ยุครัฐบาลน้องปูของผม น่าจะเป็นประโยชน์กว่า มันกว่า อึ้งทึ่งเสียวกว่าประเด็น เด็กเล่นขายของ หรือโยนก้อนหินถามทางมากครับ.........

ผมว่า

ผมว่า เรื่องนวัตตกรรมใหม่ทางนิติศาตร์ ของนิติรากษสนี้ ตกเทรนด์ไปแล้วครับ.....ประชาไทไปเอาเรื่อง อัยการสูงสุด คนเดียวทำหน้าที่แทนศาลฏีกาทั้งคณะ

มาเปิดประเด๊นกัน เรื่องนวัตตกรรมทางนิติศาสตร์ ยุครัฐบาลน้องปูของผม น่าจะเป็นประโยชน์กว่า มันกว่า อึ้งทึ่งเสียวกว่าประเด็น เด็กเล่นขายของ หรือโยนก้อนหินถามทางมากครับ.........

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

[quote=วีรพัฒน์ ปริยวงศ์]"ผู้เขียนไม่มีความรู้ทางกฏหมายแต่จับใจความได้ว่า วงการนิติศาสตร์ไทยไม่ต้อนรับ”การคิดค้น“ หรือข้อเสนอแก้ไขกฏหมายใดๆที่ไม่ได้มาตามลำดับขั้นตอน ... ถ้าไม่ใช่นักวิชาการทางนิติศาสตร์ที่น่าจะเป็นคนที่เสนอนวัตกรรมทางกฏหมายเสียแล้ว มันควรจะเป็นใคร? เราไม่ควรถามว่าเขาไปรับเงินใคร แต่ควรถามว่าสังคมแบบไหนกัน ปล่อยให้เขาต้องทำงานเหล่านี้กันโดยไม่ได้เงิน แถมโดนป้ายสีว่าอาจมีคุณสมบัติตามสูตรผู้ร้ายทั้งมวลอีกตะหาก?"

ผมว่าเจ้าของบทความเข้าใจอะไรดีกว่าคนหลายคนที่เรียกตนเองว่านักกฎหมายครับ

"ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิใช่การประกาศข้อโต้แย้งทางการเมืองของความคิดฟากฝั่งใด(ในความหมายที่ว่ามันมีอยู่แค่ 2 ฟากในแบบปัจจุบัน) แต่มันเป็นผลงานการออกแบบโดยนักกฏหมาย ที่productของมันคือกฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม"

เห็นด้วยครับ ถ้าคิดให้ไกลกว่านั้นไปอีก "ที่productของมันคือกฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม" ถ้าให้ถูกต้องบอกว่า ที่productของมันคือ "กระบวนการ" แสวงหากฏเกณฑ์ข้อตกลงทางสังคม

อธิบายไว้ที่ คำเตือนข้อ ๓ ตรงนี้ครับ

http://www.prachatai.com/journal/2011/09/37130[/quote]

กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ได้มาจาก...
วิธี sense doubt guess think
arguendo :)
believe
experience intuit
reason realise enlightened....etc
รัฐประหาร-ทักษิณ-นิติราษฎร์ 3คำเตือนที่คนไทยต้องรู้
รวมมิตร3กระบวนความคิด/ความรู้ -จาก 3 periods
รัฐประหาร... เป็น early-18th century-conservative-empiricism
(ระบอบ)ทักษิณ... เป็น late-19th century-romantic-rationalism
นิติราษฎร์... เป็น current-21st century-legal realism
ความเป็นไปได้จะออกมาในรูป socio political tragic fiction
หากกลุ่มทั้งหลายยังคงสถานะตัวตนใน limit of thought - limit of knowledge

อ่านเรื่อง Judge Sonia Maria Sotomayor --legal realism เป็น openning line จะเห็นชัดขึ้น

#413576 » ความคิดเห็นของ

#413576 » ความคิดเห็นของ บางกอก (visitor) (27.55.49.50 27.55.49.50) .. Sat, 2011-10-01 12:22
ผมว่า
ผมว่า เรื่องนวัตตกรรมใหม่ทางนิติศาตร์ ของนิติรากษสนี้ ตกเทรนด์ไปแล้วครับ.....ประชาไทไปเอาเรื่อง อัยการสูงสุด คนเดียวทำหน้าที่แทนศาลฏีกาทั้งคณะ

มาเปิดประเด๊นกัน เรื่องนวัตตกรรมทางนิติศาสตร์ ยุครัฐบาลน้องปูของผม น่าจะเป็นประโยชน์กว่า มันกว่า อึ้งทึ่งเสียวกว่าประเด็น เด็กเล่นขายของ หรือโยนก้อนหินถามทางมากครับ........

