พระสุเทพ: ปัจจุบันอยู่พรรคพระพุทธเจ้า-เรื่องบ้านเมืองฝาก พล.อ.ประยุทธ์

พระสุเทพ ปภากโร ออกรายการ "หน้าที่พลเมือง" ไทยพีบีเอส บอกญาติโยมอย่าแบกบ้านเมืองไว้คนเดียว กปปส. ทำดีที่สุดแล้ว ถือว่าหมดภาระ ให้มุ่งเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เรื่องบ้านเมืองให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่ - ขออยู่พรรคพระพุทธเจ้า ไม่อยู่ทั้งประชาธิปัตย์และพรรคทหาร

พระสุเทพ ปภากโร หรืออดีตนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ให้สัมภาษณ์ในรายการ "หน้าที่พลเมือง" ออกอากาศวันที่ 16 พ.ย. 2557 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ที่มา: รายการหน้าที่พลเมือง)

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ในรายการ "หน้าที่พลเมือง" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ดำเนินรายการโดย เสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ มีการสัมภาษณ์พระสุเทพ ปภากโร อดีตนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ หรือ กปปส. ซึ่งปัจจุบันบวชอยู่ที่สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี (คลิกเพื่อชมรายการหน้าที่พลเมือง)

ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ พระสุเทพ ปภากโร กล่าวถึงชีวิตหลังอุปสมบทว่า "มันเป็นคนละวิถีทาง วันนี้เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ชีวิตก็สงบเรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่มีเรื่องที่ต้องเป็นห่วง เป็นกังวล ไม่มีเรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจ ไม่มีเรื่องไปสู้รบปรบมือกับใคร"

สำหรับกิจวัตรประจำวันนั้น พระสุเทพกล่าวว่า เป็นพระภิกษุก็ตื่นเช้า ตีสามทุกวัน ตีสี่เดินลงกุฏิมาที่ลานหินโค้ง สำหรับสวนโมกข์นี้ใช้เป็นที่สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ฟังเทศน์ ฟังธรรม ตีสี่ครึ่งพระสงฆ์จะเอาเสื่อผืนเล็กๆ มาปูพื้นทราย หันหน้าไปทางพระพุทธรูป สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ญาติโยมก็เอาเสื่อมามาปูบนทรายรอบๆ สวดมนต์ ทำวัตรไปพร้อมๆ กับพระ

"ตั้งแต่บวชมามีญาติโยมมาเยี่ยมทุกวัน วันหนึ่งสองสามร้อยคน สี่ห้าร้อยคน บางวันก็เป็นพัน อาตมาจะนั่งรับแขกตรงก้อนหินนี้ ญาติโยมก็ปูเสื่อนั่งกัน อาตมามีไมโครโฟนก็พูดกับโยม ตอนบ่ายมีการเปิดเทปอาจารย์พุทธทาส ก็มาฟังกัน ตอนเย็นเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ทำวัตรเย็น หกโมงครึ่งทำวัตรเย็น ฟังเทปอาจารย์พุทธทาสอีกรอบ กลับไปจำวัด ชีวิตปกติกว่าจะได้รับก็สี่ทุ่ม เพราะฉะนั้นพระจะจำวัดประมาณวันละ 5 ชั่วโมง แต่ก็หลับดี ตอนเป็นฆราวาสหลับยาก มีนิวรณ์ มีความกังวลใจ กลุ้มใจ เป็นพระไม่มีนิวรณ์"

"เป็นพระไม่ยุ่งกับโลกข้างนอกมากนัก ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ทำตัวเหมือนพระองค์อื่น แต่อาตมายังมีเรื่องภายนอกติดมาบ้าง เวลาโยมมาหาอาตมา จะพาเรื่องมาฝากพระเยอะ เพราะมีความผูกพันเป็นสหายร่วมรบ ไปต่อสู้เพื่อบ้านเมือง เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน มีอะไรก็จะพูดกับพระนี่แหละ"

อดีตพระสุเทพยังกล่าวถึงเรื่องที่ญาติโยมมาปรึกษาด้วย "เช่น ยางราคาไม่ดี ก็มาบ่นกับพระ ให้พระช่วยพูดกับรัฐบาลให้หน่อย อย่างนี้ก็มี อาตมาถือว่าเป็นเรื่องของโยมไม่ตัดกันเสียทีเดียว มีอะไรก็พูดคุยกันบ้าง หรือโยมบางคนก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีข่าวอย่างนี้ ก็บอกญาติโยมทั้งหลายว่า ต้องปลงเสียบ้างนะ อย่าไปแบกบ้านเมืองไว้คนเดียว พวกเรามวลมหาประชาชนต่อสู้มามากแล้ว ทำได้ดีที่สุดแล้ว วันนี้ต้องถือว่าหมดภาระ หมดหน้าที่ หยุดได้ เข้าวัด มาปฏิบัติธรรม ทำใจให้เย็น ทำใจให้ว่าง เรื่องบ้านเรื่องเมือง ก็บอกให้เขาไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับหน้าที่ บริหารบ้านเมือง แก้ไขปัญหาบ้านเมือง เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามเจตนารมณ์ของประชาชน"

