ชาวโคกหินขาวร้องผู้ว่าฯ ขอนแก่น หวั่นผลกระทบโรงงานแป้งมันสำปะหลัง

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาวร่วมกลุ่มนักศึกษายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ค้านโรงงานแป้งมันสำปะหลัง หวั่นสูบน้ำชลประทานป้อนโรงงานฯ ทั้งการก่อสร้างยังทำประชาคมไม่ทั่วถึง-ไม่มีการให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่

 
 
วันที่ 10 ม.ค.56 ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาว ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) ม.ขอนแก่น นักศึกษาจากพรรคสามัญชน และศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ประมาณ 100 คน รวมตัวกันยื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ณ ศาลากลางจังหวัด กรณีโรงงานแป้งมันสำปะหลังของบริษัท ขอนแก่นสตาร์ช จำกัด บริเวณบ้านหนองหารจาง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น
 
ตัวแทนชาวบ้านระบุ การสร้างโรงงานดังกล่าวยังทำประชาคมไม่ทั่วถึงและไม่มีการให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากหวั่นถึงกระบวนการตามกฎหมายที่ไม่ถูกต้องและผลกระทบที่จะเกิดตามมา
 
 
กลุ่มอนุรักษ์ฯ และกลุ่มนักศึกษาได้ยื่นหนังสือและร่วมเจรจากับผู้ว่าราชการขอนแก่นในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว โดยขอให้มีการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน ในการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท ขอนแก่นสตาร์ช จำกัด ว่าเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 หรือไม่
 
2.การอนุญาตใช้น้ำของโรงงานแป้งมัน บริษัท ขอนแก่นสตาร์ช จำกัด ต่อผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ในห้วยเสือเต้นซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติว่าชอบหรือไม่ และ 3.ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่บริเวณที่ตั้งโรงงานและพื้นที่ชุ่มน้ำห้วยเสือเต้น
 
ด้านนายสมศักดิ์ รับข้อเสนอทั้งสามข้อ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องดำเนินการภายใน 30 วัน และให้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ทำการตรวจสอบข้อกฎหมายที่อนุญาตให้โรงงานแป้งมันใช้น้ำจากห้วยเสือเต้น ภายใน 7 วัน
 
นางณัฐภรณ์ แสงโพธิ์ ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาวกล่าวว่า การรวมตัวไปยื่นหนังสือกับผู้ว่าครั้งนี้ เนื่องจากทางกลุ่มต้องการให้มีการตรวจสอบการสร้างโรงงานแป้งมันอย่างจริงจัง เพราะเคยไปฟ้องศาลปกครองแล้ว ไปยื่นหนังสือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกที่แล้ว ก็ไม่มีความคืบหน้า โรงงานก็ยังสร้างต่อไป
 
อีกทั้งชาวบ้านเห็นตัวอย่างจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ รอบบริเวณอำเภอน้ำพอง ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนมาแล้ว และโรงงานดังกล่าวไม่มีการออกมาแก้ปัญหาใดๆ ทำให้เกรงว่าจะได้รับผลกระทบดังเช่นโรงงานอื่นๆ
 
 
ด้านนายศุภณัฐ บุญสด ตัวแทนนักศึกษา กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) กล่าวว่า หลังจากที่ทางกลุ่มได้ลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลและสำรวจกระบวนการตั้งโรงงานแป้งมันสำปะหลังแล้ว พบว่า การก่อตั้งโรงงานแป้งมันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เนื่องด้วยกระบวนการดังกล่าวไม่ได้ผ่านมติจากชุมชนแต่อย่างใด ไม่มีขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ตัดสินใจเลย ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และอยู่ห่างจากชุมชนเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ถ้าโรงงานตั้งสำเร็จ ผลกระทบเกิดกับชุมชนแน่นอน
 
นายกรชนก แสนประเสริฐ ตัวแทนนักศึกษาพรรคสามัญชน กล่าวว่า ทางพรรคมีนโยบายการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งกรณีการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บริเวณรอบห้วยเสือเต้นนั้น ไม่มีความเป็นธรรมกับชาวบ้าน ซึ่งขัดกับหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ
 
“การจัดการน้ำหรือการอนุมัติให้สร้างโรงงานแป้งมันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยไม่ผ่านกระบวนการของชุมชนในพื้นที่ก่อนนั้น เป็นการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างร้ายแรง” นายกรชนกกล่าว
 
ส่วนนายวิทูวัจน์ ทองบุ ตัวแทนศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม กล่าวว่า การอนุญาตจากกรมชลประทานหนองหวาย ให้มีการก่อสร้างท่อและสถานีส่งน้ำของบริษัทขอนแก่นสตาร์ช จากห้วยเสือเต้นนั้น เป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก มติคณะรัฐมนตรี 3 พฤศจิกายน 2552 กำหนดให้ห้วยเสือเต้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และวางมาตรการคุ้มครองไว้ โดยการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำต้องใช้อย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน และชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการใช้น้ำด้วย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
 
นายวิทูวัจน์ กล่าวด้วยว่า การออกคำสั่งทางปกครองนั้น ตามระเบียบหากคำสั่งทางปกครองอาจกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ก่อนออกคำสั่งจะต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้โต้แย้งสิทธิก่อน กรณีของโรงแป้งมันสำปะหลัง คำสั่งทางปกครองคือการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งก่อนออกคำสั่งดังกล่าวจะต้องมีหนังสือปิดประกาศให้ชุมชนร้องคัดค้านก่อน แต่ข้อเท็จจริงไม่มีกระบวนการที่ผ่านชุมชนเลย
 
“กระบวนการที่ส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรกรรม โดยการใช้มูลค่าวัดนั้น ภาคประชาชนมีส่วนร่วมหรือไม่ และเป็นการคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด” นายวิทูวัจน์ กล่าวทิ้งท้าย
 
นอกจากนี้ในช่วงเช้าวันเดียวกันนั้น กลุ่มอนุรักษ์ฯ และนักศึกษาดังกล่าวรวมตัวกันที่บ้านหนองหารจาร เพื่อรณรงค์แจกใบปลิวให้ข้อมูล เกี่ยวกับการตั้งโรงงานแป้งมันสำปะหลังที่อาจส่งผลกระทบแก่ชุมชนโดยรอบ จากนั้นจึงเดินทางไปที่กรมชลประทานหนองหวาย ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ยื่นหนังสือแก่ นายประพันธ์ ก้านทอง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย เพื่อสอบถามข้อมูลถึงการสูบใช้น้ำในพื้นที่ห้วยเสือเต้นไปใช้ในโรงงานแป้งมันสำปะหลัง
 
ทั้งนี้ ห้วยเสือเต้นนั้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อชาวน้ำพองเป็นอย่างมาก มีการใช้น้ำเพื่อทำนา ปลูกพืชไร่ มีการจับสัตว์น้ำ และการใช้น้ำทำน้ำประปาหมู่บ้าน ประชาชนมีรายได้สัมพันธ์กับพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ทั้งหมด ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าหากสูบน้ำป้อนโรงงานแป้งมันอาจทำให้ทรัพยากรในห้วยเสือเต้นสูญหายไป และการอนุญาตใช้น้ำนั้นชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่มีส่วนร่วมแต่อย่างใด
 
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์