......................................................
ทนายเทำหน้าที่ว่าตามแทนแผ่นดิน อันหมายถึงเป้นผู้ว่าความแทนแผ่นดินหรือรัฐนั่นเอง
ซึ่งรัฐก้อคือประชาชน ใครรที่ทำให้รัฐได้รับความเสียหายทนายแผ่นดินก้อมีหน้าที่
การทำหน้าท่ของทนาบแผ่นดินเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่ตองการให้เกิดความเป็นธรรมอันเป็นที่ยุติ
หากกรขัดแย้งทุกเรื่องต้องใช้กลไกการตัดสินของศาลแล้ว ลองิดดดูจะต้องมีอยู่กี่เรื่องกีคดีในแตละวัน และศาลผู้ทำหน้าที่มีกี่คนทีจะทำหน้ที่รัพิจารณาได้
ทนายแผ่นดินจึงเปน cut out ให้ศาลยุติธรรม ไม่เห็นจะเกี่่ยวกับการทำหน้าที่ทนสาลตรงไหน แต่กลับเป้นการยอมรับการตัดสินของศาลด้วยซ้ำไป
เรื่องคน ๆ เดียวที่ศาลัดสินไปแล้ว กับเรื่องที่นิติราษฏร์เสนอนั้นมันเทียบกันไม่ได้เลย เรื่องระดับการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่คนได้ประดยชน์หือเสียประโยชน์ทั้งแผ่นดิน เรื่องไหนสำคัญยิ่งกว่ากัน?
คุณบางกอกครับ แค่นี้คุณยังนึกไม่ได้นึกไม่อกหรือครับ
คุณเป็นประสาทไปแล้วหรือไง
คุณมือบอดไปแล้วหรือ ความอืิจฉาริษยาหรือผีห่าตนใดสิงใจเจ้าอยู่หรือ?
หรือว่าคุณมันก้อทาศในเรือนเบี้ยของอำาตย์ตัวหน่งเท่านั้น เขาบอกให่เห่า ก้อเห่าไปงั้นแหระ อย่างนั้นหรือ?

NLR (New Legal

NLR (New Legal Realism)

http://en.wikipedia.org/wiki/New_legal_realism

Netherlands International Law

Netherlands International Law Review
NLR volume 58-issue 2- 2011

http://journals.cambridge.org/action//displayIssue?jid=NLR&volumeId=58&seriesId=0&issueId=02

นี่แหละประเทศไทย

นี่แหละประเทศไทย คนดีอยู่ไม่ได้ มีแต่พวกชเลีย มีแต่พวกสร้างภาพ propaganda ถึงจะอยู่ได้
สังคมไทยก็เป็นแบบนี้ ขี้เกียจ ขี้อิจฉา เห็นแก่ตัว ไม่ชอบให้ใครเด่นและดีกว่าตนเอง เป็นแบบนี้มาตลอด
ประเทศไทยมันถึงไม่เจริญ เอะอะ ก็รัฐประหารเอะอะก็ยึดอำนาจ เวียนว่ายตายเกิดแบบนี้มาหลายสิบปี
ไม่ว่าใครที่คิดนอกกรอบก็จะถูกติติง ก็จะถูกใส่ร้ายป้ายสี จนไม่มีชิ้นดี คนทำดี คิดดี สู้พวกสร้างภาพ พวกเลียเก่ง
ไม่ได้ ถ้าสังคมไทยชอบแบบนี้ก็เชิญ ก็เตรียมตัววนอยู่ในอ่างไปเรื่อยๆก็แล้วกัน

จันแดง

[quote=จันแดง]พิมพ์อาจบกพร่องตกหหล่นไปบ้าง ค่อย ๆ อ่านนะคับคุณบางกอก อย่าหงุดหงิดล่ะ[/quote]

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หงุดหงิดคงไม่มีหรอกครับ แต่ออกจะขำเสียมากกว่า...