พอถึงช่วงนี้ น.ส.เสาวลักษณ์ กล่าวว่า "นั่นสิคะ" จากนั้นสุเทพกล่าวต่อว่า "ประชาชนทั้งหลายก็เอาใจช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ก็แล้วกัน อาตมาก็รับรองไปกับโยมทั้งหลายว่า อาตมารู้จัก พล.อ.ประยุทธ์นะ แล้วอาตมาก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนรักบ้านรักเมือง รักประชาชน เป็นคนดี ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชั่น แต่ปัญหาบ้านเมืองมีมาก ให้เขาแก้ปัญหาทันทีทันควันคงไม่ได้ ต้องให้เวลาเขาหน่อย เราอย่าใจร้อน อาตมาก็พูดแบบนี้ นี่เป็นส่วนที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเขาอยู่บ้าน นอกนั้นไม่ใช่เรื่องที่อาตมาจะไปสอดแทรกอะไร"

พระสุเทพ กล่าวว่า มวลมหาประชาชนที่ออกมาต่อสู้ ไม่ใช่คนยึดมั่นถือมั่น ไม่ใช่คนอวดโอ่ว่า เป็นคนไปเสียสละชีวิตเพื่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเป็นหนี้บุญคุณ ฟังฉันนะ ฉันต้องเอาไอ้นี่ให้ได้ แต่เขากลับบ้านไปเป็นประชาชนธรรมดา ที่ติดอยู่บ้างคือความห่วงบ้านห่วงเมือง ไม่มีข้อเรียกร้อง

ทั้งนี้พระสุเทพยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว "ถ้าโยมถามว่าเดี๋ยวนี้กับเมื่อก่อนต่างกันอย่างไร ก็ต่างกันมาก ยิ่งถ้าโยมไปโยงว่าสมัยก่อนอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่า อาตมากับพรรคประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว อย่างลูกหมีนี่มาในฐานะลูกศิษย์พระ ไม่ใช่คนของพรรคประชาธิปัตย์ เขาอยู่พรรคประชาธิปัตย์กันก็ดีแล้วว่าไป ส่วนอาตมาก็อยู่พรรคพระพุทธเจ้าแล้วตอนนี้ ไม่ได้อยู่พรรคนั้นแล้ว ไม่เกี่ยวข้อง วิถีชีวิตก็ต่างไป"

ส่วนเส้นทางการเมืองนั้น พระสุเทพกล่าวว่าไม่มีเส้นทางการเมืองแล้ว ก่อนออกมาต่อสู้กับ กปปส. ก็ประกาศชัด โดย กปปส. ระบุว่า การที่ออกมาต่อสู้ เพราะมีคนชั่วมาปกครองบ้านเมือง ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจตามอำเภอใจ มีพฤติกรรมทำร้ายสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาจำเป็นต้องลุกมาต่อสู้รักษาชาติ รักษาแผ่นดิน ไม่ได้ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจหรือเพื่อนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

"อาตมาซึ่งเป็นผู้นำคนหนึ่ง ในการต่อสู้ร่วมกับบรรดาแกนนำทั้งหลาย ต้องลาออกจาก ส.ส. อาตมาลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ จะเห็นว่าหลายครั้ง อาตมาคิดไม่เหมือนคนในพรรคประชาธิปัตย์ และแสดงออกมาชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องแยกว่า เราไม่ได้สู้เพื่อพรรคการเมือง อาตมาถึงได้ประกาศว่าเมื่อผ่านพ้นการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว จะไม่สมัครรับเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นถ้าโยมถามว่าเส้นทางการเมืองเป็นอย่างไร อาตมาไม่มีเส้นทางการเมือง วันนี้ทำหน้าที่ปัจจุบันคือเป็นพระ ทำหน้าที่พระภิกษุสงฆ์ รับใช้พระศาสนา รับใช้วัดสวนโมกข์ รับใช้ญาติโยม วัดวาอารามทั่วประเทศ ใครนิมนต์ไปไหนอาตมาก็ไป ไปเป็นกำลังใจให้เขา"

