สนพ. ดึงระบบ Demands Response ควบคุมการใช้ไฟฟ้ากลุ่มอุตสาหกรรม

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน นำร่องโครงการสาธิตระบบ Demand Response ใช้เทคโนโลยีควบคุมระบบไฟฟ้าอัตโนมัติในพื้นที่อุตสาหกรรม หวังช่วยลดใช้ไฟฟ้าช่วยพีค
 
19 มิ.ย. 2557 นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้า 164,341 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 1.6 ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมถือเป็นสาขาหลักที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ หรือประมาณ 72,536 กิกะวัตต์ชั่วโมง
 
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดคือกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตอาหารใช้ไฟฟ้าสูงถึง 9,697 กิกะวัตต์ชั่วโมง รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและโลหะพื้นฐาน กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์
 
นายเสมอใจกล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าในกลุ่มอุตสาหกรรม ทาง สนพ. จึงได้ดำเนินโครงการ “สาธิตระบบ Demand Response ในพื้นที่อุตสาหกรรม” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อศึกษาศักยภาพกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมในเรื่องความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี Demand Response ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยควบคุมและปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพได้อย่างอัตโนมัติ โดยมีสมาคมพันธมิตรไทยเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ (WEDE THAI) เป็นผู้ดำเนินการ
 
“ระบบ Demand Response เป็นกลไกที่ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถจัดการการใช้ไฟฟ้าของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ระบบจะแจ้งให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารู้ว่าเวลาใดที่ผู้คนในประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) หรือ ช่วงเวลาใดที่ใช้ไฟฟ้าแล้วจะมีอัตราค่าไฟแพง โดยข้อมูลดังกล่าวจะช่วยจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหาทางลดการใช้ไฟฟ้าของตนเองลง” นายเสมอใจกล่าว
 
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกล่าวด้วยว่า ในแต่ละปีจะมีการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ต่างๆ ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังเช่นในปี 2557 แหล่งก๊าซฯ เจดีเอ A-18 จะหยุดจ่ายก๊าซฯ ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. - 10 ก.ค.2557 (28 วัน) ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าจะนะ      หายจากระบบทันที 710 เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำลังผลิตในพื้นที่เหลือประมาณ 1,900 เมกะวัตต์ และอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ แม้จะมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วย 700 เมกะวัตต์ ก็ตาม ดังนั้น ระบบ Demand Response จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไฟตก หรือไฟดับ เพราะผู้ประกอบการสามารถวางแผนเพื่อควบคุมให้เกิดการลดใช้ไฟฟ้าหรือหยุดใช้ไฟฟ้าในช่วงพีคได้ทันที ซึ่งจะไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังถือเป็นการวางแผนแก้ปัญหาในระยะยาวด้วย
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์