ทั้งเรื่าองนิตราษฏร์ทั้งเรื่องอัยการนั้น ที่ได้ประโยชน์โภคผลไปเต็มๆนั้นก็คนๆเดียวตระกูลเดียวทั้งสองกรณี

ประชาชนทั่วไป ไปได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรตรงไหนครับ....อัยการสูงสุดนั้น สั่งคดีที่ศาลชั้นต้นกับศาบอุทธรณ์ตัดสินขัดแย้งกัน โดยอ้างว่าตนเองนั้นเชื่อและเห็นด้วยกับคำตัดสินศาลอุทธรณ์ อิ อิ อิ แล้วประทานโทษ ทำไมไม่ทำอย่างนี้มันทุกคดีไป จะได้ไม่ต้องมีศาลอุทธรณ์ ทำไมเลือกปฏิบัติต่อคดีนี้

ทั่วไปนั้น อัยการสูงสุดอาจสั่งไม่ฏีกาได้ก็เฉพาะที่ ศาลสองศาลเขาเห็นตรงกันแล้วไม่มีเหตุผลข้อกฏหมายที่จะฎีกาต่อไปอีก ยกเว้นกรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับทางราชการที่ต้องการคำพิพากษาถึงชั้นฏีกาประกอบขั้นตอนต่อไป....

ศาลสองศาลตัดสินไม่สอดคล้องกัน ก็ไม่ใช่หน้าที่ของทนายหน้าไหน ไม่ว่าทนายทั่วไปหรืออัยกาทนายของแผ่นดินจะสรุปตักสินคดีแทนศาลฎีกา.....

เรื่องนี้ผมว่ายาวแน่ครับ....

ส่วนเร่ื่อง เด็กเล่นขายของ ของนิติราษฏร์นั้น ผลของหินที่โยนถามทางได้รับคำตอบแล้ว คงยุติลงแค่นี้ก่อน ค่อยไปเคาะกะลากันอีกทีตอนสสรใหม่.ทำงาน.....สักพัก เดี๋ยวแกก็หาของอะไรมาขายเล่นต่อ......คอยติดตามไปดูได้

จันแดง

[quote=จันแดง]พิมพ์อาจบกพร่องตกหหล่นไปบ้าง ค่อย ๆ อ่านนะคับคุณบางกอก อย่าหงุดหงิดล่ะ[/quote]

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หงุดหงิดคงไม่มีหรอกครับ แต่ออกจะขำเสียมากกว่า...

ทั้งเรื่าองนิตราษฏร์ทั้งเรื่องอัยการนั้น ที่ได้ประโยชน์โภคผลไปเต็มๆนั้นก็คนๆเดียวตระกูลเดียวทั้งสองกรณี

ประชาชนทั่วไป ไปได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรตรงไหนครับ....อัยการสูงสุดนั้น สั่งคดีที่ศาลชั้นต้นกับศาบอุทธรณ์ตัดสินขัดแย้งกัน โดยอ้างว่าตนเองนั้นเชื่อและเห็นด้วยกับคำตัดสินศาลอุทธรณ์ อิ อิ อิ แล้วประทานโทษ ทำไมไม่ทำอย่างนี้มันทุกคดีไป จะได้ไม่ต้องมีศาลอุทธรณ์ ทำไมเลือกปฏิบัติต่อคดีนี้

ทั่วไปนั้น อัยการสูงสุดอาจสั่งไม่ฏีกาได้ก็เฉพาะที่ ศาลสองศาลเขาเห็นตรงกันแล้วไม่มีเหตุผลข้อกฏหมายที่จะฎีกาต่อไปอีก ยกเว้นกรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับทางราชการที่ต้องการคำพิพากษาถึงชั้นฏีกาประกอบขั้นตอนต่อไป....

ศาลสองศาลตัดสินไม่สอดคล้องกัน ก็ไม่ใช่หน้าที่ของทนายหน้าไหน ไม่ว่าทนายทั่วไปหรืออัยกาทนายของแผ่นดินจะสรุปตักสินคดีแทนศาลฎีกา.....

เรื่องนี้ผมว่ายาวแน่ครับ....