ยืนยันว่า ญาติโยมที่หันมาหาธรรมะถูกต้องแล้ว วันนี้ต้องเอาธรรมะเป็นที่พึ่ง สรณะ เศรษฐกิจโลกไม่ดี เศรษฐกิจประเทศไทยไม่ดี เศรษฐกิจของครอบครัวญาติโยมก็พลอยกระทบไปด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพึ่งคือ ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องใช้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาเป็นที่พึ่ง ก็คือ เราจะได้ควบคุมจิตใจตัวเอง ไม่ให้ติดยึดวัตถุ จะได้ไม่กลายเป็นพวกวัตถุนิยม มิฉะนั้นจะกลายเป็นมีความต้องการมาก ชีวิตจะมีรายจ่ายที่ไม่จำเป็นมาก พระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้เราได้ยึดถือเป็นวิถีชีวิต ถ้าเราใช้ชีวิตพอเพียงอย่างที่พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้เราจะรู้จักประมาณตน ทำบัญชีรายรับรายจ่ายครอบครัว จะใช้จ่ายอย่างไรจะได้ครุ่นคิดพิจารณา ว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็น อะไรที่ฟุ่มเฟือย อะไรที่เกินฐานะตัวเอง

"ไปที่ไหนที่โยมอยากชวนอาตมาคุย อาตมาก็คุยเรื่องนี้แทบทุกวัน บอกกับโยมว่าอย่างนี้รัฐบาลไหนก็ช่วยโยมไม่ได้นะ โยมต้องควบคุมจิตใจ ไม่ให้กิเลสมาชักนำให้มีรายจ่ายมาก จนไม่สามารถหามาเพียงพอได้ นักการเมืองมาพูด โยมคงด่าเปิงเลย ยิ่งนายกรัฐมนตรีพูดนี่เสร็จแน่ 'ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมาสอนประชาชน' แต่อาตมาเป็นพระก็พูดได้ โยมโกรธไม่ได้ โกรธพระเป็นบาปนะ อาตมาก็ได้อาศัยบารมีผ้าเหลืองเตือนสติญาติโยม"

ทั้งนี้ในรายการพระสุเทพ กล่าวว่าไม่ได้ยุ่งการเมืองแล้ว โดยระบุว่า พระภิกษุนั้นละจากเรือนแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับเรือนแล้ว เป็นเพศฆราวาส อาตมายังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่อยู่ในระหว่าง ถ้าเป็นเครื่องยนต์ก็เหมือนทดลองวิ่ง อาตมาพยายามปฏิบัติเท่าที่สามารถทำได้ในความเป็นพระ อ่านหนังสือธรรมะทุกวัน ปฏิบัติธรรมทุกวัน ความที่เคยเป็นผู้นำมวลชน ต้องสารภาพตรงๆ ว่าลืมคนเหล่านั้นไม่ได้ คนเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ความที่เป็นนักการเมืองอาชีพมา 36 ปี อาตมาไม่สามารถลืมความรับผิดชอบบ้านเมืองได้ แต่ไม่เข้าไปแทรกแซง ก้าวก่าย

แม้จะประกาศว่าไม่กลับลงไปเลือกตั้งอีกแล้ว แต่การออกมาต่อสู้ร่วมกับประชาชนคราวนี้เพราะต้องการให้การต่อสู้ของประชาชนบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นก็ไม่กลับไปเลือกตั้ง ไม่กลับไปพรรคการเมืองไหนอีกแล้ว ส่วนความรับผิดชอบบ้านเมืองยังมีอยู่ ต่อสู้คราวนี้เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ ให้มีคนดีมาบริหารประเทศ ส่วนหลังจากบวชครบ 204 วันเท่ากับวันชุมนุมแล้ว พระสุเทพกล่าวว่า "จะทำอย่างไรจะถามตัวเอง เมื่อครบ 204 วันแล้วจะเอาอย่างไรต่อ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ หรือเป็นฆราวาส ก็จะทำงานให้กับมวลชน มวลมหาประชาชน แต่ไม่กลับไปเป็นนักการเมือง เพราะมีงานหลายอย่างที่ทำให้บ้านเมืองได้ เช่น รณรงค์ให้สร้างสังคมที่มีธรรมะแบบโบราณ ยึดถือค่านิยมขนบธรรมเนียมที่ดีงามของคนไทยโบราณ คือสังคมที่อยู่ด้วยความรัก เมตตา เอื้ออาทร นั่นคือสังคมที่มีธรรมะ โดยขอชวนลูกผู้ชายไทยมาบวช"

ทั้งนี้อดีตนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปฏิเสธข่าวที่ว่ามีชื่ออยู่ในพรรคทหารด้วย และฝากสื่อมวลชนให้รายงานความจริงด้วย และระบุว่า ถ้าอยากเป็นนักการเมืองก็กลับพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ เพราะเคยเป็นถึงเลขาธิการพรรค กลับไปใครเขาก็ต้อนรับ และยิ่งไปตั้งพรรคการเมืองกับทหารก็ไม่คิดเลย และไม่เคยคิด อนาคตข้างหน้าก็ไม่คิด แต่คิดทำงานร่วมกับมวลชน กปปส. เพราะต้องถือเป็นธุระต้องดูแลบ้านเมือง ทอดทิ้งไม่ได้ เพราะลงทุนลงแรงมากแล้ว