ส่วนเร่ื่อง เด็กเล่นขายของ ของนิติราษฏร์นั้น ผลของหินที่โยนถามทางได้รับคำตอบแล้ว คงยุติลงแค่นี้ก่อน ค่อยไปเคาะกะลากันอีกทีตอนสสรใหม่.ทำงาน.....สักพัก เดี๋ยวแกก็หาของอะไรมาขายเล่นต่อ......คอยติดตามไปดูได้

@ khun

@ khun Verapat
....

วันก่อนได้อ่านfacebookของคุณวีรพัฒน์
และอ่านความเห็นของคุณ อาร์ม ตั้งนิรันดร
พบว่าน่าสนใจ
IMO...,
อาร์ม (romantic) vs วีรพัฒน์ (กึ่ง realistic)
อาร์ม (romantic)...ค่อนข้างเงียบ artistry...sensitive
น่าจะเหมาะกับคดีเยาวชนอะไรประมาณนั้น
หากต้องรับมือกับการเมืองไทย คงพลิกตำราไม่ทันเล่ห์นักการเมือง
วีรพัฒน์...ออกแนว new legal realistic นะคะ
อนาคตน่าจะเป็นที่พึ่งที่แข็งแรงของชาวโลกได้ แบบ... supernewman :)

by the way,มีเด็กนักศึกษาคนหนึ่งคล้ายคุณวีรพัฒน์:

http://nextgenjournal.com/2011/03/a-brief-critique-of-socio-political-realism/

diiIbdk ik=xiki4 wrote:@ khun

[quote=diiIbdk ik=xiki4]@ khun Verapat
....

วันก่อนได้อ่านfacebookของคุณวีรพัฒน์
และอ่านความเห็นของคุณ อาร์ม ตั้งนิรันดร
พบว่าน่าสนใจ
IMO...,
อาร์ม (romantic) vs วีรพัฒน์ (กึ่ง realistic)
อาร์ม (romantic)...ค่อนข้างเงียบ artistry...sensitive
น่าจะเหมาะกับคดีเยาวชนอะไรประมาณนั้น
หากต้องรับมือกับการเมืองไทย คงพลิกตำราไม่ทันเล่ห์นักการเมือง
วีรพัฒน์...ออกแนว new legal realistic นะคะ
อนาคตน่าจะเป็นที่พึ่งที่แข็งแรงของชาวโลกได้ แบบ... supernewman :)

by the way,มีเด็กนักศึกษาคนหนึ่งคล้ายคุณวีรพัฒน์:

http://nextgenjournal.com/2011/03/a-brief-critique-of-socio-political-realism/[/quote]

ps:
my elder daughter and Arm studied in the same school,
patumwan demonstration school.
Arm is a year older than my stubborn kid.

Hot

Hot Chocolate

http://www.youtube.com/watch?v=_-p8bOoFlPo&feature=related

sunday

sunday sweetheart
ชิน-หน้าที่ของหัวใจ

http://www.youtube.com/watch?v=Zm3yqytSfME&feature=related

เป็นบทความที่แหลมคม

เป็นบทความที่แหลมคม เปรียบเทียบในเชิงตรรกะได้ดีเยี่ยมครับ

คุรบางกอกคับ อ่านคำพิพากษาศาล

คุรบางกอกคับ
อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ล่ะยัง
หักล้างกันอย่างไร
คุณมีความเห็้นหักล้างศาลอุทธรณ์ได้อย่างไร
แม้ทนายแผ่นดินยังไม่อาจลหักล้างข้อพิจารณาของสาลอุทธรณ์ได้
และเขาก้อใช้อำนาจของเขาอย่างสมบูรณ์ ไม่มีทั้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ไม่มีทั้งข้อกฏหทายใดที่จะมาหักล้างศาลอทธรณ์ได้
สงสัยต้องไปหาคำสั่ง คมช. หรือไม่ก้อคำสั่งคณะ ปฏว. ซึ่งคุณอาจถือว่าเป็นกฏหทายมาหักล้างกระมัง หรือไม่ก้อสร้างหลักฐานเท็จเพิ่มเติม แบบ ปชป. ก้อทำไปเลยน่ะครับ
ผมจะไ้เป็นฝ่ายนั่งดูบ้าง แต่ อิอิ ขอสาปแช่งกาลีบ้านกาลีเมืองไปด้วน่ะครับ